วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

ซ้อมอย่างฉลาด ไม่ได้เน้นแค่ปริมาณ ตอนจบ

นี้เราจะมาวางเป้าหมายใน 6 ขั้นตอนที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นไม่ยาก ก็แต่ตั้งธงหรือเป้าหมายขึ้นมาอันหนึ่งแล้วพยายามฝ่าฟันไปให้ถึง ฟังดูแล้วไม่ยากเลยแต่ก็ยังมีหลายคนที่ทำไม่เป็นจนในที่สุดก็หงุดหงิดเพราะทำไม่ได้ตามเป้า ลงท้ายก็ผิดหวังแล้วพาลเลิกซ้อมหันไปเล่นหมากเก็บแทน ขั้นตอนที่เราจะแนะนำท่านทั้ง 6 ข้อนี้คือหลักคิดง่าย ๆ เพื่อความสำเร็จในการซ้อม


1. ต้องเจาจง : ต้องมีเป้าหมายที่แน่นอนมากกว่าจะคิดแบบกว้าง ๆ ตัวอย่างเช่นถ้าเป้าของคุณคือ “ต้องขี่ไกลให้ได้ดีกว่าเดิม” มันก็กว้างไปเพราะอะไรล่ะคือความหมายของคำว่าดีกว่าเดิม จะวัดผลได้ยังไงหรือว่าแค่การขี่จนครบระยะทางแล้วไม่หมดรงคือความสำเร็จ งั้นหรือเปล่า ถ้ามีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ต้องการขี่ไกล 100 ก.ม. ให้ได้ภายในสี่ชั่วโมงล่ะ เห็นไหมว่าเงื่อนเวลาคือตัวกำหนด คุณอาจจะเคยขี่ได้นาน 4 ชั่วโมงครึ่งแต่พอลดลงมาอีกครึ่งชั่วโมงนั่นหมายความว่าเร็วขึ้นอีกและวัดเป็นตัวเลขได้คือ 30 นาที ที่เราว่าต้องเจาะจงก็คือเป้าหมายนั้นต้องวัดปริมาณได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขระยะทางหรือน้ำหนักที่ลดลงภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด หรืออะไรก็ตามคุณต้องวัดได้ชัด ๆ เพื่อประมาณความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ แรงจูงใจให้ซ้อมหนักขึ้นอีกเพื่อขยายขีดจำกัด

2. ขยายขีดจำกัดไปทีละขั้น : ง่าย ๆ คือต้องวางเป้าไว้ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเพื่อค่อย ๆ เพิ่มขีดความสามารถไปเรื่อย ๆ มากกว่าแค่วางเป้าหมายระยะยาวอย่างเดียว คือถ้าคุณหมายใจไว้ว่าจะขี่ให้ได้ 150 ก.ม. ก็ต้องวางแผนเอาไว้ก่อนว่าสามเดือนแรกหลังจากเริ่มซ้อมจะขี่ให้ได้ 70 ก.ม. แล้วเดือนถัดมาก็เพิ่มเป็น 120 ก.ม. กับอีกสองเดือนหลังสุดจึงขี่ให้ได้ 150 ก.ม. สบาย ๆ การค่อย ๆ เพิ่มจะช่วยได้ทั้งความคุ้นเคยของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยได้ทั้งด้านจิตใจคือเมื่อคุณทำได้ก็จะมีแรงกระตุ้นให้ขยายขีดจำกัดของตัวเองออกไปเรื่อย ๆ เช่นกัน
ต้องวางเป้าให้ยาก แต่อย่าให้สาหัสความหมายก็คือยิ่งยากขึ้นไปคุณก็ยิ่งเก่ง พอผ่านจุดนั้นไปได้แล้วก็จะสบายพร้อมวางเป้าให้ยากขึ้นไปอีก พอผ่านของยากไปได้ก็ควรจะตั้งเป้าให้ยากกว่าเดิมอีกนิดแล้วจะท้อ เช่น การวางเป้าว่าจะขี่ให้ไกล 100 ก.ม. ถ้าไม่เคยขี่ไกลกว่า 30 ก.ม.มาก่อนควรเขยิบขึ้นมาให้ได้สัปดาห์ละ 10 ก.ม. และควรมีเวลาขี่อย่างน้อยสัปดาห์ละสามวัน ไม่ใช่เคยขี่จักรยานได้ไกล 30 ก.ม. แล้วเพิ่มขึ้นฮวบฮาบเป็น 100 ก.ม. เลยรวดเดียว ระบบของคุณจะเสียหมด จะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรืออาจถึงกับฉีก ปวดหลัง ปวดไหล่

3. ต้องติดตามผลได้ : เป้าหมายที่ตั้งไว้ถ้าไม่มีการติดตามผล ไร้ซึ่งการจดบันทึกมันก็เป็นแค่เป้าหมายที่วางไว้เฉย ๆ แต่เมื่อใดที่มันถูกติดตามผล ถูกจดบันทึกแล้ว เมื่อนั้นแหละคือเครื่องบ่งบอกว่าคุณก้าวไปถึงไหน เช่น คุณวางเป้าไว้อยากจะขี่ไกล 100 ก.ม. ให้เร็วที่สุด เมื่อยึดเวลาเป็นที่ตั้งแล้วคุณก็ต้องจดเวลาเปรียบเทียบกันระหว่างการขี่จักรยานครั้งก่อนกับครั้งนี้เพื่อให้เห็นตัวเลขชัด ๆ ว่าทำเวลาได้เร็วขึ้นกว่าครั้งก่อนกี่นาที ถ้าไม่มีตัวเลขมันก็ไม่มีแรงจูงใจง่าย ๆ แค่นี้เอง

4. ต้องใจเย็นให้มากพอกับดื้อด้าน : ใครที่ชอบกีฬาจักรยานทางเรียบและเคยติดตามเรื่องราวของตูร์เดอฟร็องซ์ จะรู้จัก เกรก เลอ ม็องค์ ที่เคยเกิดอุบัติเหตุจากการล่าสัตว์เมื่อปี 1987 เขาวางเป้าหมายไว้ว่าต้องกลับมาชนะตูร์เดอฟร็องซ์อีกครั้ง แล้วก็ทำได้ในปี 1989 ในกรณีของ แลนซ์ อาร์สตรอง ก็เช่นกันที่เพิ่งหายจากมะเร็งในปี 1997 เขากลับมาแข่งใหม่แล้วชนะในปี 1999 แล้วต่อจากนั้นก็เป็นแชมป์ต่อมาอีก 6 สมัย
จะเห็นได้ชัดเลยว่าทั้งคู่ต้องใช้เวลาถึงคนละเป็นปีทั้งนั้นกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่ ดังนั้นต้องเข้าใจไว้ด้วยว่าต้องใจเย็นแต่ไมใช่เฉื่อยชาแต่ขณะเดียวกันต้องดื้อ ต้องมุ่งมั่นซ้อมด้วยเป้าหมายเดียวแล้วทำให้สำเร็จ เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นการกระทำการทุกสิ่งต้องมีอุปสรรคเสมอ และอุปสรรคที่ผ่านเข้ามานั้นก็มีหลายสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ข้อดีของมนุษย์อยู่อย่างหนึ่งก็คือเรารู้จักเรียนรู้
ดังนั้นจงใช้อุปสรรคให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียนรู้มันแล้วต้องฉลาดพอจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซาก เพื่อคุณจะได้เสียเวลาและพลังงานเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จน้อยลง

5. ปรับตัวให้เข้ากับเป้าหมาย : ต้องสร้างนิสัยการวางแผนไว้ให้คุ้นเคย หมายความว่าต้องวางแผนก่อนจะทำการใด ๆ การวางแผนจะช่วยให้คุณประหยัดได้ทั้งเวลาและทรัพยากรอื่น ๆ หรือแม้แต่เงิน ต้องใส่ใจรายละเอียดระหว่างเส้นทางว่านอกจากความเร็วในการปั่นแล้วยังมีอะไรอีกที่ต้องปรับเปลี่ยน เช่นใช้เวลาหยุดเพื่อดื่มน้ำในจุดให้น้ำนานเกินไปหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วควรจะลดเวลาการดื่มน้ำให้น้อยลง หรือหยุดดื่มน้ำให้น้อยจุดลง หรือเรื่องอื่น ๆ
ถ้าทำได้เช่นนี้คุณก็จะบรรลุเป้าหมายคือถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ถึงจะไม่เร็วกว่าเพื่อนก็ยังเร็วกว่าที่ตัวเองเคยทำไว้ เป้าหมายของคุณต้องเป็นไปในทางเดียวกันกับความสามารถทางกายคือไม่หนักเกินไปจนทำไม่ได้ เพราะคนอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรองมีเพียงคนเดียวในโลก เป้าหมายที่คุณวางไว้จึงต้องอยู่ในขอบเขตความสามารถของตนเองซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้ไปถึงจุดหมายในที่สุด

6. คิดถึงแต่ความสำเร็จ : ตรงนี้ต้องแยกให้ออกจากคำว่า ฟุ้งซ่าน พวกนักกีฬาเก่ง ๆ จะเข้าใจถึงการสร้างจินตนาการได้ดี พวกเขาจะคิดถึงแต่ความสำเร็จจากการแข่งขันบ่อย ๆ จนเมื่อถึงเวลาได้รับชัยชนะจริง ๆ แล้วมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ไม่ตื่นเต้น แต่การใช้จินตนาการนี้ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็คิดว่าตัวเองจะลุกขึ้นมากปั่นได้เร็วและไกลทั้งที่ไม่เคยซ้อม มันต้องเป็นจินตนาการที่ออกมาจากความสามารถ หมายความว่าเมื่อคุณซ้อมมาดีแล้วและมากพอจนเกิดความมั่นใจ นั่นแหละคือจุดที่ใช้จินตนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมันจะช่วยสร้างกำลังใจเพื่อกระตุ้น การสร้างจินตนาการคือกระบวนการจิตสำนึกที่จะทำให้จิตใจผ่อนคลาย เมื่อคุณได้เห็นภาพที่ตัวเองกำลังปั่นจักรยานอยู่นั้นจะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางผ่อนคลายและตอบสนองต่อความคิดนั้นเหมือนมันเป็นจริง จะว่าไปแล้วการจินตนาการก็เหมือนการซ้อมใหญ่ ที่ช่วยให้คุณคุ้นเคยกับสภาพจริง ๆ ที่ต้องเจอข้างหน้า ซึ่งถ้าทำได้จริงก็จะได้ผลคือลดความตื่นเต้น ผ่อนคลายและคุ้นเคยกับสิ่งที่ต้องเจอและเราเชื่อว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง เองก็ใช้วิธีนี้มาแล้วเวลาลงแข่ง เขามักจะสำรวจเส้นทางยาก ๆ ก่อนวันแข่งด้วยการขี่จักรยานไปตามเส้นทางนั้น เมื่อจำได้แล้วก็ไม่ยากที่จะคิดถึงสภาพตัวเองตอนที่ใช้เส้นทางนั้นจริง ความคิดที่ว่า “ได้ไปมาแล้ว ทำได้แล้ว “ จะเกิดขึ้นในหัว ขจัดความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ทิ้งไปได้หมดก่อนการแข่งจริงจะเริ่มขึ้น จะมีอะไรวิเศษไปกว่าการแข่งกีฬาโดยไร้ความกดดันล่ะ
วิธีการสร้างจินตนาการนั้นไม่ยาก เพียงแค่คุณมีที่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ให้นั่งได้สักที่ แล้วใช้ตรงนั้นนั่งหรือนอนคิดถึงสภาพเส้นทางที่จะขี่ คิดถึงสายลมเย็นที่พัดปะทะกาย คิดถึงความสนุกสนานที่ตัวเองและจักรยานพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อขี่จริงคุณก็พยายามทำให้ได้เช่นที่เคยนึกภาพไว้ ดูเหมือนจะโม้แต่ถ้าทำได้จริง ๆ นี่แหละจะเป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพให้การขี่จักรยานคุณได้เหนือจินตนาการไหน ๆ

ซ้อมอย่างฉลาด ไม่ได้เน้นแค่ปริมาณ

เมื่อครั้งที่ เฟาส์โต ค็อปปี อดีตแชมป์ตูร์เดอฟร็องชาวอิตาเลียนเมื่อหลายสิบปีก่อน ถูกถามว่าทำไมคุณถึงแข่งจักรยานได้อย่างไร้เทียมทานเช่นนี้ คำตอบของค็อบปี้สั้น ๆ และง่าย ๆ คือ “ก็ขี่จักรยานให้มากเข้าไว้” ซึ่งหากพูดกันแบบวิทยาศาสตร์แล้วมันก็จริงแค่บางส่วน คุณสามารถขี่จักรยานทางไกลกว่า 100 ก.ม. ได้จริงด้วยการปั่นมาก ๆ เข้าไว้ สะสมไมล์เข้าไว้ แต่ก็ใช่ว่าปริมาณจะเป็นเครื่องชี้ขาดในเมื่อร่างกายมนุษย์นั้นมีระบบอะไร ๆ ที่ซับซ้อนให้คำนึงถึงอีกมาก ทั้งระบบกล้ามเนื้อ จิตใจ ระบบเผาผลาญอาหารและอื่น ๆ ที่รวมกันเป็นตัวขับเคลื่อนให้คุณขี่จักรยานได้ดี
จึงจำเป็นต้องซ้อมหนักอย่างเดียว ใคร ๆ จะออกไปปั่นหนัก ๆ กินระยะทางหลาย ๆ กิโล ก็ได้ แต่กลเม็ดคือมันต้องมีหนทางที่เร็วที่สุด ฉลาดที่สุดและทรงประสิทธิภาพที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ จงชื่นชมกับความสำเร็จของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความล้มเหลวด้วยเมื่อไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพื่อจะได้เรียนรู้จากมันไม่ให้เกิดความล้มเหลวซ้ำซาก ซึ่งจะสูญเปล่าทั้งเวลาและพลังงาน จงจำไว้อย่างหนึ่งว่ามีเพียงคุณเท่านั้นที่จะรู้ได้ว่าตัวเองไปได้แค่ไหน ดีหรือเลวอย่างไรในกีฬาประเภทนี้ พรสวรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญแต่ต้องไม่ลืมว่าความขยันซ้อมและมีวินัยนี่แหละที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงต้องมองภาพให้ออก พวกเราหลายคนที่จริงจังเกินไป เราวางเป้าหมายไว้สูงจนแตะไม่ถึง ก็เลยผิดหวังพอทำได้ไม่เท่าที่ตั้งใจ พาลจะทำให้หมดแรงบันดาลใจถึงกับถอดใจเอาง่าย ๆ
ดังนั้นเมื่อใดที่พบตัวเองว่าเริ่มหมกมุ่นกับเป้าหมายนั้นแล้วต้องเตือนสติตัวเองให้ได้ ต้องไม่ลืมว่าคุณมาขี่จักรยานเพื่อความสนุกก่อนเป็นอันดับแรก มันไม่สำคัญว่าคุณจะแข่งชนะได้ที่หนึ่งหรือตำแหน่งที่ 51 ตราบใดที่คุณยังเตือนตัวเองว่ามาขี่จักรยานเพื่อสุขภาพและเพื่อความสนุกสนาน ต้องระวังว่าอย่าหักโหมเกินไป ต้องขยันและมุ่งมั่นอย่างมีเหตุผล และต่อไปนี้คือกลเม็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยให้คุณซ้อมปั่นได้สนุกขึ้นโดยไม่ต้องเอาตัวเลขหรือข้อมูลใด ๆ มาอ้างให้ปวดหัว

ต้องมีเป้าหมายแน่ชัดแล้วไปให้ถึง
เท่าที่เราเคยได้ยินเพื่อนนักจักรยานบงคนบ่นคือ “ผมขี้เกียจแข่งมาก ๆ เพราะมันมารบกวนเวลาซ้อม” แน่ล่ะ ไม่ผิดหรอกถ้าจะขี่จักรยานแค่สุขภาพและความสนุกแทนที่จะซ้อมเพื่อแข่ง แต่การซ้อมอย่างเดียวมันไม่ใช่แค่เอาจักรยานออกมาขี่ไปเรื่อย ๆ แล้วก็จบแค่นั้นถ้าจะให้คุ้มกันจริง ๆ ก็ต้องมีเป้าหมายอันแน่ชัดด้วยเพื่อจะได้เป็นแรงจูงใจให้คุณวางแผนขี่จักรยานแล้วทำให้เป็นไปตามนั้น แทนที่จะจูงจักรยานออกไปขี่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ลมสงบและตัวเองรู้สึกดีอยากขี่เพียงอย่างเดียว
เป้าหมายที่ว่านี้เป็นอะไรก็ได้ที่จะมากระตุ้นคุณ อาจเป็นความหวังว่าจะขี่ 100 ก.ม. ให้ได้เป็นครั้งแรก หรือคุณอาจจะเคยขี่ไกล 100 ก.ม. มาหลายครั้งแล้วแต่ตอนนี้อยากทำเวลาให้เร็วกว่าเดิม หรือคิดว่าจะแข่งรายการเล็ก ๆ ระยะทางสั้น ๆ อะไรประมาณนี้ หรืออยากจะวางเป้าให้ตัวเองลดน้ำหนักให้ได้ 5 ก.ก. ก็ยังได้
วิธีจะบรรลุเป้าหมายให้ได้นั้นไม่ยาก ก็แค่คุณต้องวางมันไม่ให้สูงเกินไปเท่านั้น ค่อย ๆ เขยิบเป้าหมายไปเรื่อย ๆ ทีละนิดเพื่อให้ไปถึงจะได้เกิดแรงบันดาลใจให้เขยิบมันขึ้นไปอีก ความมั่นใจช่วยให้คุณทำได้ทุกอย่าง อย่าว่าแต่จะปั่นให้ไกลขึ้นเลย จะไต่หน้าผาหรือวิ่งทางไกลก็ทำได้ถ้าไม่วางเป้าหมายไว้สูงเกินไป แต่ค่อย ๆ ทำเพื่อให้ขยายขอบเขตของความลำบากออกไปทีละนิดให้ร่างกายรับได้

กลวิธีเพื่อวางเป้าหมายไว้แล้วไปให้ถึง
จะวางเป้าหมายแล้วไปให้ถึงนั้นไม่ยาก ก็แต่ตั้งธงหรือเป้าหมายขึ้นมาอันหนึ่งแล้วพยายามฝ่าฟันไปให้ถึง ฟังดูแล้วไม่ยากเลยแต่ก็ยังมีหลายคนที่ทำไม่เป็นจนในที่สุดก็หงุดหงิดเพราะทำไม่ได้ตามเป้า ลงท้ายก็ผิดหวังแล้วพาลเลิกซ้อมหันไปเล่นหมากเก็บแทน ขั้นตอนที่เราจะแนะนำท่านทั้ง 6 ข้อนี้คือหลักคิดง่าย ๆ เพื่อความสำเร็จในการซ้อม

1. ต้องเจาะจง : ต้องมีเป้าหมายที่แน่นอนมากกว่าจะคิดแบบกว้าง ๆ ตัวอย่างเช่นถ้าเป้าของคุณคือ “ต้องขี่ไกลให้ได้ดีกว่าเดิม” มันก็กว้างไปเพราะอะไรล่ะคือความหมายของคำว่าดีกว่าเดิม จะวัดผลได้ยังไงหรือว่าแค่การขี่จนครบระยะทางแล้วไม่หมดรงคือความสำเร็จ งั้นหรือเปล่า ถ้ามีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ต้องการขี่ไกล 100 ก.ม. ให้ได้ภายในสี่ชั่วโมงล่ะ เห็นไหมว่าเงื่อนเวลาคือตัวกำหนด คุณอาจจะเคยขี่ได้นาน 4 ชั่วโมงครึ่งแต่พอลดลงมาอีกครึ่งชั่วโมงนั่นหมายความว่าเร็วขึ้นอีกและวัดเป็นตัวเลขได้คือ 30 นาที
ที่เราว่าต้องเจาะจงก็คือเป้าหมายนั้นต้องวัดปริมาณได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขระยะทางหรือน้ำหนักที่ลดลงภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด หรืออะไรก็ตามคุณต้องวัดได้ชัด ๆ เพื่อประมาณความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ แรงจูงใจให้ซ้อมหนักขึ้นอีกเพื่อขยายขีดจำกัด

2. ขยายขีดจำกัดไปทีละขั้น : ง่าย ๆ คือต้องวางเป้าไว้ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเพื่อค่อย ๆ เพิ่มขีดความสามารถไปเรื่อย ๆ มากกว่าแค่วางเป้าหมายระยะยาวอย่างเดียว คือถ้าคุณหมายใจไว้ว่าจะขี่ให้ได้ 150 ก.ม. ก็ต้องวางแผนเอาไว้ก่อนว่าสามเดือนแรกหลังจากเริ่มซ้อมจะขี่ให้ได้ 70 ก.ม. แล้วเดือนถัดมาก็เพิ่มเป็น 120 ก.ม. กับอีกสองเดือนหลังสุดจึงขี่ให้ได้ 150 ก.ม. สบาย ๆ การค่อย ๆ เพิ่มจะช่วยได้ทั้งความคุ้นเคยของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยได้ทั้งด้านจิตใจคือเมื่อคุณทำได้ก็จะมีแรงกระตุ้นให้ขยายขีดจำกัดของตัวเองออกไปเรื่อย ๆ เช่นกัน
ต้องวางเป้าให้ยาก แต่อย่าให้สาหัสความหมายก็คือยิ่งยากขึ้นไปคุณก็ยิ่งเก่ง พอผ่านจุดนั้นไปได้แล้วก็จะสบายพร้อมวางเป้าให้ยากขึ้นไปอีก พอผ่านของยากไปได้ก็ควรจะตั้งเป้าให้ยากกว่าเดิมอีกนิดแล้วจะท้อ เช่น การวางเป้าว่าจะขี่ให้ไกล 100 ก.ม. ถ้าไม่เคยขี่ไกลกว่า 30 ก.ม.มาก่อนควรเขยิบขึ้นมาให้ได้สัปดาห์ละ 10 ก.ม. และควรมีเวลาขี่อย่างน้อยสัปดาห์ละสามวัน ไม่ใช่เคยขี่จักรยานได้ไกล 30 ก.ม. แล้วเพิ่มขึ้นฮวบฮาบเป็น 100 ก.ม. เลยรวดเดียว ระบบของคุณจะเสียหมด จะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรืออาจถึงกับฉีก ปวดหลัง ปวดไหล่

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

การเตรียมตัวก่อนปั่น 1 วัน ก่อนปั่น 24 ชั่วโมง

การเตรียมตัวก่อนปั่น 1 วัน ก่อนปั่น 24 ชั่วโมง


ถ้าจะว่าไปแล้วการปั่น 100 ก.ม. หรือ 160 ไมล์แบบเซ็นทิวรี่จริง ๆ นั้นแทบไม่ต่างกันเลยในด้านการเตรียมตัว ไม่ว่าคุณจะปั่นจักรยานได้ใกล้หรือไกลแค่ไหนสิ่งที่ต้องเตรียมยังคงเหมือนเดิม คือต้องมีหมวก แว่นตา เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้าและอื่น ๆ ที่จะทำให้การขี่จักรยานครั้งนั้นปลอดภัยและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ แต่ถ้าจะเตรียมตัวปั่นกันอย่างมือโปรก็ต้องมีเวลา เวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อ่ให้รายละเอียดทุกอย่างถูกเก็บได้เรียบร้อยจงน่าจะเป็นช่วง 24 ชั่วโมงซึ่งน่าจะเป็นการเตรียมตัวครั้งสุดท้ายก่อนก้าวขึ้นคร่อมอาน

ถ้าจักรยานของคุณยังไม่ได้ถูกปรับแต่งให้เข้าที่ในเวลา 24 ชั่วโมงนี้ก็ต้องทำ สำหรับคาร์โบฯโหลดดิ้งที่จะสำคัญต่อการขี่จักรยานไกลก็ควรทำด้วยในเวลาก่อนนอนสามชั่วโมงเพื่อให้ไกลโคเจนเข้าไป สะสมในกล้ามเนื้อเรียบร้อยพร้อมใช้งาน ทั้งยังต้องเริ่มดื่มน้ำมาก ๆ เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงไม่ต้องพูดถึงรวมทั้งน้ำชากาแฟ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีต่อการขี่จักรยานหรือการออกกำลังกายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย หลังรับประทานอาหารเย็นแล้วควรดื่มน้ำให้พอแต่ต้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนนอนเช่นกัน ก่อนปั่นไกล เป็นร้อย ๆ กิโลฯ ให้ครบคุณต้องได้นอนพักผ่อนให้เต็มที่โดยไม่ต้องมีอะไรมาขัดจังหวะระหว่างนั้น

ก่อนจะล้มตัวลงนอนให้จัดการกับเช็คลิสต์ให้เรียบร้อยเสียก่อนโดยการเอาเสื้อผ้า หมวกกันกระแทก เครื่องวัดชีพจร แว่นกันแดด รองเท้า อาหารบำรุงกำลังติดกระเป๋า และทุกสิ่งที่ต้องใช้ก่อน ระหว่างปั่น และหลังปั่นมาวางไว้ก่อนหยิบลงกระเป๋า จงอย่าได้คิดว่าจะมาจัดลงกระเป๋าในตอนเช้าวันปั่นเพราะความรีบร้อนจะทำให้พลาดจนลืมหยิบเอาของสำคัญใส่กระเป๋าได้ง่าย ๆ สำหรับเรื่องการจัดของนี้ ถ้าคุณเป็นคนปั่นจักรยานเป็นประจำอยู่แล้วก็อาจไม่ต้องถึงกับจดรายการแล้วจัดของตาม วิธีง่ายที่สุดคือจินตนาการถึงการแต่งกายของตัวเองว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง นึกถึงตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วจะพบว่ามันง่ายกว่าเมื่อจะจัดเรียงลำดับ ไปตั้งแต่หมวกกันกระแทก แว่นตา เสื้อ ถุงมือ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า แล้วค่อยมาคำนึงถึ่งสิ่งที่จะนำติดตัวใส่กระเป๋าหลังของเสื้อไป เช่น เพาเวอร์เจลและอื่น ๆ ที่จำเป็น นึงไปพลางหยิบของในตู้มาวางไว้ข้างกระเป๋าก่อนจัดของลง

พอของพร้อมแล้วก็นั่งลงค่อย ๆ คิดถึงแผนการที่วางไว้ว่าจะทำอะไรบ้างในการขี่วันนั้น เมื่อถึงช่วงยากลำบากของเส้นทางแล้วจะทำอย่างไร เสร็จแล้วเมื่อก่อนนอนก็ตั้งเวลาไว้ อยากจะตื่นตอนไหนก็ตั้งเวลาไว้ เมื่อไม่ประมาทก็ต้องตั้งเวลาไว้เป็นครั้งที่สองด้วยหากครั้งแรกปลุกแล้วคุณไม่อยากตื่น

วันปั่นไกล
การตั้งเวลาไว้จะทำให้ไม่ต้องรีบกระหืดกระหอบตื่นขึ้นหลังจากได้พักผ่อนมาเต็มที่แล้ว จงรับประทานอาหารเช้าแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ ถ้าได้ดื่มน้ำมาแล้วตอนก่อนนอนสิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องไปห้องน้ำเสียก่อน อาหารเช้าในวันนี้ต้องมั่นในว่ามีพลังงาน 70 % มาจากคาร์โบฯ สำหรับคนไทยคงไม่ต้องห่วงเพราะเรารับประทานข้าวซึ่งประกอบด้วยคาร์โบฯเป็นหลักอยู่แล้ว ข้อสำคัญคือคุณต้องรับประทานอาหารให้เสร็จก่อนออกสตาร์ทสองชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้ย่อยสลายไปส่วนหนึ่งก่อนออกกำลัง รับประทานมากไปจะจุกและอาจถึงกับอาเจียนจนรู้สึกแย่ ๆ ได้ระหว่างทาง

ชั่วโมงสุดท้ายก่อนออกตัว
ถ้าคุณไม่ได้คาดหวังว่าจะไปขี่จักรยานกับกลุ่ม ขาแรง ชอบปั่นเร็ว หรือไม่ได้คาดคิดว่าตัวเองต้องทำลายสถิติไม่ว่าจะเป็นสถิติของเพื่อนหรือของตัวเองก็ตาม การปั่นแบบเซ็นทิวรี่ไม่จำเป็นต้องวอร์มอัพกันบนจักรยานเลย แค่ยืดเส้นยืดสายสักห้านาทีเพื่อให้กล้ามเนื้อหลังตอนล่าง หัวไหล่ ช่วงขาตอนหลัง และหลังของคุณได้ผ่อนคลายเท่านั้นก็พอแล้ว การได้ยืดเส้นยืดสายจะช่วยได้มากทั้งการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการลดควมตื่นเต้น ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้นตามชั่วโมงของการปั่นที่ผ่านมา คุณจะวางแผนก่อนการปั่นได้อย่างเป็นธรรมชาติเองจนถึงนาทีสุดท้ายหน้าเส้นสตาร์ท ต่อไปนี้แหละที่เราจะเข้าสู่กระบวนการวางแผนระหว่างการปั่นไกลเกิน 100 ก.ม.

ล้อแบบไหนที่เหมาะกับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่ ?

ล้อแบบไหนที่เหมาะกับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่ ?


ชุดล้อเปรียบเสมือนขาของรถจักรยาน หาได้ขาที่บึกบึนแข็งแรงเสมือนดั่งกว่ารถจักรยานของท่านก็จะวิ่งได้อย่างหนักแน่น ง่ายต่อการควบคุมหรือหาได้ขาที่เรียวงาม รถคันนั้นก็อาจจะวิ่งได้ประดุจนกที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ความเป็นจริงแล้ว การอุปมาอุปมัยคงช่วยเราฟันธงไม่ได้อยู่แล้ว เราจึงมีวิธีเลือกชุดล้อที่เหมาะกับทุกคน มาฝากกัน

- งบประมาณ
ปฎิเสธไม่ได้แล้วล่ะว่าล้อตัวไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับเราในประเด็นนี้ เพราะเงินในกระเป๋าของแต่ละท่านนั้นไม่เท่ากัน ขีดจำกัดของการเลือกชื้อล้อก็ถูกขีดเส้นไว้ด้วย แต่ถึงแม้งบประมาณจะถูกจำกัด หากการเลือกซื้อที่ถูกไตร่ตรองด้วยเหตุผล ก็จะทำให้เราได้ล้อที่คุณภาพคุ้มเงินคุ้มราคาสำหรับเรา

- ลักษณะการใช้งาน
เนื่องจากล้อจักรยานเสือหมอบมีหลายรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับชีวิตประจำวันและเหมาะกับลักษณะการใช้งานของเรา ภูมิประเทศหรือเส้นทางการปั่นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญ เมื่อได้แนวทางเรื่องงบประมาณ ลักษณะการใช้งานแล้ว ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับรูปแบบต่าง ๆ ของล้อจักรยานเสือหมอบกันดูบ้าง

- ล้อประกอบ vs ล้อสำเร็จรูป
ล้อประกอบ คือชุดล้อที่แยกประกอบกันระหว่างขอบ ดุม ซี่ลวด ผู้เล่นต้องศึกษาหาข้อมูลของ 3 สิ่งนี้ก่อนที่จะหาช่างที่ไว้ใจได้ขึ้นรูปให้เป็นวง วิธีนี้ไม่เหมาะกับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่แน่นอน เพราะการเลือกชุดล้อประกอบไม่ง่ายเลย ยากที่สุดคือการหาขนาดซี่ลวดที่พอดีกับดุมและขอบล้อ และที่สำคัญช่างที่ไว้ใจได้ก็ค่อนข้างหายากอีกด้วย ล้อสำเร็จรูป คือล้อที่ประกอบจากโรงงาน ข้อดีของล้อประเภทนี้คือ ไม่ยุ่งยาก ชอบยี่ห้อไหนก็เลือกซื้อได้เลย ได้รับการยอมรับว่าเป็นล้อที่ได้มาตรฐาน แข็งแรง แต่ข้อเสียก็คือ ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่ซี่ลวดขาด งานก็เข้าแล้วรับ หมดสิทธิ์ที่ช่างท้องถิ่นหรือช่างทั่ว ๆ ไปจะทำได้ หากแม้ว่าทำได้ก็ต้องรอชิ้นส่วนที่เป็นของมันโดยตรง

- ล้อขอบสูง vs ล้อขอบต่ำ
ล้อขอบสูง ต้องสูงเท่าไหร่เราถึงจะเรียกว่าเป็นล้อขอบสูง ? ไม่ได้ระบุอย่างแน่นอน แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ต่างมีความเห็นว่า 25 mm. ขึ้นไปถึงจะเรียกว่าเป็นล้อขอบสูง มีหลายเหตุผลที่ล้อขอบสูงเป็นที่นิยมของนักปั่นทั่ว ๆ ไป ข้อดีของลักษณะรูปทรงสูงว่ากันว่าได้ความแอร์โรไดนามิคส์ แอร์โรไดนามิคส์คืออะไร ? จะเรียกว่าตัดลมลู่ลมก็คงไม่ผิด แต่เมื่อมีคุณประโยชน์ก็ย่อมมีโทษ ในทางกลับกัน ล้อขอบสูงมีผลกับแรงลมที่ปะทะด้านข้าง ขอบยิ่งสูงก็ยิ่งกินลม เข้าตำรายิ่งสูงยิ่งหนาว
ล้อขอบต่ำ เป็นล้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากคุณลักษณะการใช้งานแบบทั่ว ๆ ไป สามารถรองรับพฤติกรรมการปั่นได้เกือบทุกรูปแบบ จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ มีน้ำหนักเบา ผู้ที่อยู่บนพื้นราบสูงดูจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว หรือแม้แต่พื้นราบก็ไม่ได้เสียเปรียบมากมายอะไรนัก

- ขอบล้อยางงัด vs ขอบล้อยางฮาล์ฟ
ขอบล้อยางงัด (Clincher) เป็นขอบล้อที่ใช้สำหรับยางใน มีทั้งแบบขอบสูงและขอบต่ำ ตลาดส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญของขอบล้อชนิดนี้มากกว่า เนื่องจากเป็นที่ต้องการของผู้เล่นทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ใช้งานง่ายดูแลรักษาง่าย เปลี่ยนยางในง่ายและรวดเร็ว ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกังวล แต่พกยางในสำรองไว้ก็อุ่นใจแล้ว ข้อเสียของระบบยางงัดคือ น้ำหนักยังไม่เบาเท่าที่ควร การเติมลมก็ทำได้น้อยกว่ายางฮาล์ฟ ในปัจจุบันขอบล้อยางงัดมีระบบ (Tubeless) ไม่ต้องใช้ยางในให้เลือกอีกหนึ่งทางเลือก แต่ยังใหม่ต่อวงการเสือหมอบ ทำให้ผู้ผลิตยาง Tubeless สำหรับเสือหมอบยังมีไม่กี่แบรนด์เท่านั้น
ขอบล้อยางฮาล์ฟ (Tubular) เป็นขอบที่ใช้กับยางฮาล์ฟโดยเฉพาะ ด้วยการทากาวระหว่างยางกับขอบล้อ เป็นขอบที่มีน้ำหนักเบาแต่ค่อนข้างยุ่งยากเมื่อต้องเปลี่ยนยาง ต้องใช้ความชำนาญอยู่พอสมควร เติมลมได้มากกว่าขอบยางงัด จึงเหมาะกับเสือหมอบมือเก่าหรือนักกีฬาที่ใช้เพื่อการแข่งขัน มีทั้งแบบขอบต่ำและขอบสูง ขอบชนิดนี้ไม่ค่อยเหมาะกับเสือหมอบมือใหม่เท่าไหร่นัก

- ขอบอลูมินั่ม vs ขอบคาร์บอน
ขอบอลูมินั่ม ยังคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของผู้เริ่มต้นจนถึงระดับอาชีพ เนื่องจากการพัฒนาที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง สมัยก่อนขอบล้อแบบอลูมินั่มยังมีน้ำหนักมาก แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นขอบสูงหรือขอบต่ำ ชุดล้ออลูมินั่มก็ไม่ได้เป็นรองขอบล้อคาร์บอนเลย แต่กระแสความนิยมเทใจให้ขอบอลูมินั่มในเรื่องของความแข็งแรงและเน้นด้วยว่าต้องเป็นขอบต่ำ ทำให้ทุกวันนี้ล้อแบบอลูมินั่มก็ยังคงเป็นที่ครองใจของชาวเสือหมอบทั่ว ๆ ไป
ขอบคาร์บอน เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าล้อขอบคาร์บอนพบเห็นได้ในสนามแข่งขันทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับโลก เราแทบจะไม่พบเห็นขอบอลูมิเนียมเลย เจ้าขอบคาร์บอนมันถูกจับคู่กับขอบยางฮาล์ฟ ทำให้ประสิทธิภาพของชุดล้อสมบูรณ์และลงตัว โดยเฉพาะขอบสูง มันกลายเป็นที่ไว้วางใจของนักแข่งระดับแนวหน้ามากมาย ด้วยการพัฒนาด้านคาร์บอนอย่างไม่หยุดยั้ง ขอบคาร์บอนในยุคนี้มีความสูงที่ 45 mm. หลายค่ายทำน้ำหนักได้เบากว่า 300 กรัม อีกทั้งยังคงพัฒนาในเรื่องการตัดลม ลู่ลม หรือที่เราเรียกกันติดหูว่า ล้อมันเหวี่ยง หรือว่านี่คืออนาคตในวันข้างหน้าที่เราต้องรอคำตอบจากจำนวนผู้บริโภค

สุดท้ายนี้การเลือกซื้อล้อสำหรับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่ ต้องตอบคำถามของตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราจะซื้อแบบไหน “ซื้อแล้วจบ หรือว่าซื้อเผื่อเปลี่ยน” หากต้องการซื้อเพื่อจบ งบประมาณ เป็นเหตุผลเดียวที่ท่านต้องไตร่ตรองเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพียงพอกับเงินในกระเป๋าของท่าน ส่วนการซื้อเผื่อขาย ให้มองหาล้อที่มีประโยชน์ครบด้าน ซื้อง่าย ขายคล่อง เพื่อวันข้างหน้าต้องการขายจะได้ไม่ปวดหัว เท่านี้การปั่นของท่านทั้งหลายก็ราบรื่นไปนานแสนนาน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

GARY FISHER ผู้เปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กำเนิด จักรยานเสือภูเขา

GARY FISHER ผู้เปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กำเนิด จักรยานเสือภูเขา


Gary Fisher ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสำหรับจักรยานเสือภูเขาแล้วชื่อนี้คือผู้ให้กำเนิดเปรียบเสมือนบิดาแห่งจักรยานเสือภูเขา Gary Christopher Fisher คือชื่อเต็มของ Gary Fisher เขาเกิดในปี 1950 เริ่มเข้าสู่เส้นทางจักรยานเสือภูเขาตั้งแต่อายุ 12 ปี จากเด็กหนุ่มร่างโย่งที่ขี่จักรยานคลังเกอร์ (Clunker) ลงจากยอดเขาเมาท์แทม และได้ทำการดัดแปลงมันจนกลายเป็นจักรยานเสือภูเขาคันแรก นอกจากจะทำให้กับตัวเองแล้วเขายังทำให้กับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ของเขาด้วย จากจุดเริ่มนั้นในปี 1979 Gary Fisher และเพื่อนสนิท Charlie Kelly ได้ตั้งบริษัทผลิตตัวถังจักรยานเสือภูเขา และให้ชื่อบริษัทของเขาว่า “ Mountain Bikes” โดยมี Jeffrey Richnond และ Tom Rithcey เข้าร่วมในการทำตัวถังจักรยาน นอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดจักรยานเสือภูเขาแล้วทีมงานเขายังมีส่วนร่วมกับ Shimano ในกรพัฒนาระบบเกียร์ซึ่งเป็นต้นแบบของเกียร์แบบกดที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน Gary Fisher ได้ออกแบบตัวถังที่มีความกว้างของหางหลัง 135 มม. เป็นครั้งแรกเพื่อให้รองรับกับดุมหลังสำหรับจักรยานเสือภูเขาของชิมาโน ที่จะมีจำนวนเฟืองหลังมากขึ้น และกลายมาเป็นมาตรฐานของตัวถังจักรยานเสือภูเขาจนถึงปัจจุบันนี้

จากการที่เป็นคนที่มีความคิดแบบไร้กรอบ แนวความคิดที่ไม่ซ้ำใครทำให้ผลงานที่เขาสร้างออกมาแต่ละชิ้นกลายเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นคอยไล่ตาม ไม่ว่าจะเป็น Genesis Geometry ซึ่งออกแบบให้มีมุม มีองศาที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลการวางตำแหน่งร่างกายของผู้ขี่จนผู้ผลิตรายอื่น ๆ ปรับมุมเปลี่ยนองศาตาม แค่นั้นยังไม่พอยังออกแบบบุกเบิกจักรยานเสือภูเขาที่ใช้ล้อที่มีขนาด 29 นิ้ว จนมีคำถามตามมาว่าจะดีกว่าล้อ 26 นิ้วอย่างไร ถึงตอนนี้ก็ได้คำตอบกันไปแล้วว่าล้อ 29 นิ้วดีอย่างไร เพราะยี่ห้ออื่น ๆ ก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกันแล้ว ทาง UCI ได้รับรองแล้วว่าสามารถใช้แข่งขันได้ ทางทีม Subasu Gary Fisher Mountain Bike Team ซึ่งเป็นทีมของ Gary Fisher ก็แล้วแต่ใช้ Genesis eometry ล้อ 29 นิ้วทั้งหมด

น่าเสียดายที่จากนี้ไปจะไม่มีโลโก้ของ Gary Fisher อีกแล้วจะมีก็แต่ Gary Fisher Collection ภายใต้แบรนด์ของ Trek เพราะถูกควบรวมกิจการไปอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว