วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฝึกขี่จักรยาน เสือหมอบ (Road Bike) หรือ จักรยานเสือภูเขา (MTB)

ปั่นจักรยานไปเพื่ออะไร

1. ปั่นจักรยานเพื่อเดินทางไปทำงาน หมายถึง คุณใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักของคุณในการเดินทางไปที่ต่างๆ ไปทำงานในเมือง หรือต่างจังหวัด ข้อนี้ สิ่งที่ต้องตอบโจทย์แรก คือ 1.ระยะทางเท่าไร 2.ต้องใช้เวลาเท่าไร 3.จักรยานประเภทไหนถึงจะเหมาะ

การฝึกฝน คุณคงไม่ต้องไปฝึกอะไรมาก เมื่อคุณปั่นเป็นประจำนั่นคือการฝึกของคุณอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการร่นระยะเวลาลง ก็ปั่นให้มันเร็วขึ้นเท่านั้นเอง

2. ปั่นเพื่อสุขภาพ หมายถึงคุณต้องการลดน้ำหนัก หรือเพื่อใช้กีฬานี้พัฒนาร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง แทนที่จะเป็นการออกกำลังกายชนิดอื่น

การฝึกฝน คุณควรจะปั่นจักรยานให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องคิดจะไปชนะใคร แค่ชนะใจตัวเองให้ได้ ว่าต้องออกปั่นอย่างน้อย อาทิตย์ละ 3 วัน วันละ ไม่ต่ำกว่า 30 นาที – 1 ชั่วโมง แต่ไม่ควรหักโหมเกินไป กรณีที่คุณมีอายุมาก หรือมีโรคประจำตัว ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ด้วยนะครับ

3. ปั่นเพื่อออกทริป ท่องเที่ยว สันทนาการ หมายถึงคุณต้องการใช้จักรยานเป็นพาหนะ เป็นกีฬาออกกำลังกาย เริ่มจริงจังมากขึ้น

การฝึกฝน ควรจะเริ่มมองหากลุ่มเพื่อน ที่ปั่นด้วยกันระแวกใกล้ๆที่พัก เพื่อทำให้การปั่นมาประสิทธิภาพ มีการเปรียบเทียบ มีการแข่งขันเล็กๆภายในกันมากขึ้น ใช้เวลาอย่างมีค่า ในการออกทริปต่างๆกับกลุ่มเพื่อนในวันหยุด ครั้งละ 3-4 ชั่วโมงก็เข้าทีครับ มาถึงระดับนี้เพื่อเป็นการไม่ให้น้อยหน้าเพื่อนๆในกลุ่ม เราก็จะหาเวลาปั่นซ้อมกันเองมากขึ้น วันละ 1-2 ชั่วโมง ควรจะมีวันให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง อาทิตย์ละ 2-3 วัน

4. ปั่นเพื่อจะเป็น “ขาแรง” เมื่อเข้ากลุ่มมาแล้ว เริ่มมีการแข่งขัน หรืออยากออกทริปปั่นกับกลุ่มอื่นๆ ก็มีอารมณ์อยากจะไปวัดแรงกับกลุ่มอื่นที่ไม่รู้จักบ้าง ขั้นนี้ก็แสดงว่าคุณต้องใส่ใจกับการฝึกซ้อมมากขึ้นแล้วล่ะครับ ยกตัวอย่างออกทริปปั่น 100 กิโล พอผ่านพ้นไป 60-70 กิโล เราโดนทิ้งห่างจากกลุ่มนำเป็นชั่วโมง ไม่มีกำลังใจจะปั่นต่อ อยากขึ้นรถแล้ว 555 ทำไมเราถึงปั่นตามพวกข้างหน้าไม่ทันนะ?

การฝึกฝน ในขั้นนี้จะไม่ใช่การออกปั่นจักรยานแบบ 3 ข้อด้านบนแล้ว คุณต้องเปลี่ยนเป็นคำว่า “ซ้อมปั่นจักรยาน” ให้ตามเป้าหมายที่ว่าคุณสามารถ ออกทริปใหญ่แล้วปั่นไปกับกลุ่มนำได้ หรือไม่โดนทิ้งขาดจนเกินไป อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีมาเสริมนอกจากไมล์วัดระยะทางแล้ว ก็ควรจะมี ไมล์วัดรอบขา Cadance ไมล์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ Hart rate Monitor เพื่อนำมาประยุกต์ในการซ้อมให้มีประสิทธิภาพและ ตรวจสอบความก้าวหน้าของคุณได้

เวลาที่ใช้ในการฝึกซ้อม ไม่ต่ำกว่า 4 วัน/1สัปดาห์ เวลาอย่างน้อย 1 ชม.ตามตารางที่จัดแตกต่างกันออกไป วันไหนมีเวลามาก เช่นเสาร์ หรืออาทิตย์ ควรจะให้เวลากับการซ้อม 3-4 ชั่วโมง ระยะทาง 80-100 กิโล สำหรับในวันธรรมดา คนที่ไม่สามารถออกจากบ้านหลังเลิกทำงานได้ ก็ควรมี เทรนเนอร์ หรือลุกกลิ้งไว้ฝึกซ้อม อย่างต่ำวันละ 40 นาทีครับ

ตัวผมเองก็ถือว่าฝึกอยู่ในขั้นนี้ที่4 ล่ะครับ ซึ่งในขั้นสุดท้ายคงเป็นระดับ 5 หรือระดับการแข่งขัน ซึ่งผม หรือท่านๆที่มีหน้าที่การงานครอบครัวแล้วคงให้เวลากับมันมากขนาดนักแข่งไม่ได้ แค่มีคนมาเรียกเราว่า “ขาแรง” ก็ปลื้มแล้ว

ข้อดีของ “ขาแรง” สนุกสนานเมื่อไปทริปไหนๆ ก็ยังมีเพื่อนๆ ที่ร่วมทางไปด้วย ไม่ถูกทิ้ง หรือถ้าเราแรงกว่าคนอื่นก็ถนอมแรงมาปั่นไปกับเพื่อนๆได้ ทำให้การปั่นจักรยานของเราสนุกสนานขึ้น นอกเหนือจากนั้นก็คือร่างกาย และหัวใจเราที่แข็งแรงขึ้นไปด้วยนั่นเองครับ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เทรนเนอร์ชนิดต่างๆ




1. Minoura Rim Drive trainer RDA-850D-LW เป็นเทรนเนอร์ที่เหมาะสำหรับใช้กับเมาเทนไบค์ สามารถติดตั้งเมาเทนไบค์กับเทรนเนอร์โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยางให้เป็นแบบหน้าเรียบ ปรับความหนืดได้ 7 ระดับตามชนิดของการฝึกซ้อม หรือตามตารางฝึกซ้อม ปรับใช้ได้ทั้งกับล้อเมาเทนไบค์ 26” หรือล้อที่ใหญ่กว่า ผู้ใช้ยังสามารถปรับเกียร์ของจักรยานเพื่อเพิ่มความหลากหลายของความหนืดได้





2. Minoura Variable Fluid trainer VFS และ VFS-G เทรนเนอร์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประสพการณ์แล้ว หรือผู้ที่ต้องการขึ้นชั้นไปสู่ระดับการขี่ที่มีคุณภาพมากขึ้น Minoura ได้ออกแบบเทรนเนอร์รุ่น VFS-G ให้มีความรู้สึกเสมือนจริงมากขึ้น โดยล้อหลังของจักรยานจะถูกกดทับลงบนลูกกลิ้งด้วยน้ำหนักของนักจักรยานเอง และได้ติดตั้งฟลายวิลล์น้ำหนัก 1.5 กก. เพื่อเพิ่มสร้างแรงเฉื่อย ทำให้การฝึกซ้อมกับเทรนเนอร์รุ่นนี้เป็นไปอย่างนุ่มนวลเสมือนกับขี่อยู่บนถนน ระบบแรงต้านของเหลวจะสร้างแรงต้านหรือความหนืดมากขึ้นเมื่อเพิ่มรอบขา ทำให้เหมาะกับการซ้อมเพาเวอร์ที่อัตราการเต้นของหัวใจค่อนข้างสูง Elite Trainer (จาก Italy) อิตาลีที่ได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมจักรยานไม่แพ้ชาติอื่นๆในยุโรป แต่ละปีหลังสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันนักจักรยานจะออกพักผ่อนจนย่างเข้าช่วงหน้าต้นหน้าหนาวซึ่งหลายพื้นที่หิมะตกจนไม่สามารถซ้อมจักรยานต่อได้ เทรนเนอร์เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่นักจักรยานยุโรปมีความคุ้นเคยเป็นที่สุด ฤดูกาลแข่งขันใหม่มักจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม การแข่งขันทั้งภายในทีมและในเปโลตองจะสูงขึ้นทุกปี Elite ได้พัฒนาเทรนเนอร์เพื่อให้เหมาะกับความเป็นอยู่ของคนยุโรปที่ค่อนข้างจะแออัด จึงเป็นที่มาของ ElastroGel ลูกกลิ้งที่เคลือบด้วยเจลความหนาแน่นสูง ทนทั้งความร้อน ความชื้น และการสึกหรอจากการซ้อม และเก็บเสียงได้เกือบหมดยกเว้นเสียงหายใจหอบของนักจักรยาน


3. Elite Crono E-Mag In and Out เป็นเทรนเนอร์ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลท์แปลงเป็นกระแสตรงผ่านอะแดพเตอร์ ควบคุมความหนืดด้วยการกดปุ่มปรับจากหน้าปัดที่สามารถถอดออกไปใส่กับจักรยานคันอื่นได้เพื่อเก็บสถิติการซ้อมไม่ให้ขาดตอน จอแสดงผลแสดงตัวเลขทั้งกำลัง (watt) ความเร็ว รอบขา อัตราความชันเป็น% รวมถึงค่าเฉลี่ยและค่าสูงสุดต่างๆ เหมาะกับการซ้อมทุกรูปแบบ Elite ถือเป็นเจ้าแห่งระบบยึดจักรยานกับเทรนเนอร์แบบ Gravity force คือใช้น้ำหนักของนักจักรยานกดทับล้อลงบนลูกกลิ้งที่เคลือบด้วย ElastroGelโดยตรง ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งน้ำหนักใดๆ




4. Elite Crono Fluid Wireless เทอนเนอร์แบบแรงต้านระบบของเหลว ซึ่งใช้ลูกกลิ้งแบบ ElastroGel ที่ให้แรงต้านตามรอบขา จุดเด่นก็คือมีจอแสดงผลที่แสดงข้อมูลเช่นกำลัง (watt) รอบขา ความเร็ว ค่าเฉลี่ยและค่าสูงสุด ของการฝึกซ้อมอย่างพร้อมมูลแบบไร้สาย มีเพียงรอบขาเท่านั้นที่ต้องเดินสายจากก้านบันไดสู่ตัวแสดงผล เทรนเนอร์รุ่นนี้ใช้ระบบยึดจักรยานแบบ Gravity force ทำให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการขี่บนถนนมากที่สุดและไม่จำเป็นต้องปรับแต่งเรื่องน้ำหนักกดใดๆอีก






ผลดีจากการฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์

• ใช้เพื่อซ้อมได้ทุกเวลา ไม่เลือกสภาพอากาศ กินเนื้อที่น้อย จะใช้ในอาคารติดแอร์หรือในที่ร่มนอกอาคารเพื่อรับอากาศดีๆก็ได้ หากเป็นที่อากาศอับไม่มีลมอาจใช้พัดลมช่วยให้อากาศมีการเคลื่อนไหวบ้าง
• สร้างความหลากหลายในการฝึกซ้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมความแข็งแรงเพื่อขึ้นเขาโดยเฉพาะ ซ้อมรอบขาเพื่อให้หัวใจทำงานในระดับที่ต้องการ ซ้อมแบบเพาเวอร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ
• หากมีตารางซ้อมหรือดีวีดีที่ช่วยการซ้อม จะทำให้สมาธิค่อนข้างดี เพราะต้องวางแผนล่วงหน้าและจัดการกับตนเองเพื่อให้บรรลุตารางซ้อมแต่ละครั้งได้
• เหมาะสำหรับผู้มีเวลาขี่จักรยานจริงน้อยหรืออาศัยในเมืองใหญ่ มีโอกาสเอาจักรยานจริงไปขี่นอกเมืองน้อย แม้ในสภาพที่อากาศไม่เป็นใจเช่นฝนตก ไม่เสียโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดเวลา
• เผาผลาญแคลอรี่ได้ดีไม่แพ้การขี่จักรยานกลางแจ้ง แต่ไม่เสี่ยงอันตราย
• หากมีกระจกบานใหญ่พอสมควร ผู้ฝึกซ้อมสามารถมองตำแหน่งและลักษณะการขี่ของตนเอง เพื่อจะได้แก้ไขได้กรณีที่ร่างกายส่วนบนส่าย หรือขาโก่งงอ เท้าทิ่มเกินไป เป็นต้น
• หากจัดตารางซ้อมที่สม่ำเสมอ นักจักรยานจะสามารถวัดขีดความสามารถได้เมื่อต้องซ้อมด้วยตารางซ้อมเดียวกันในครั้งต่อๆไป

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การฝึกด้วย Trainer

ทำความเข้าใจกับการฝึกด้วย Trainer

เทรนเนอร์(Trainer) คืออุปกรณ์ช่วยในการฝึกซ้อมจักรยาน เดิมถูกเรียกว่าอุปกรณ์สำหรับฝึกซ้อมจักรยานภายในอาคาร แต่ความจริงสามารถใช้ที่ไหนก็ได้ แม้แต่ในคอนโยที่พักอาศัย ระเบียงบ้าน ริมสวน หรือแม้กระทั่งสำนักงานที่ยังพอมีที่ว่างและมีความเป็นส่วนตัว เทรนเนอร์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นโดยเฉพาะประเทศที่หน้าหนาวมีหิมะตกจนออกซ้อมไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าในบ้านเราไม่ควรใช้เทรนเนอร์ บ้านเรามาโอกาสที่จะต้องใช้เทรนเนอร์มากมายหรืออาจจะมากกว่าสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีรถราติดขัด ออกซ้อมต่อเนื่องไม่ได้ไม่ว่าเวลาไหน หากเป็นหน้าฝนยิ่งอันตราย ไม่ใช่อันตรายจากถนนลื่นอย่างเดียว ยังอันตรายจากรถที่เสียการควบคุมซึ่งอาจเกิดขึ้นได้

เทรนเนอร์เป็นอุปกรณ์การซ้อมจักรยานที่มีคุณประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง สามารถใช้ได้สำหรับทำให้เกิดการซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อการขี่จักรยานอย่างสนุก ตามพรรคพวกได้ทันในวันหยุดสุดสัปดาห์ ในต่างประเทศนิยมใช้ประกอบการซ้อมทั่วไปเพื่อเพิ่มความแข็งแรงเฉพาะทาง เช่นการซ้อมขึ้นเขาซึ่งหลายแห่งหาเขาแทบจะไม่ได้ การซ้อมสำหรับไทม์ไทรอัล (Time Trial) หรือแม้กระทั่งการซ้อมเพื่อพัฒนาความสามารถทางแอโรบิคของร่างกาย

ผู้ที่ต้องทนอยู่ในกรุงเทพหรือต้องอยู่กับบ้านทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่ฝนตก อาจนึกถึงการฝึกซ้อมกับเทรนเนอร์พร้อมๆกับความคิดที่ว่า”มันน่าเบื่อ” แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่เรานั่งจิบกาแฟหรือนอนหลับอุตุ เพื่อนของเราบางคนอาจกำลังฝึกซ้อมอยู่กับบ้าน รอเวลที่จะร่วมกลุ่มกับเราในวันหยุดกับพัฒนาการที่ดีขึ้นจนเราตามไม่ทันก็เป็นไปได้ เทรนเนอร์สามารถให้สิ่งที่ดีกว่าที่คนอื่นพูดเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านพละกำลัง ความทนทานของกล้ามเนื้อ และทักษะของการใช้กำลังที่ดีขึ้น ไม่เพียงแต่มีประโยชน์กับจอมยุทธสุดสัปดาห์เท่านั้น จอมยุทธตัวจริงระดับมืออาชีพที่ติดอยู่ในเมืองใหญ่ หรือติดกับอยู่กับบ้านช่วงหน้าฝนก็สามารถ ฝึกฝนทักษะของการสปริ๊นท์ หรือการฝึกซ้อมแบบอินเทอวัล (Interval) ซึ่งค่อนข้างจะอันตรายหากทำกันบนถนนที่มีรถราแล่นอยู่

ในอดีตนักจักรยานระดับทีมชาติจะใช้เทรนเนอร์ที่เรียกกันว่าลูกกลิ้ง 3 ลูกช่วยในการฝึกซ้อม จนทุกวันนี้นักจักรยานจำนวนหนึ่งก็ยังพิสมัยที่จะใช้ลูกกลิ้งแบบนี้ นัยว่าให้ความรู้สึกที่คล้ายจริงมากที่สุด เพียงแต่ได้ทักษะของเรื่องรอบขากับสมาธิเท่านั้น หากเป็นการฝึกซ้อมชนิดอื่นอาจเกิดอันตรายได้เพราะ ล้อจักรยานที่ตั้งอยู่บนลูกกลิ้งโดยไม่มีอะไรจับยึด ค่อนข้างจะอันตราย เพียงแค่หันหน้าหรือเสียสมาธิเพียงวินาทีเดียวก็มีสิทธิ์กลิ้งได้ ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านผู้ผลิตหลายรายจึงพยายามพัฒนาอุปกรณ์ที่จะมาแทนที่ลูกกลิ้ง ทำให้คนทั่วไปสามารถฝึกซ้อมจักรยานได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพที่มีความชำนาญ แม้แต่ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายอยู่กับบ้านก็สามารถฝึกซ้อมเองได้

ผู้ผลิตเทรนเนอร์รายใหญ่คือ Minoura ได้แนะนำเทรนเอร์หลายรุ่นหลายแบบ แบบที่นิยมมากที่สุดมี 2 แบบคือแบบที่สร้างแรงต้านด้วยแรงเหนี่ยวนำแม่เหล็ก (Magnetic) และแบบสร้างแรงต้านด้วยของเหลว (Fluid)

 • แบบแรงต้านเหนี่ยวนำแม่เหล็ก (Magnetic)
มีจุดเด่นที่สามารถปรับความหนืดเป็นขั้นๆได้ ทำให้เทรนเนอร์ชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฝึกการขึ้นเขา ฝึกซอยรอบขาสูง ฝึกสปริ๊นท์ หรือแม้กระทั่งฝึกไทม์ไทรอัล สามารถปรับความหนืดได้ตามความต้องการหรือเหมาะสมกับความแข็งแรง การปรับความหนืดของเทรนเนอร์ Minoura จะใช้วิธีปรับมุมของแม่เหล็กเพื่อให้เปลี่ยนแปลงความเข้มของสนามแม่เหล็ก เป็นระบบแบบง่ายๆ หากใช้กับยางหน้าเรียบแล้วเสียงจะค่อยมาก ค่ายยุโรปมีการพัฒนาเทรนเนอร์แบบแรงต้านเหนี่ยวนำโดยใช้กระแสไฟฟ้า ด้วยการปรับค่ากระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความเข้มของสนามแม่เหล็ก เทรนเนอร์เหล่านี้มักจะมีอุปกรณ์ช่วยวัดที่สามารถบอกความเร็ว รอบขา กำลังที่ใช้ (watt) รวมถึงการจับเวลา ในขณะที่บ้างแบรนด์สามารถตั้งโปรแกรมการซ้อมเองได้

• แบบแรงต้านจากของเหลว (Fluid)
เป็นเทรนเนอร์ที่โปรค่อนข้างจะนิยมกันมาก มีความเงียบมาก เป็นเทรนเนอร์ที่เงียบมากเพราะแรงต้านได้จากชุดใบพัดที่อยู่ในกระเปาะที่บรรจุด้วยของเหลวประเภทน้ำมันความหนืดสูง ทำให้แรงต้านของเทรนเนอร์ชนิดนี้เพิ่มขึ้นตามอัตราความเร็วรอบขาที่เราปั่น ยิ่งรอบสูงความหนืดยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เทรนเนอร์ชนิดนี้จึงเหมาะที่จะใช้กับตารางการฝึกซ้อมอินเทอวัลที่ค่อนข้างหนักเพื่อรักษาระดับอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างสูง

การเตรียมตัวให้พร้อมในการปั่นจักรยานทางไกล

การเตรียมตัวให้พร้อมในการเดินทางไกล.....

๑. ต้องมีความพร้อมของร่างกายและมีประสบการณ์ปั่นจักรยาน
ได้อย่างน้อยวันละ 30-40กิโลเมตร
๒. มีมนุษย์สัมพันธ์และสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นหรือผู้ร่วมเดินทางได้ดี
๓. รู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและดูแลตนเองในสถานการณ์ยากลำบากได้พอสมควร
๔. ร่วมรักษาภาพพจน์และเอกลักษณ์ไทย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ร่วมทาง
๕. ยินดีปฏิบัติตามเสียงสมาชิกส่วนใหญ่




........อุปกรณ์ที่ผู้ร่วมเดินทางต้องเตรียมไปเอง ....

๑. จักรยานเสือภูเขา
๒. สูบลม, กระติกน้ำ, ชุดปะยางและปะแจซ่อมแบบพกพา
๓. เป้เพื่อใส่สัมภาระ
๔. ไมล์วัดระยะทางปั่น
๕. ยางในรถจักรยานสำหรับขนาดของล้อรถตัวเอง ๑ เส้น
๖. ที่ตัดต่อโซ่
๗. หมวกกันน็อค, ไฟหน้า, ไฟท้ายรถ
๘. ไฟฉายติดตัว, เทียนไข, ไฟแช๊ค, มีดพก, รองเท้าแตะ, ผงซักฟอก
๙. ถุงพลาสติกใหญ่สำหรับรองใส่เสื้อผ้าก่องลงเป้สัมภาระ
๑๐. เสื้อกันหนาวและถุงเท้า/หมวกไหมพรมสำหรับกันหนาว
๑๑. ยาสามัญและยาประจำตัว
๑๒. เสื้อผ้าที่แห้งง่าย น้ำหนักเบา
๑๓. ต้องคิดเสมอว่าจะพยายามพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด
๑๔. ควรเตรียมแผนการปั่นและศึกษาข้อมูลแผนที่เส้นทางปั่นก่อนออกเดินทางเสมอ
๑๕. ตรวจสอบรถจักรยาน, เครื่องมือจักรยาน และเป้สัมภาระทั้งก่อนออกเดินทางและเสร็จสิ้นการเดินทาง ของแต่ละวัน
๑๖. ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรของประเทศนั้นๆ และยึดถือกฎแห่งความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
เช่น ตามช่องทาง, ปั่นชิดขอบทาง, หรือไม่ปั่นเข้ากลางถนน รวมทั้งการให้สัญญาณเลี้ยวหรือการแซงขึ้นหน้า
๑๗.ควรเติมน้ำให้เต็มกระติกน้ำไว้เสมอทุกครั้งที่มีโอกาส
๒๘.ไม่ควรหักโหมหรือเร่งการปั่นจักรยานในช่วงเริ่มออกตัว
๒๙.ควรสลับตำแหน่งนำหน้าและหลังกันเป็นระยะ เพื่อผู้ตามหลังจะช่วยตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ของคันด้านหน้า
๒o.เมื่อปั่นเข้าทางแยกต้องแน่ใจว่าเพื่อร่วมทาง ที่ตามหลังมารู้ดีว่าคุณปั่นเข้าทางแยกใด ถ้าไม่แน่ใจให้ทำเครื่องหมายสังเกตหรือรอเพื่อนร่วมทางก่อน
๒๑.ทักทายหรือทำความคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมทาง รวมทั้งชาวบ้าน และเตรียมขนมสำหรับแจกเด็กๆ ระหว่างทาง
๒๒.อย่างน้อยต้องมีอาหารหรือเสบียงอาหารสำหรับหนึ่งมื้อ ของตัวเองเสมอ ในระหว่างปั่นทางไกลในเป้สัมภาระ
๒๓.พยายามจดจำเส้นทางที่ผ่านมาและควรรู้เสมอว่าคุณกำลังปั่นอยู่ในตำแหน่งใดของพื้นที่

คุยกันเรื่องของเกียร์จักรยานเสือภูเขาครับ

เกียร์จักรยานเสือภูเขา

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องของเกียร์กันดีกว่าครับ จักรยานแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ ราคาก็ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะได้ยินโฆษณา 24 ,27 speed หรือ 8 เกียร์ 9 เกียร์ มันคืออะไรกันแน่ มาว่ากันเรื่องของการนับเกียร์ก่อน

จักรยานทั่วไป จะมีเกียร์เรียงลำดับกันดังนี้ คือ 18,21,24,27 ซึ่งที่มาก็คือ ปกติจานหน้าจะมี 3 ใบ และจำนวนจานหลังก็จะแตกต่างกันออกไป เช่นหากเกียร์หลังหากมี 6 ใบก็เท่ากับ 3x6 =18 เกียร์ หรือปัจจุบันเกียร์สูงสุดมี 9 ใบ ก็เท่ากับ 3x9= 27 เกียร์นั่นเอง กล่าว คือ จานหน้า 1 ใบ เปลี่ยน speed จากเกียร์หลังได้ 9 speed นั่นเองเพราะฉนั้นหากเราไปซื้อจักรยาน แล้วร้านบอกว่า 24 speed ก็หมายถึง เกียร์หลังมี 8 ใบนั่นเองในปัจจุบัน จักรยานเสือภูเขา มีเกียร์สูงสุดแค่ 27 เกียร์ (เกียร์หลังสูงสุดแค่ 9 ใบ) ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ในการออกแบบเกียร์หลังให้มีใบมากๆนั้น มีจำกัด และขนาดของโซ่ก็ต้องเล็กตามไปด้วยซึ่งโซ่ที่ใช้ในปัจจุบัน หากใช้ 24 เกียร์ โซ่จะหน้ากว่า เกียร์ 27 เกียร์
โดย 27 เกียร์ต้องใช้โซ่ รหัส HG ซึ่งจะบางกว่าโซ่ทั่วไป จำไว้ให้ดีว่าชิ้นส่วนของเกียร์แต่ละรุ่นนั้นไม่ได้มีแค่เฉพาะเกียร์เท่า นั้น แต่มีด้วยกันถึง 10 ชิ้นคือจานหน้า , จานหลังโซ่ , มือเบรค , มือเกียร์ , ดุมหน้า , ดุมหลัง , สับจานหน้า , ตีนผี และ ก้ามเบรค

การ กำหนดประเภทของเกียร์
ปัจจุบันจะมีเกียร์ที่ทำมาจำหน่ายและนิยมใช้กันสองยี่ห้อครับ คือ
- Shimano การเปลี่ยนเกียร์จะใช้ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้เป็นตัวเปลี่ยนเกียร์ทีละขึ้น ทั้งจานหน้าและจานหลัง
- SRAM การเปลี่ยนเกียร์จะใช้วิธีบิดหนุน ที่แฮนด์จักรยาน ซึ่งเปลี่ยนได้เร็วกว่าแบบ Shimano เราเรียกว่า Grip Shift ในที่นี้ผมจะกล่าวถึง Shimano อย่างเดียวครับ เนื่องจากมีผู้นิยมใช้มากกว่า SRAM ซึ่งผลิตสำหรับระดับแข่งขันมากกว่า Shimano ซึ่งทำ เกือบทุกๆรุ่นของจักรยาน

ประเภทของเกียร์ Shimano
เกียร์ของ Shimano เป็นที่รู้จักกันดีในตลาดจักรยานบ้านเรา และเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพ ราคา ความแข็งแรงโดยผมจะ พูดถึงเกียร์ที่เป็น มาตรฐานสำหรับจักรยานเสือภูเขาในระดับราคา ปานกลาง คือตั้งแต่ 1 หมื่นบาทขึ้นไปครับ เพราะจักรยานที่ ราคาถูกกว่านี้ เกียร์ของ Shimano จะเป็นรุ่นที่ไม่มีข้อมูลของเกียร์เลย เนื่องจากทำเพื่อรถราคาถูก และวัสดุที่ใช้ทำไม่เหมาะกับการเอามาลุย ตามป่าเขาครับ เหมาะที่จะเอา ไป ขี่ตามถนน หรือหมู่บ้านมากกว่า โดยผมจะพูดถึงเกียร์ที่ราคาถูกที่สุด และใช้กับจักรยานราคาต่างๆกันไปด้วยเลย

1). Shimano Tourney
เป็นเกียร์ที่ถูกที่สุดของ Shimano ที่มีติดอยู่ในจักรยานราคา 6-8 พันบาทในบ้านเรา มีผลิดอยู่ไม่กี่ชิ้น คือมือเกียร์ เฟืองหลัง โซ่ สับจานหน้า สับจานหลัง ใช้กับจักรยานราคาถูก มีผลิตตั้งแต่ 5 , 6 และ 7 เกียร์ (15,18,21 speed) หากพบเกียร์ชื่อนี้อยู่ในราคาจักรยานที่แพงกว่าหมื่น ก็ควร เลือกจักรยาน คันอื่นเถอะครับ เพราะจะได้เกียร์ดีกว่านี้แน่นอน และรถที่ใช้เกียร์นี้ไม่เหมาะใช้ในการแข่งขัน หรือขี่ตามภูเขา เนื่องจากเปลี่ยนเกียร์บน เขาทำได้ยาก

2). Shimano Altus
เป็นเกียร์ระดับที่เริ่มใช้สำหรับ การขี่เสือภูเขา ตามป่า หรือทางออฟโรดได้ แต่ยังไม่ดีนัก ส่วนใหญ่ติดมากับจักรยานราคา 1 หมื่นต้นๆ และมีแค่ 7 เกียร์เท่านั้น (21 speed) โดยส่วนมากจะนิยมผสมเกียร์ Altus กับเกียร์ในระดับสูงกว่า เพื่อให้จักรยานมีประสิทธิภาพมากขั้น เช่น จานหน้าใช้ Altus จานหลังใช้ที่สูงกว่า เช่น Acera สำหรับเกียร์ Altus นั้น ถือว่าเป็นเกียร์ในระดับต้นของจักรยานเสือภูเขาเลยทีเดียว และผลิตครบทั้ง 10 ชิ้น

3). Shimano Acera
เป็นเกียร์ระดับต้น ที่สูงกว่า Altus เหมาะกับการขี่เสือภูเขาแบบท่องเที่ยว ตามป่าเขา ไม่เน้นใช้งานหนัก มีเกียร์สูงสุด 8 เกียร์ (24 speed) จะพบ เห็น ติดกับจักรยานในราคาประมาณ 15,000 บาท สามารถขี่ตามป่าเขาได้ดี แต่ช่วงขึ้นเนินหรือภูเขา การเปลี่ยนเกียร์อาจไม่นิ่มนวล หรือใส่เกียร์ไม่เข้า เวลาโซ่ตึงมากๆ

4). Shimano Alivio
เป็นเกียร์ระดับต้นที่สูงกว่า Acera เหมาะกับการขี่เสือภูเขาแบบท่องเที่ยวตามป่าเขา ใช้งานหนักได้ดีพอควร (ใหม่ๆ) มีเกียร์สูงสุด 8 เกียร์ จะติดกับจักรยานราคา 15,000-18,000 เหมาะกับมือใหม่ที่ขี่บนถนน ทางลูกรัง ตามป่าเขา ซิงเกิลแทรก การเปลี่ยน เกียร์นุ่มนวลพอควร แต่หากขึ้นเขา อาจจะใส่เกียร์ไม่เข้าในบางจังหวะ เมื่อใช้งานไปนานๆ จานหน้าจะสึก และเกียร์ จะเข้าได้ยากขึ้น

5). Shimano Deore
เป็นเกียร์ระดับกลาง หรือ 9 เกีบร์ระดับต้น เป็นเกียร์ที่ขยับจาก 8 เกียร์มาเป็น 9 เกียร์ ใช้งานได้ดีในทุกพื้นที่ และใช้เข้า แข่งขันได้ ส่วนใหญ่ราคาจักรยานที่ใส่เกียร์ Deore นี้จะราคาประมาณ 18,000-25,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนชิ้นส่วน ของ เกียร์ที่ใส่กับจักรยาน ในปีใหม่ๆ Deore ได้เพิ่ม Disk Brek เข้ามาด้วย ทำให้มีทางเลือกสำหรับคนงบน้อยได้มากขึ้น จานหน้าของ Deore จะเป็นหมุดดันโซ่ ซึ่งดีกว่าเกียร์ระดับต่ำกว่าที่ใช้ปั้มขึ้นรูปโลหะที่สึกหรอได้ง่าย การเปลี่ยนระดับเกียร์ จากเกียร์รุ่น 8 เกียร์มาเป็น Deore นั้น จะต้องเปลี่ยนโซ่ด้วย มาเป็น รหัส HG เนื่องจากจานหลังจะแคบกว่า 8 เกียร์

6). Shimano Deore LX
เป็นเกียร์ระดับสูงที่ใช้กับการแข่งขัน หรือขี่ในสภาพลุยๆ ใช้งานหนักปานกลาง มี 9 เกียร์ ราคาจักรยานที่ใส่ XL จะราคา ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป ชิ้นส่วนของเกียร์เน้นที่ความแข็งแรง ความนุ่มนวลในการเข้าเกียร์ น้ำหนักที่เบาลง วัสดุที่ใช้ทำเกียร์ LX จะแข็งแรงขึ้น แต่น้ำหนักลดลงกว่าเกียร์แบบที่กล่าวมาข้างต้นพอควร ผู้มีงบปานกลางหากต้องเปลี่ยนเกียร์จักรยานที่ใช้อยู่ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ก็แนะนำ LX ครับ ทั้งชุด 10 ชิ้นราคาประมาณ 25,000 บาท (ประมาณนะครับ) Deore LX ถือว่าเป็นเกียร์มาตรฐานที่สุด ที่ใช้ในการแข่งขันครับ

7). Shimano Deore XT
เป็นเกียร์ระดับแข่งขัน ที่พัฒนามาเพื่อการแข่งขันที่ใช้งานหนัก ความแข็งแรงเพิ่มขึ้น คงทนมากขึ้น และนำหนักจะเบาขึ้น การขึ้นรูปวัสดุจะมีความละเอียดมากขึ้น สามารถเข้าเกียร์ได้นุ่มนวลและเร็วมาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการจักรยานที่ใช้ลุยแบบหนักๆ ราคาจักรยานที่ใช้ Deore XT นี้จะอยู่ที่ 40,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อจักรยานและการผสมกันระหว่างอะไหล่ตัวอื่นๆ ด้วย ใครต้องการให้รถตัวเองมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ใช้ XT นี่แหละครับ

8). Shimano Deore XTR
ชุดเกียร์ระดับTop สุดของ Shimano ซึ่งทำเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเกียร์ และน้ำหนักที่เบาลงโดย XTR นี้จะ Design ขึ้นมาเป็นพิเศษ สำหรับการแข่งขัน เพราะมีการขึ้นรูปที่ละเอียดมาก วัสดุที่ใช้ก็เป็นเกรดที่แข็งแรงมาก ราคาเกียร์ทั้งชุด 10 ชิ้นประมาณ 50,000 บาท ส่วนใหญ่นัก แข่งทั่วไป นิยมใช้ผสมกันระหว่าง XT และ XTR ใครเปลี่ยนครบ 10 ชิ้น น้ำหนักรถคงเบาลงไปเยอะเลยครับ อ้อ XTR ยังมีตีนผีที่เราเรียกว่าระบบ Reverse ครับ คือแทนที่จะใช้นิ้วโป้งเปลี่ยนเกียร์หลังให้เบาลง ก็สลับกันครับ ใช้นิ้วชี้เปลี่ยนเกียร์เบาแทนโดยใช้สปริงเป็นตัวช่วยเปลี่ยนเกียร์ซึ่งผม ก็ ใช้รุ่นนี้ดีเหมือนกันครับ ก็แล้วแต่คนชอบครับ และ XTR ยังมีแบบตีนผี ขาสั้นขายาวด้วยนะครับ เลือกใช้กันตามชอบครับ ทั้งหมดนี้ก็คือระดับเกียร์ทั้งหมดของเกียร์ Shimano ที่นิยมใช้ในวงการจักรยานบ้านเรา หวังว่ามือใหม่หลายๆท่าน คงจะเข้าใจเกียร์จักรยาน มากขึ้นนะครับ เวลาเราไปซื้อรถใหม่ ก็ให้ดูเกียร์ก่อนเลย ว่าแต่ละชิ้นนั้น ใช้ของอะไร ส่วนใหญ่จะนิยมเปลี่ยนบางชิ้น ตอนที่ซื้อ เพราะจะเคลมราคาของ ที่ติดรถ ได้ด้วย สำหรับมือใหม่ที่มีเงินสัก 20,000 ขึ้นไป ผมแนะนำให้เปลี่ยน ตีนผีเป็น XT หรือ XTR (1,800-3,500 บาท) เพราะการเปลี่ยนเกียร์ ทำได้ นุ่มนวลมาก ส่วนจานหน้า เราไม่ได้เปลี่ยนเกียร์บ่อยเท่าไหร่ ระดับ Deore จานสีดำก็เหลือเฟือครับ โซ่ก็ใช้ไปก่อน หากขาดค่อยใช้ของ XTR (900 บาท) จะแข็งแรงมาก หรือมีเงินอีกนิด ผมแนะนำให้เปลี่ยนเฟืองหลัง เป็นของ XT (2,300 บาท) ไปด้วยตอนซื้อจักรยานเลย เท่านี้ระบบเกียร์ ของคุณก็ถือว่า สุดยอดแล้วครับ

ปล. ยังมีเกียร์ Shimano อีกตัวคือ Airlines ที่ใช้ลมในการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยเห็นใครใช้เหมือนกัน เพราะการขี่แต่ละครั้ง ต้องเอาถังลมเล็กๆ ติดรถไปด้วย เพื่อใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ครับ