ทำไมต้องถอดล้อ?? ผมเชื่อว่าที่หลายๆคนไม่ได้สนใจว่ามันจะถอดอย่างไรก็เพราะไม่รู็จะถอดมันมาทำไม แต่การถอดล้อหน้าและหลัง คือก้าวแรกที่ท่านกำลังจะกลายเป็นนักปั่นที่รักจักรยานจริงๆ เพราะเมื่อท่านถอดล้อได้เอง ท่านจะล้างจักรยานได้สะอาดขึ้น เข้าถึงซอกมุมได้มากขึ้น ท่านจะได้เห็นรอยเลอะและกลไกต่างๆชัดเจนขึ้น ที่สำคัญเมื่อยางรั่ว ท่านสามารถพอดงัดยางได้ง่ายขึ้นถ้าถอดล้อออกมาได้ แค่ก่อนจะถอดล้อเป็นเรามาดูวิธีการจอดรถที่ควรฝึกเป็นนิสัยกันกน่อ
เกียร์จักรยานทั่วไปไม่ว่าเสือหมอบหรือเสือภูเขา ในระบบการเปลี่ยนเกียร์ทั้งหน้าและหลัง(สับจานและตีนผี)จะมีสปริงโลหะทำหน้าที่ดึงการเคลื่อนไหวเอาไว้อยู่ ยิ่งเราเอาโซ่วิ่งบนเฟืองใหญ่และจานใหญ่ ก็คือการง้างสรปิงนั้นเอาไว้ตลอดเวลา เมื่อเอาเข้าเฟืองเล็กสุด สปริงจะหดตัวกลับมาในสภาพดั้งเดิมไม่มีแรงเครียด ดังนั้นวิธีการจอดจักรยานเก็บที่ดีที่สุดคือการลดแรงตึงในสปริงลง เข้าเฟืองหลังเอาไว้ที่เฟืองเล็กสุด และจานหน้าใบเล็กที่สุด สปริงของอุปกรณ์ท่านก็จะมีอายุการใช้งานยาวนาน
และที่เฟืองหลังนี้เอง คือทริคเล็กๆในการถอดล้อหลัง
แต่ยังหรอกครับเรามาหัดถอดล้อหน้ากันก่อนดีกว่า
วิธีการถอดล้อนั้นขั้นแรกที่สุด เราต้องทำการ"ง้าง"ก้ามเบรคออกเสียก่อน สำหรับ Shimano และ Sram เอามือไปหมุนลูกบิดอ้าก้ามเบรคให้กว้างขึ้น ถ้าเป็น Campagnolo เอามือกดสลักที่มือชิฟเตอร์ และหากเ)็นเบรคแบบอื่นๆเช่นวีเบรค ก็ปลอดสายเบรคออกจากตัวล็อคสายเบรค เบรคก็จะอ้าออกกว้างพอที่จะให้ยางผ่านไปได้
จากนั้น เอามือหมุนปลดสลักแกนปลดแล้วคลายน็อตที่ยึดออกพอประมาณ อย่าหมุนจนหลุดนะครับ เดี๋ยวสปริงมันจะหลุดหาย ถ้าหมุนออกมาแล้วจนคลายล็อค ก็จะดึงล้อออกได้โดยไม่ต้องใช้แรง เพียงเท่านี้ล้อหน้าก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย
ต่อมาคือล้อหลัง หลังจากที่เข้าเกียร์ไปที่เฟืองเล็กสุด อ้าก้ามเบรคแล้ว ก็คลายล็อคแกนปลด หมุนคลายแกนปลดออก จากนั้นยกเฟรมดึงขึ้นถอยหลังนิดหน่อย ล้อก็จะหลุดออกมาโดยง่าย ไม่ต้องเอามือไปจับโซ่เลย อย่างมากหากดึงไม่ออกจริงๆ ลองเอามือง้างขาตีนผีนิดหน่อยแล้วดึงเฟรมขึ้นเบาๆ ล้อก็หลุดแล้วครับ ปัญหาที่ถอดกันไม่ออกก็คือ ไม่ได้เข้าเกียร์ไว้ที่เฟืองเล็กสุด ตีนผีมันง้างตัวเองอยู่ โซ่มันรัดล้ออยู่ ดึงออกยาก ติดแนวตีนผี พอเราเอาไปอยู๋เฟืองเล็กสุด โซ่มันพาดเข้าล็อคอยู๋ ตีนผีหดตัวกลับและเบี่ยงตัวเองหลบแนวที่ดึงล้อออก
เวลาไม่มีล้อ อย่าวางจักรยานลงไปบนตีผีนะครับ ตีนผีเป็นส่วนที่อ่อนแอมากของรถ เบี้ยวนิดเียวเกียร์เพียร์แหลกได้เลย วางนอนลงไปเลยเบาๆดีที่สุด หรือจะจับวางตั้งเอาหัวลงบนปลายตะเกียบกับมือเบรคเอาตีนผีชูฟ้าพิงเอาไรไว้ก็ได้แต่อาจมีรอยที่มือก้านเบรค หรือจะวางกลับหัวเอาเบาะกับแฮนด์ลงพื้น แต่วิธีนี้ โซ่อาจหลุดออกมาจากจานได้ แถมโซ่อาจพลิกจนต้องมาแกะข้อโซ่ที่พันกันได้อีก (ผมจึงคิดว่าวางนอนไปดื้อๆนั่นแหละ)
เอาล่ะครับ ต่อมาคือการใส่ล้อกลับเข้าไป เราต้องเริ่มจากล้อหลังก่อนเสมอ
จับตักรยานแนวตั้งตรงปกติ เอาล้อเล็งเข้าช่องซุ้มล้อ ให้เข้าไปที่ก้ามเบรคพอดี เล็งพาดให้โซ่อยู๋บนเฟืองเล็กสุดพอดีเป๊ะ ดึงล้อเข้ามาที่หางปลาหลัง จากนั้นดึงล้ำขึ้นหรือเข้าหาเฟรม ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ล้อจะเข้าล็อคพอดีเป๊ะ แกนปลดสองข้างเข้าที่ เฟืองและโซ่เข้าที่ แต่ถ้าเบี้ยวไปอาจเกิดอาการล้อติดก้ามเบรค หรือล้อเบียดเฟรม ก็ถอดออกแล้วเล็งใหม่ บางกรณีอาจพบว่าตีนผีแข็งมาก วิธีช่วยก็คือ ดึงล้อเข้าหาเฟรมพร้อมๆกับเอามือง้างขาตีนผีลงล่างไปพร้อมกัน โซ่จะเข้าล็อคเฟืองได้ง่ายขึ้น
จากนั้น วางลงพื้นแนวตั้ง ให้น้ำหนักรถกดลงบนแกนล้อ แล้วขันแกนปลดเข้าพอตึงมือแล้วล็อคหางแกนปลดเอาไว้ แล้วปิดก้ามเบรคเข้าที่เดิม ลองหมุนบันไดดู ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ก็จะไม่มีปัญหาอะไร ปัญหาที่อาจเกิดเช่น
1.ใส่แล้วล้อเบี้ยวไปสีก้ามเบรค วิธีแก้คือ คลายแกนปลดออก วางรถลงพื้น เอามือบีบเบรคหลังให้แน่น แล้วล็อคแกนปลดโดยไม่คลายเบรค แล้วลองหมุนล้อดูอีกครั้งว่าสีผ้าเบรคอยู่หรือไม่
2.เฟืองล็อคล้อล็อคไม่หมุน แสดงว่าโซ่ไม่เข้าที่เฟืองเล็กเกิดขบกันอยู่ ให้ถอดล้อแล้วใส่ใหม่ ทำเองครั้งแรกๆมักจะเป็นครับ เพราะแนวล้อและโซ่ไม่ตรงกัน
3.ใส่อย่างไรก็เบี้ยว ปัญหามักมาจากการหงายรถขึ้นฟ้าแล้วใส่ล้อ เวลาหงายรถขึ้นฟ้า น้ำหนักรถไม่ได้ตกลงบนแกนล้อ ทำให้ล้อเบี้ยวไปมาได้ง่าย ดังนั้นการใส่ล้อที่ดีคือการใส่ล้อโดยให้น้ำหนักเฟรมรถกดลงบนแกนล็อคแล้วล็อคให้แน่น ล้อจะเข้าล็อคสุดไม่เหลื่อมและไม่เบี้ยว
ต่อมาก็ใส่ล้อหน้า ซึ่งง่ายมากเมื่อเทียบกับล้อหลัง..เพียงเอาล้อมา ดูให้แกนปลดอยู๋ด้านซ้ายของรถ วางตะเกียบลงบนล้อให้พอดี ขันแกนปลดให้ตึงมือแล้วปิดล็อค ปิดก้ามเบรคลง ลองหมุนดู เป็นอันเสร็จสิ้นครับ
สรุป
- จอดรถทุกครั้ง เข้าจานเล็ก เฟืองเล็กเก็บเอาไว้ดีกว่า เข้าเฟืองเล็กทุกครั้งเวลาจะจอดเปลี่ยนล้อหลัง ถอดได้ง่ายกว่า
- ถอดล้อหลัง ต้องอยู๋ที่เฟลืองเล็กสุด ถอดและใส่โดยให้โซ่อยู๋ตรงกับเฟืองเล็กสุดเสมอ มือจะไม่ต้องไปจับโซ่เลย
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558
10 เคล็ดลับการฝึกซ้อมจักรยาน
จักรยานเป็นกีฬาและการออกกำลังกายที่อาศัยพลังใจและความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เอาชนะตนเอง แต่ไม่เพียงเท่านั้น ในการฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพทั้งความเร็ว ไปจนระยะทางที่ปั่นได้ จาก 15 กม. ไปเป็น 45 กม. หรือจาก 180 กม. ไปสู่ 250 กม. ต่างก็มีปัจจัยต่างๆเข้ามาอีกมากมาย
ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีการและโอกาสที่จะเริ่มพัฒนาการปั่นจากที่มีอยู่ หรือจะเร่ิมวางเป้าหมายไปข้างหน้าอย่างจริงจังมากกว่าขี่ๆเล่นๆยามว่าง ลองทำความเข้าใจกับปัจจัยเหล่นี้
-อุปกรณ์จักรยาน
-อาหารและพลังงาน
-เครื่องดื่มและของเหลว
-แบบฝึกและแผนการซ้ม
หรือลองดูเคล็ดลับหัวใจทั้ง 10 ประการของการฝึกซ้อมต่อไปนี้
1.ฟิตติ้ง
การขี่จักรยานที่ปรับตั้งไม่ถูกต้อง สร้างความทรมานจนการปั่นจักรยานไม่สนุก หรืออาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ หากคุณกำลังคิดจะเริ่มฝึกซ้อมหรือเพิ่มเวลาฝึกซ้อม ไม่ดีแน่หากต้องปั่นจักรยานที่ผิดขนาดหรือไม่เหมาะสมกับร่างกาย จะเป็นการฟิตติ้งพื้นฐานด้วยตนเอง หรือใช้บริการฟิตติ้งมืออาชีพทั้งแบบปกติและแบบไฮเทคก็คุ้มค่าและไม่ควรมองข้าม เลือกให้เหมาะกับงบประมาณของแต่ละคน
2.กำจัดน้ำหนักบนตัว
ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเพื่อเดินทางสัญจร หรือเพื่อเดินทางไกล และการฝึกซ้อมของนักกีฬา ลองดูดีๆว่าคุณแบกอะไรไว้บนร่างกายมากเกินไปหรือเปล่า? ย้ายของเหล่านั้นไปอยู่ติดกับจักรยานให้หมดจะดีที่สุด ลองมองหากระเป๋าติดรถใบเล็กๆ กระเป๋าติดแฮนด์ กระเป๋าใต้อาน อุปกรณ์เหล่นี้จะช่วยให้สามารถขี่จักรยานได้สบายตัวยิ่งขึ้น เมื่อสบายและคล่องตัว ก็สามารถขี่ได้นานและสนใจกับรายละเอียดอื่นๆได้มากขึ้นเช่นกัน
3.เครื่องแต่งกายที่ดีพร้อม
เครื่องแต่งกายเป็นสิ่งสำคัญ มากกว่าแค่ความหล่อ ความสวยของนักปั่น ลองมองหาเครื่องแต่งกาย ที่เหมาะสม
กางเกงจักรยาน : กางเกงจักรยานช่วยให้คุณสามารถขี่จักรยานได้นานขึ้น บ่อยขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียแรงเพิ่มขึ้น เพิ่มความสบายและลดการระคายเคืองลง อย่าลืมนะครับว่ากางเกงจักรยานถูกออกแบบให้ใส่แบบไม่มีกางเกงใน
แว่นกันแดด : จักรยานเป็นกีฬากลางแจ้งที่ผู้เล่นอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์แรงจ้าเป็นเวลานานๆ ซึ่งรังสีอุลตร้าไวโอเลทส่งผลกับจอประสาทตาและความผิดปกติของสายตาได้ แว่นจักรยานช่วยกันอันตรายเหล่านี้ รวมไปถึงลมและสิ่งแปลกปลอมที่อาจเข้าตาได้ขณะปั่น
4.ระวังหิว
การปั่นโดยทีท้องว่าง พลังงานหมด หมดแรง ถือเป็นความผิดแรกๆที่พบในนักปั่นหน้าใหม่ๆ โดยเฉพาะคนที่อยากลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เพราะจักรยานใช้พลังงานมหาศาลในการขี่ เผาผลาญได้ไม่น้อย หากร่างกายไม่มีพลังงาน หรือไม่พร้อมจะใช้พลังงาน อาการ"หมด"ก็จะมาถึงก่อนเวลาอันสมควร
5.ดื่มน้ำและของเหลว
ศึกษาหาวิธีและปริมาณการดื่มน้ำและเครื่องดื่มต่างๆอย่างถูกต้องช่วยให้การขี่จักรยานทำได้ง่ายและนานขึ้น เมื่อขี่ได้นานและสบายแปลว่าคุณสามารถซ้อมได้มากขึ้น พัฒนามากขึ้น การซ้อม"อด"เอาไว้นั้นนอกจากจะไม่ได้อะไรมากแล้วยังทรมานสังขารตัวเองเปล่าๆอีกด้วย
6.มองหาระยะทางไกลๆ
พื้นฐานของการปั่นจักรยานก็คือความอึด ทนทานของร่างกาย ให้คนปกติมาขี่จักรานอัดกันเร็วๆใครๆก็ทำได้ แต่คนซักกี่คนเล่า ที่จะสามารถขี่จักรยานได้ 100 กม. ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มปั่น การฝึกซ้อมระยะทางไกลช่วยพัฒนาความทนทานได้เป็นอย่างดี
7.อินเทอร์วัล
อินเทอร์วัล (Interval) หมายถึงการฝึกซ้อมที่อาศัยรูปแบบการปั่นหนักเบาเป็นช่วงๆสลับกันไปมาตามการออกแบบ ควบคุมความหนักและระยะเวลาของแต่ละช่วงเอาไว้เพื่อพัฒนาเฉพาะเจาะจงศักยภาพแต่ละส่วนให้ได้เต็มที่ สามารถเน้นพัฒนาเฉาะเรื่องต่างๆได้ดีไม่ว่าจะความทนทาน แข็งแรง ความคล่องแคล่ว เพราะต่อยอดจากพื้นฐานการปั่นที่มีอยู่
8.เครื่องมือพกพา
จัดเป็นสิ่งที่ควรติดตัวเอาไว้ เพราะวันไหนที่อารมณ์ดีอยากจะปั่นซัก 2 ชม.แบบเนื้อๆ ดันยางรั่วเสียตั้งแต่ 15 นาทีแลรก ทำให้ความตั้งใจพังลงอย่างรวดเร็ว
9.บันได
บันไดคลิปเลส หรือบันไดตะกร้อ อุปกรณ์ง่ายๆที่ช่วยให้การขี่จักรยานมีประสิทธิภาพขึ้นได้ทันที เพียงนำมาติดและฝึกฝนทักษะง่ายๆในการปั่น
10.หมวกกันน็อค
สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัย ถ้าคุณเกิดอุบัติเหตุและศีรษะกระแทก แน่นอนว่าคุณจะพลาดการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาตัวเองไปอีกนาน อาจจะตลอดไปก็ได้
เครื่องมือสามัญประจำบ้าน
ต้องเริ่มกันก่อนว่าเครื่องมือในรายการนี้ เป็นเครื่องมือสามัญที่หาซื้อได้ไม่ยาก มีขายทั่วไป หลากหลายราคา เพียงแต่อยากให้นักปั่นลงทุนซื้อของดีสักนิด เพราะเครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพอาจทำลายหัวน็อตที่ติดรถของท่านมากับชิ้นส่วนต่างๆ บางตัวน็อตทำจากไทเทเนียม แพงเสียยิ่งกว่าหกเหลี่ยมที่ใช้เสียอีก หัวรูด บานขึ้นมางานเข้าเสียของกันมาแล้วไม่น้อย เสียเงินซื้อจักรยานคันละหลักหมื่นไปจนแสน อย่ขี้่เหนียวเครื่องมือหลักพันเลย ส่วนใครจะใช้เครื่องมือยี่ห้อแบรนด์ช่างจักรยานอาชีพ ก็ทำงานได้ครอบคลุมและวางใจกับคุณภาพได้แน่นอน ส่วนตัวผมคิดว่าเลือกระดับราคาที่พอเหมาะ คุณภาพงานดี เนื้อโลหะดี ก็ใช้งานได้แล้วครับ
1.ชุดไขควง
สำหรับจักรยานใช้ไขควงกับน็อตสกรูน้อยมาก หลักๆคือน็อตที่สับจานและตีนผี นอกนั้นก็เป็นชิ้นส่วนยิบย่อยต่างๆ แต่เนื่องจากไขควงเป็นเครื่องมือที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง มีติดบ้านเอาไว้ก็ไม่เสียหายใข้งานอื่นได้ด้วย ไขควงสำหรับจักรยานใช้เป็นปากแฉกขนาดเล็กเสียเป็นส่วนใหญ่ ปากแฉกหัวเบ้อเร่อไม่จำเป็นนะครับ ส่วนตัวผมคิดว่าพวกกล่องๆขายทั่วไปก็ใช้งานได้แล้ว เพราะน็อตบนจักรยานขันแรงตึงไม่มากเท่าไหร่ ถ้ามือไม่แย่จริงๆ ไม่ทำหัวน็อตบานแน่นอน
2.หกเหลี่ยม
หกเหลี่ยมหรือ Allen Key เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับจักรยานก็ได้ ไม่เชื่อท่านลองไปดูจักรยานของท่าน แล้วนับดูจะเห็นได้ ว่านับกันง่ายๆ คร่าวๆ บนจักรยานมีน็อตหกเหลี่ยมร่วมๆ 30 ตัวเข้าไปแล้ว และแต่ละตัวขันในจุดที่สำคัญ ต้องการแรงตึงเช่นหลักอาน, ปลายเสต็ม หรือยึดตีนผี ดังนั้นขอสนับสนุนให้ลงทุนใช้หกเหลี่ยมคุณภาพดีที่สุดเท่าที่งบจะมีได้ และหากเป็นไปได้จริงๆ ถ้าลงทุนได้ ใช้ชุดประแจปอนด์พร้อมบล็อคหกเหลี่ยมเบอร์มาตรฐานไปเลยจะดีที่สุด เพราะน็อตเกือบทั้งหมดบนจักรยานระบุมาพร้อมแรงบิดที่เฉพาะ หากขันไม่แน่นพออาจเกิดอันตรายได้เช่นน็อตยึดแฮนด์ หรือถ้าแน่นเกินไปอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้เช่นบรรดาคาร์บอนทั้งหลาย ถ้าท่านคิดจะปรับระยะฟิตติ้งจักรยานง่ายๆเอง หกเหลี่ยมถือเป็นสิ่งที่"ต้องมี"ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
3.ที่งัดยาง
ไม่ว่านักปั่นจะนิยมการปะยางหรือไม่ แต่บอกได้เลยว่าในชีวิตการปั่นจักรยานใครไม่เคยยางรั่วถือว่าเป็นบุคคลผู้เปิดมาพร้อมกับโชคบุญหนุนนำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการเปลี่ยนยางนอกขนาดต่างๆด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย ใครคิดว่ายากและทำไม่เป็นลองคิดดูดีๆว่าร้านซ่อมจักรยานเล็กๆรับซ่อมจักรยานแม่บ้าน ปะรูละ 5 บาท 10 บาท สามารถงัดยาง ปะและใส่กลับได้คล่องมือ มันอาจต้องใช้เทคนิคบ้างนิดหน่อย แต่ไม่ยากไปกว่าการซื้อสมาร์ทโฟนมาสักเครื่องแล้วเริ่มต้นตั้งค่าการใช้งานตั้งแต่แรกแน่ ชุดงัดยางมักมาพร้อมกับชุดปะยางพกพา ซึ่งเจ้านี่ก็เป็นหนึ่งในรายการของที่ควรพกเอาไว้เวลาออกไปปั่นอยู่แล้ว ดังนั้นมีติดไว้ชุดเดียวก็ใช้ได้ทั้งที่บ้านและนอกสถานที่ ราคาก็หลักสิบบาทเท่านั้น... ไม่มีสาเหตุอะไรที่จะไม่มี
4.สูบ
สูบลมเป็นเครื่องมือดูแลรักษาจักรยานที่สำคัญที่สุดในบรรดาอุปกรณ์ทีควรมีทั้งหมดที่กล่าวมา ชิ้นส่วนหลวม เบี้ยว ผิดขนาด ยังพอขี่ได้ เกียร์ไม่ลง ชำรุดยังพอขี่ได้ แต่เช้าวันไหนตื่นมายางแบบฟีบไร้ลม แล้วจะไปปั่นถ้าไม่ฝากชีวิตไว้กับเพื่อนที่มีสูบ รับรองว่าอดปั่นแน่ สูบแบ่งเป็นทั้งสูบพกพาและสูบตั้งพื้นใช้งาน สูบพกพาสามารถพกติดตัวได้ ขนาดเล็ก แต่ข้อเสียหลักๆคือกินแรงเพราะต้องอัดลมกันหลายสิบ หรือหลักร้อยครั้งกว่าจะได้แรงดันที่ต้องการ สูบใหญ่อัดลมได้เบามือกว่า แถมอัดลมต่อครั้งได้ลมมากกว่า ใช้จำนวนครั้งในการสูบน้อยกว่ากันมาก เลือกสูบให้เหมาะกับจักรยานของแต่ละท่าน สูบสำหรับเสือหมอบควรมองหาสูบที่อัดแรงดันลมยางได้ไม่น้อยกว่า 100psi ขึ้นไป และ/หรือเลือกสูบที่ปรับหัวเปลี่ยนใช้งานได้ทั้งหัวจุ๊บสูบเสือหมอบและเสือภูเขาก็ได้ สำหรับเสือภูเขาหรือจักรยานทั่วไป สูบที่ขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปก็ตอบโจทย์การสูบได้ แม้แต่สูบมอเตอร์ก็ใช้งานได้ดี แต่เสือหมอบโดยเฉพาะสายซิ่งอัดลมกัน 140-160psi เลือกสูบดีๆจะดีกว่า และอย่าลืมเลือกสูบที่มีเกจบอกแรงดันนะครับ มือใหม่นิ้วยังไม่เทพ บีบๆเอาวันไหนมือหนักจะสูบจนเกินแรงดันลมยางที่ควรสูบได้
สูบราคาตั้งแต่ 500 บาทไปจนหลายพันบาท ใช้งานดีเด่นต่างกันในรายละเอียด แต่ถ้าถามว่า"ใช้งานได้" ผมว่าใช้ได้เหมือนกัน
5.น้ำมันหยอดโซ่และจารบี
ข้อนี้อาจไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นอุปกรณ์ดูแลรักษา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญขาดไม่ได้ เพราะน้ำมันโซ่ที่หล่อลื่นให้โซ่วิ่งไปได้ ขดตัวได้ เสียดสีกับเฟืองได้และสึกหรอน้อยที่สุดไม่ได้มีอายุใช้งานชัวฟ้าดินสลาย ไหนจะสิ่งแวดล้อม ฝุ่น ดิน จากถนนที่สะสมอยู่บนโซ่และในข้อต่อโซ่จนเป็นคราบสีดำๆ ฟ้องว่าการหล่อลื่นได้ลดประสิทธิภาพลงไปแล้ว ดังนั้นต่อให้ไม่ได้ล้างโซ่จนหมดจด แต่นักปั่นที่รักจักรยานและชุดขับเคลื่อนราคาหลายหมื่น สามารถยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าสองเท่าด้วยการดูแลง่ายๆเพียงเอาผ้าเช็ดรูดคราบให้โซ่สะอาด ล้างน้ำเปล่าหรือน้ำผงซักฟอกเจือจางแล้วเช็ดจนแห้ง จากนั้นหยอดน้ำมันกลับเข้าไป ทำบ่อยๆโซ่จะสึก(ยืด)ช้าลง วิ่งเงียบเสียงนุ่ม ส่วนจะเป็น้ำมันแบบไหน ราคาอย่างไร ตามแต่ทรัพย์และใจจะจัดหา บางคนชอบแบบน้ำมัน บางท่านชอบแบบแว็กซ์ แต่เลือกให้ถูกกับอากาศก็ดีครับ น้ำมันขวดละไม่กี่ร้อย...ดูแลชุดขับราคาหลายหมื่นได้ คุ้มออก ส่วนจารบี เป็นสารหล่อลื่นเอนกประสงค์ที่ช่วยหล่อลื่นในส่วนต่างๆ รวมถึงพอกเคลือบกันน้ำและความชื้นเข้าไปในชิ้นส่วนต่างๆ เช่นปลายปลอกสายหรือน็อตและเกลียว(บางชิ้นห้ามใส่ อ่านคู่มือประกอบเพื่อความแม่นยำ เช่นน็ฮตยึดใบจาน FSA ห้ามใส่จารบี บางรุ่นระบุให้ใช้กันคลายเลย) จารบีสำหรับจักรยานเลือกเอาแบบที่ไม่ข้นหนืดมาก เนื้อนวลเนียน เช่นจารบีเอนกประสงค์ที่มีในห้างขายอุปกรณ์ดูแลบ้านหลอดละไม่กี่ร้อยใช้งานได้ไม่เลว ส่วนจารบี Shimano ใช้งานได้ดีเยี่ยม แต่ออกจะเปลืองหากจะเอาใช้งานทุกอย่างทุกจุด เพราะราคาไม่ใช่ถูกๆ
อันที่จริงมีอีกหลายอย่างที่อยากแนะนำให้มีติดบ้านเอาไว้ เช่นตัวถอดโซ่, บล็อคถอดเฟือง และที่ถอดกระโหลก เพราะท่านจะสามารถดูและรักษาจักรยานของท่านได้เอง ยืดอายุได้ยาวนานประหยัดเงินค่าล้างบำรุงไปได้ไม่น้อย คิดเล่นๆว่าล้างบำรุงครั้งละร่วมพันบาท ปีนึงๆล้าง 4-5 ครั้งก็ครึ่งหมื่นแล้วนะครับ หรือใครจะวัดใจไม่ล้างไม่บำรุง อย่าได้แม้แต่จะคิด เพราะผมเคยกระโหลกตายลูกปืนแห้งสนิมขึ้นแตกล็อคจนไม่หมุน ขาจานอัดกระโหลกจนเกลียวกระโหลกที่เฟรมเกือบพัง เสียดสีร้อนจนมีกลิ้นไหม้โชย
อากาศฝนตกชุก ความชื้นสูงแบบบ้านเรา ถามทฤษฏีแนะนำให้ล้างดูแลทุกอย่างทุกๆ 3 เดือน
1.ชุดไขควง
สำหรับจักรยานใช้ไขควงกับน็อตสกรูน้อยมาก หลักๆคือน็อตที่สับจานและตีนผี นอกนั้นก็เป็นชิ้นส่วนยิบย่อยต่างๆ แต่เนื่องจากไขควงเป็นเครื่องมือที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง มีติดบ้านเอาไว้ก็ไม่เสียหายใข้งานอื่นได้ด้วย ไขควงสำหรับจักรยานใช้เป็นปากแฉกขนาดเล็กเสียเป็นส่วนใหญ่ ปากแฉกหัวเบ้อเร่อไม่จำเป็นนะครับ ส่วนตัวผมคิดว่าพวกกล่องๆขายทั่วไปก็ใช้งานได้แล้ว เพราะน็อตบนจักรยานขันแรงตึงไม่มากเท่าไหร่ ถ้ามือไม่แย่จริงๆ ไม่ทำหัวน็อตบานแน่นอน
2.หกเหลี่ยม
หกเหลี่ยมหรือ Allen Key เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับจักรยานก็ได้ ไม่เชื่อท่านลองไปดูจักรยานของท่าน แล้วนับดูจะเห็นได้ ว่านับกันง่ายๆ คร่าวๆ บนจักรยานมีน็อตหกเหลี่ยมร่วมๆ 30 ตัวเข้าไปแล้ว และแต่ละตัวขันในจุดที่สำคัญ ต้องการแรงตึงเช่นหลักอาน, ปลายเสต็ม หรือยึดตีนผี ดังนั้นขอสนับสนุนให้ลงทุนใช้หกเหลี่ยมคุณภาพดีที่สุดเท่าที่งบจะมีได้ และหากเป็นไปได้จริงๆ ถ้าลงทุนได้ ใช้ชุดประแจปอนด์พร้อมบล็อคหกเหลี่ยมเบอร์มาตรฐานไปเลยจะดีที่สุด เพราะน็อตเกือบทั้งหมดบนจักรยานระบุมาพร้อมแรงบิดที่เฉพาะ หากขันไม่แน่นพออาจเกิดอันตรายได้เช่นน็อตยึดแฮนด์ หรือถ้าแน่นเกินไปอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้เช่นบรรดาคาร์บอนทั้งหลาย ถ้าท่านคิดจะปรับระยะฟิตติ้งจักรยานง่ายๆเอง หกเหลี่ยมถือเป็นสิ่งที่"ต้องมี"ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
3.ที่งัดยาง
ไม่ว่านักปั่นจะนิยมการปะยางหรือไม่ แต่บอกได้เลยว่าในชีวิตการปั่นจักรยานใครไม่เคยยางรั่วถือว่าเป็นบุคคลผู้เปิดมาพร้อมกับโชคบุญหนุนนำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการเปลี่ยนยางนอกขนาดต่างๆด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย ใครคิดว่ายากและทำไม่เป็นลองคิดดูดีๆว่าร้านซ่อมจักรยานเล็กๆรับซ่อมจักรยานแม่บ้าน ปะรูละ 5 บาท 10 บาท สามารถงัดยาง ปะและใส่กลับได้คล่องมือ มันอาจต้องใช้เทคนิคบ้างนิดหน่อย แต่ไม่ยากไปกว่าการซื้อสมาร์ทโฟนมาสักเครื่องแล้วเริ่มต้นตั้งค่าการใช้งานตั้งแต่แรกแน่ ชุดงัดยางมักมาพร้อมกับชุดปะยางพกพา ซึ่งเจ้านี่ก็เป็นหนึ่งในรายการของที่ควรพกเอาไว้เวลาออกไปปั่นอยู่แล้ว ดังนั้นมีติดไว้ชุดเดียวก็ใช้ได้ทั้งที่บ้านและนอกสถานที่ ราคาก็หลักสิบบาทเท่านั้น... ไม่มีสาเหตุอะไรที่จะไม่มี
4.สูบ
สูบลมเป็นเครื่องมือดูแลรักษาจักรยานที่สำคัญที่สุดในบรรดาอุปกรณ์ทีควรมีทั้งหมดที่กล่าวมา ชิ้นส่วนหลวม เบี้ยว ผิดขนาด ยังพอขี่ได้ เกียร์ไม่ลง ชำรุดยังพอขี่ได้ แต่เช้าวันไหนตื่นมายางแบบฟีบไร้ลม แล้วจะไปปั่นถ้าไม่ฝากชีวิตไว้กับเพื่อนที่มีสูบ รับรองว่าอดปั่นแน่ สูบแบ่งเป็นทั้งสูบพกพาและสูบตั้งพื้นใช้งาน สูบพกพาสามารถพกติดตัวได้ ขนาดเล็ก แต่ข้อเสียหลักๆคือกินแรงเพราะต้องอัดลมกันหลายสิบ หรือหลักร้อยครั้งกว่าจะได้แรงดันที่ต้องการ สูบใหญ่อัดลมได้เบามือกว่า แถมอัดลมต่อครั้งได้ลมมากกว่า ใช้จำนวนครั้งในการสูบน้อยกว่ากันมาก เลือกสูบให้เหมาะกับจักรยานของแต่ละท่าน สูบสำหรับเสือหมอบควรมองหาสูบที่อัดแรงดันลมยางได้ไม่น้อยกว่า 100psi ขึ้นไป และ/หรือเลือกสูบที่ปรับหัวเปลี่ยนใช้งานได้ทั้งหัวจุ๊บสูบเสือหมอบและเสือภูเขาก็ได้ สำหรับเสือภูเขาหรือจักรยานทั่วไป สูบที่ขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปก็ตอบโจทย์การสูบได้ แม้แต่สูบมอเตอร์ก็ใช้งานได้ดี แต่เสือหมอบโดยเฉพาะสายซิ่งอัดลมกัน 140-160psi เลือกสูบดีๆจะดีกว่า และอย่าลืมเลือกสูบที่มีเกจบอกแรงดันนะครับ มือใหม่นิ้วยังไม่เทพ บีบๆเอาวันไหนมือหนักจะสูบจนเกินแรงดันลมยางที่ควรสูบได้
สูบราคาตั้งแต่ 500 บาทไปจนหลายพันบาท ใช้งานดีเด่นต่างกันในรายละเอียด แต่ถ้าถามว่า"ใช้งานได้" ผมว่าใช้ได้เหมือนกัน
5.น้ำมันหยอดโซ่และจารบี
ข้อนี้อาจไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นอุปกรณ์ดูแลรักษา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญขาดไม่ได้ เพราะน้ำมันโซ่ที่หล่อลื่นให้โซ่วิ่งไปได้ ขดตัวได้ เสียดสีกับเฟืองได้และสึกหรอน้อยที่สุดไม่ได้มีอายุใช้งานชัวฟ้าดินสลาย ไหนจะสิ่งแวดล้อม ฝุ่น ดิน จากถนนที่สะสมอยู่บนโซ่และในข้อต่อโซ่จนเป็นคราบสีดำๆ ฟ้องว่าการหล่อลื่นได้ลดประสิทธิภาพลงไปแล้ว ดังนั้นต่อให้ไม่ได้ล้างโซ่จนหมดจด แต่นักปั่นที่รักจักรยานและชุดขับเคลื่อนราคาหลายหมื่น สามารถยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าสองเท่าด้วยการดูแลง่ายๆเพียงเอาผ้าเช็ดรูดคราบให้โซ่สะอาด ล้างน้ำเปล่าหรือน้ำผงซักฟอกเจือจางแล้วเช็ดจนแห้ง จากนั้นหยอดน้ำมันกลับเข้าไป ทำบ่อยๆโซ่จะสึก(ยืด)ช้าลง วิ่งเงียบเสียงนุ่ม ส่วนจะเป็น้ำมันแบบไหน ราคาอย่างไร ตามแต่ทรัพย์และใจจะจัดหา บางคนชอบแบบน้ำมัน บางท่านชอบแบบแว็กซ์ แต่เลือกให้ถูกกับอากาศก็ดีครับ น้ำมันขวดละไม่กี่ร้อย...ดูแลชุดขับราคาหลายหมื่นได้ คุ้มออก ส่วนจารบี เป็นสารหล่อลื่นเอนกประสงค์ที่ช่วยหล่อลื่นในส่วนต่างๆ รวมถึงพอกเคลือบกันน้ำและความชื้นเข้าไปในชิ้นส่วนต่างๆ เช่นปลายปลอกสายหรือน็อตและเกลียว(บางชิ้นห้ามใส่ อ่านคู่มือประกอบเพื่อความแม่นยำ เช่นน็ฮตยึดใบจาน FSA ห้ามใส่จารบี บางรุ่นระบุให้ใช้กันคลายเลย) จารบีสำหรับจักรยานเลือกเอาแบบที่ไม่ข้นหนืดมาก เนื้อนวลเนียน เช่นจารบีเอนกประสงค์ที่มีในห้างขายอุปกรณ์ดูแลบ้านหลอดละไม่กี่ร้อยใช้งานได้ไม่เลว ส่วนจารบี Shimano ใช้งานได้ดีเยี่ยม แต่ออกจะเปลืองหากจะเอาใช้งานทุกอย่างทุกจุด เพราะราคาไม่ใช่ถูกๆ
อันที่จริงมีอีกหลายอย่างที่อยากแนะนำให้มีติดบ้านเอาไว้ เช่นตัวถอดโซ่, บล็อคถอดเฟือง และที่ถอดกระโหลก เพราะท่านจะสามารถดูและรักษาจักรยานของท่านได้เอง ยืดอายุได้ยาวนานประหยัดเงินค่าล้างบำรุงไปได้ไม่น้อย คิดเล่นๆว่าล้างบำรุงครั้งละร่วมพันบาท ปีนึงๆล้าง 4-5 ครั้งก็ครึ่งหมื่นแล้วนะครับ หรือใครจะวัดใจไม่ล้างไม่บำรุง อย่าได้แม้แต่จะคิด เพราะผมเคยกระโหลกตายลูกปืนแห้งสนิมขึ้นแตกล็อคจนไม่หมุน ขาจานอัดกระโหลกจนเกลียวกระโหลกที่เฟรมเกือบพัง เสียดสีร้อนจนมีกลิ้นไหม้โชย
อากาศฝนตกชุก ความชื้นสูงแบบบ้านเรา ถามทฤษฏีแนะนำให้ล้างดูแลทุกอย่างทุกๆ 3 เดือน
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558
PACE LINE ขี่กลุ่มอย่างไรให้ปลอดภัย
การขี่กลุ่มเป็นสิ่งที่สร้างการแข่งจักรยานให้มีสีสันแบบที่เป็นอยู่ หลักการง่ายๆก็คือการที่คนหน้าทำหน้าที่ฝ่าอากาศไปด้านหน้า และคนหลังอาศัยกระแสอากาศที่ม้วนวนอยู่หลังคนหน้าเกิดเป็นแรงฉุด ดึงให้คนหลังเดินทางไปข้างหน้าโดยออกแรงน้อยลง และจะยิ่งส่งผลมากขึ้นเรื่อยๆหากกลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งการที่ประหยัดแรงนี้เองที่ทำให้เราเดินทางไปได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น ด้วยความร่วมแรงร่วมใจสลับกันขึ้นมาทำหน้าที่นี้ และแน่นอนว่าเมื่อคนมาอยู่รวมกัน มันก็ต้องมีกฏ มีกติกามารยาทกันบ้าง ซึ่งไม่มีใครบันทึกเอาไว้หรอกครับ แต่เป็นคำภีร์ที่นักปั่นถ่ายทอดต่อๆกันมา เพื่อความปลอดภัยของพวกเรากันเอง
เอาล่่ะมาเข้าเนื้อหากัน
1.รู้จัก PACE LINE
การขี่กลุ่มแบบที่พวกเราเรียกกัน คือสิ่งที่นักปั่นสากลเรียกรวมๆกันว่า "Pace Line" ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่
-Single Pace Line หรือบางตำราเรียก singular line และยังรวมไปถึง double pace line อีกด้วย การขี่กลุ่มแบบนี้เป็นพื้นฐานแรกสุดของการขี่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เหมาะกับการเดินทางไปข้างหน้าเมื่อลมมีทิศทางมาจากทิศหน้าตรงเป็นหลัก คนนำจะทำหน้าที่"หัวลาก"พาเพื่อนๆไปด้วยกัน และสลับผลัดลงไปต่อท้ายกลุ่มให้คนต่อไปทำหน้าที่แทน *ไม่มีกฏตายตัวนะครับว่าจะต้องสลับออกทางด้านซ้ายหรือขวา โดยส่วนมากจะสลับออกทางด้านซ้าย ยกเว้นกรณีที่ลมมาเฉียงจากด้านขวา คนลากจะสลับลงทางด้านขวา เพื่อบังลมให้แถวของเพื่อนที่กำลังจะเปลี่ยนเข้ามา แต่สิ่งจำเป็นคือต้องรู้กัน สื่อสาร ให้สุ้มเสียงกัน และหากคุณเข้าร่วมกลุ่มสิ่งที่พึงปฏิบัติคือ "คำหน้าทำแบบไหน เราทำแบบนั้น" ...ส่วน double pace line หรือแถวคู่ คนนำจะออกแยกไปสองทางเสมอ
-Circular Pace Line หรือการขี่กลุ่มแบบวน คล้ายกับแบบแรกแต่ต่างกันตรงที่คนนำเมื่อผลัดลงไปพักให้คนที่สองขึ้นมาทำหน้าที่คนลาก จะต้องวนต่อๆกันไปตลอดไม่มีจังหวะที่จะไหลลงไปเดี่ยวๆเพื่อต่อท้าย ข้อดีของรูปแบบนี้คือทำความเร็วได้สูงกว่าแบบแรกเพราะไม่ได้อาศัยพลังจากคนหน้าคนเดียว ทุกๆคนจะออกแรงช่วยกันในระดับเท่าๆกัน ข้อควรระวังคือต้องฝึกฝนมาก่อนระดับหนึ่ง มีโอกาสที่จะพลาดเกี่ยวกันเองหากไม่รู้จักวิธีการ
วิธีการขี่ให้ปลอดภัยและนำไปฝึกฝนคือ ก่อนที่คนนำอยู่จะหลบพักออกมาต้องให้คนที่นำก่อนเราส่งเสียงบอกเราก่อนว่าแนวลล้อหน้าของเขาพ้นจากล้อหลังของเราแล้ว และคนหน้าหลบออกมาอย่ากวาดออกไปไกล ให้ออกมาเพียงหนึ่งช่วงคนพอดีๆ คนที่ตามมากำลังจะขึ้นนำแทน ไม่ต้องรีบเร่งขึ้นไปแทนที่ ค่อยๆขี่ไปให้เร็วเท่าเดิมรอฟังเสียงจากคนก่อนว่าแนวล้อพ้นแล้ว (ถ้าฝรั่งจะส่งเสียงว่า"เคลียร์") และคนสุดท้ายก็จะให้สัญญาณก่อนเข้าไปในแถวเพื่อบอกคนหน้าให้รู้ว่าเค้ากำลังจะเป็นคนสุดท้าย
ลองสังเกตุในกีฬาจักรยานดู กลุ่มที่หนีออกมานิยมจะขี่กันแบบนี้ เนื่องจากทุกคนต้องทำงานกันเต็มที่ ไม่สามารถหมกเม็ดได้ และทำความเร็วได้สูงกว่ามาก ทีมไหน หรือกลุ่มไหนที่ขี่ด้วยกันบ่อยๆ ลองฝึกหัดดู มันจะเป็นบันไดไปหาแบบที่ 3 ได้ง่ายขึ้น
การผัดเปลี่ยนว่าจะหมุนทวนหรือตามเข็มนาฬิกา อยู่ที่ตกลงกันและดูทิศทางลมเป็นหลัก โดยสากลจะให้คนพักลงทางที่ลมไม่ได้มา เช่นลมมาจากด้านขวามือ กลุ่มจะวนตามเข็มนาฬิกา แต่หากลมมาจากทางซ้ายมือ กลุ่มจะวนทวนเข็มนาฬิกา
-Echelon Cross Wind หรือการขี่กลุ่มแบบลมด้านข้าง
การขี่จะคล้ายกับแบบที่ 2 แต่กลุ่มจะเอียงไปด้านข้าง ซึ่งการขี่แบบนี้จัดว่าอันตรายที่สุด เพราะล้อหน้าและหลังจะเกยกันอยู่ หากเพิ่งเริ่มขี่แรกๆไม่ควรขี่ให้ชิดกันจนเกินไป และอย่าให้ล้อเกยกันจะดีที่สุด (ดูภาพประกอบ) ด้วยข้อขำกัดของขนาดถนนและเส้นทาง การขี่แบบนี้อาจไม่เหมาะสำหรับการออกทริปหรือการแข่งรายการทั่วไปที่ไม่ได้ปิดภนน แม้แต่โปรเองก็อาศัยการขี่แบบนี้เพื่อบีบพื้นที่และทำเกมส์หนีจากคู่ต่อสู้ในสถานการณ์ที่ลมด้านข้างมาแรงๆ กลายเป็นกลยุทธที่สำคัญ
กติกามารยาทที่พึงทำเมื่อพบกับการขี่แบบนี้ ทางที่ดียอมใจดำแล้วต่อท้ายดูจังหวะไปก่อน จนมั่นใจในตัวเองว่าสิ่งที่เคยฝึกฝนมาสามารถร่วมได้แล้วค่อยเข้าไปร่วมวนในกลุ่ม มิเช่นนั้น ..เกาะตามไปเฉยๆสบายและปลอดภัยกว่า
2.รักษาระยะห่างให้พอเหมาะ
มีคำถามว่าระยะห่างแต่ละคันควรเป็นเท่าไหร่ บางท่านไปดูโปรขี่กันมาห่างกันแค่ 5 นิ้วก็มี แล้วพยายามจะขี่ให้ได้แบบโปร เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ควบคุมไม่ได้และเกี่ยวกันในที่สุด ระยะห่างที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษาระยะนั้นเอาไว้ให้คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น การเร่งกระชาก หรือการใช้เบรคจึงเป็นสิ่งต้องห้ามของการร่วมขี่กลุ่ม เราต้องเดินทางไหด้วยความเร็วที่คงที่มากที่สุด หากข้างหน้าเร่งความเร็ว ระยะห่างเริ่มมากขึ้น เราควรค่อยๆเพิ่มความเร็วและค่อยๆลดช่องว่างลง (ในสถานการณ์การแข่งควรมีคนทำหน้าที่"เชื่อม") หากข้างหน้าชลอลง เราควรชลอแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่กดเบรค หรือปล่อยไหลฟรีขาไปแล้วเกยบานออกข้างๆ ซึ่งอาการบานนี่เองที่ทำให้เกิดสภาพ "ล้อเกย" หรือเมื่อล้อหลังคันหน้าเกยซ้อนล้อหน้าคันหลัง
ล้อเกย คือสาเหตุหลักๆของอุบัติเหตุในการขี่กลุ่มเลยทีเดียว เพราะเมื่อนำเนื้อหาการขี่กลุ่มร่วมกับเนื้อหาเรื่องการขี่ให้นิ่ง จะพบว่า หากนักปั่นละเลยจนเกิดสภาพล้อเกย ร่วมกับคนหน้าปั่นแบบไม่นิ่งสา่ยไปมา หรือนึกจะออกก็ออก เมื่อนั้นก็จะเกี่ยวกันจนล้ม และคนที่ซวยคือเพื่อนๆที่ตามมาอีกเป็นฝูง
นอกจากนั้นการที่ขี่แล้วไม่รักษาระยะให้เหมาะสมก็เป็นอันตรายอย่างมากในหลายสถานการณ์ เช่นถนนแคบ ลงเขา ทางขรุขระ เส้นทางเหล่านี้ นักปั่นควรเพิ่มระยะห่างจากคนหน้าให้มากขึ้น เพื่อชดเชยความผิดพลาดที่อาจเปิดขึ้นได้ แทนที่จะระวังกลัวตนเองจะหลุดกลุ่มก็จี้ติดเอาไว้ และเมื่อมีปัญหาผิดพลาด ก็แก้ไขไม่ทันและเป็นเหตุของอุบัติเหตุได้ในลำดับต่อมา
3.อย่าขี่คนเดียว
หลายๆท่านเวลาขี่กลุ่มท่านกำลังเข้าสู่โหมดข่คนเดียว อยู่กับล้อคันหน้า อยู่กับล้อคนหน้า แม้ว่าท่านจะนิ่ง และรักษาระยะดีอย่างไร ท่านกำลังสร้างความเสีี่ย่งให้กับเพื่อนๆ นักปั่นที่มากประสพการณ์และฉลาด จะมองผ่านไปที่หัวแถวและเส้นทางเสมอ เมื่อหัวแถวเร่งหรือชลอ ท่านสามารถประหยัดแรงได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่นเมื่อหัวแถวเร่งความเร็วสูงจนกลุ่มยืดออก ท่านอาจไม่จำเป็นต้องรีบเร่งตามเมื่อท่านมองไปข้างหน้าพบว่าทางแคบลง หรือกำลังจะเลี้ยว เพราะกลุ่มจะหดลงจนเข้าไปรวมกันเองโดยที่ท่านไม่ต้องเสียแรงเร่งเข้าไป แน่นอนว่าหากท่านก้มหน้าก้มตาปั่นกับล้อหลังของคนหน้า ท่านไม่มีทางรู้และเตรียมตัวรับสถานการณ์ข้างหน้าได้เลย
การเงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้ายังข่วยอะไรท่านได้อีกหลายต่อหลายอย่าง ท่านสามารถมองเห็นเพื่อนนักปั่น มองเห็นเส้นทาง อุปสรรค สภาพถนน สิ่งกีดขวาง ซึ่งสำคัญมากกว่าความเร็วบนไมล์ที่กำลังวิ่งอยู่ ฝึกหัดที่จะขี่รักษาระยะโดยที่มองไปที่ไหล่หรือตัวของเพื่อนนักปั่นคนหน้าแทนที่จะจ้องไปที่ล้อหลังแต่เพียงอย่างเดียว
รวมไปถึงอย่าลืมนะครับว่าท่านมีเพื่อนร่วมทางอยู่รอบๆท่าน อย่าทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นสั่งน้ำมูก เทน้ำ ราดน้ำ ทิ้งขยะ แม้แต่ฟรีขาปล่อยวางโบกมือลาจากกลุ่ม อย่าลืมบอกคนหลังท่านว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ (มันคือการ"สื่อสาร"กันครับ)
เอาล่ะ... 3 กฏ กติกา มารยาทพื้นฐานนี้ จำให้ขึ้นใจ ก่อนจะปิดท้ายบทความด้วย
Tips and Tricks สำหรับการขี่กลุ่ม
-ฝึกฝนจากเพื่อนๆขนาดเล็ก เริ่มหัดจาก 2-3 คน และค่อยๆขยายมากขึ้นก่อนจะเข้ากลุ่มใหญ่ ก็เฉกเช่นเดียวกับก่อนที่จะมาปั่นร่วมกันกับเพื่อนก็ควรขี่ให้นิ่งเสียก่อน หลายคนกล่าวว่าหากคุณไม่สามารถขี่กับเพื่อนคุณ 4-5 คนอย่างราบลื่นแล้ว อย่าได้ริคิดเข้ากลุ่มใหญ่ๆ เพราะจะอันตรายเป็นอย่างยิ่ง -ไม่มั่นใจ ให้อยู๋ท้ายๆ ...อย่ากลัวที่จะโดนหาว่าเป็นปลิงมาเกาะ เพราะหากคุณขึ้นไปแล้วก่อให้เกิดอันตรายจะยิ่งเป็นปัญหาหนักกว่าเก่า หากไม่มั่นใจในทักษะการคุมรถ ไม่มั่นใจในความนิ่ง ไม่มั่นใจในแรงของตน ...อยู่ท้ายของกลุ่มไปเสียตลอดทาง เมื่อคนนำลงมาพักสลับเปลี่ยนก็เปิดช่องด้านหน้าเราให้เขาเข้าแทน หากมีคนหลังจะแซงขึ้นมาก็เปิดช่องให้เขาแซงออกหรือมาแทนที่ได้แต่โดยดี ผมขอแปลง่ายๆว่า"เจียมตัว" ครับ
ปัญหาที่อันตรายมันมาจากที่นักปั่นพมาแต่ใจที่สู้แต่ทั้งทักษะและร่างกายไม่พร้อม
-ความเร็วไม่ใช่สาระสำคัญ ... ระหว่างคุณไปถึงเร็วสนุกสะใจ กับคุณไปไม่ถึงเพราะล้มเสียก่อน ผมว่าใครๆก็คงเลือกได้ทั้งสิ้นว่าจะเอาทางไหน และการจะเร็วได้สนุกมันต้องผ่านการฝึกฝนทั้งร่างกายและทักษะมาแล้ว มิเช่นนั้น ยอมรับและไปถึงช้าหน้่อยแต่ถึงชัวร์จะดีกว่า หรือให้คิดเสมอว่า หลุดกลุ่มนี้ยังมีกลุ่มอื่น ขอให้ปั่นดีเถอะครับ มีคนอ้าแขนต้อนรับแน่นอน ดีกว่าขาแรงแต่ปั่นแย่ๆ ใครๆก็ไม่อยากให้ร่วมแม้จะขาแกร่งปากเก่งขนาดไหน
-สุดท้ายที่สำคัญที่สุดกับการฝึกฝน ทั้งความปลอดภัยและพัฒนา .... ฝึกกับคนที่เก่งใกล้กับเรา ...ตรงนี้จะตรงข้ามกับคำแนะนำว่าอยากเก่งให้ขี่กับคนเก่งกว่านะครับ เพราะการขี่กลุ่มเป็นทักษะที่สำคัญ พยายามหาเพื่อนที่แข็งแรงพอๆกัน ทักษะพอๆกัน ค่อยๆพัฒนาไปด้วยกัน อย่าพยายามฝืนฝึกขี่กลุ่มไปกับกลุ่มขาแรงที่ลากจนคุณไส้แทบแตกแล้วแค่เอาตัวรอดก็หายใจทางเหงือกแล้ว ...หาเวลาฝึกฝนพัฒนาทักษะเหล่านี้เสียก่อนที่จะไส้แตก เพราะตอนนั้นคุณไม่มีเวลามาเรียนรู้อะไรหรอกครับ
ลองนำไปคิด ใส่ใจ และอย่าลืมฝึกฝนกันให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง และเหนือสิ่งอื่นใดคือความปลอดภัยของเพื่อนนักปั่น อุบัติเหตุจักรยานร้อยละร้อย คนก่อ คนทำไม่ได้เจ็บมากหรือเสียหาย แต่คนที่เจ็บหนักหรือเสียหายมากคือคนที่ตามมาแบบดวงลากมาล้ม ....อย่านำความสุข ความสนุก และสะใจของตนเอง มาก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้อื่นเลย ขอแก้ไขบทความเพิ่มเติมครับ ตกหล่นไปได้อย่างไร...
การสื่อสารพื้นฐานในกลุ่ม ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นสัญญาณมือครับ แต่อยากให้รับรู้เอาไว้ในส่วนที่เป็นสากลของนักปั่นจักรยานจริงๆ ไม่เหมือนกับสัญญาณมือจรจรของจักรยานครับ สัญญาณมือพื้นฐานพวกนี้อาจต่างกันในแต่ละที่แต่โดยมากนักแข่งอาชีพที่เห็นจะใช้แบบนี้ตรงกันนะครับ
1.การขยับศอก หมายถึงต้องการจะลงพักให้คนต่อไปขึ้นมาทำหน้าที่นำกลุ่ม ตามหลักการจริงๆคือขยับด้านไหนลงด้านนั้นแต่จากที่ไปนั่งไล่ดูโปรแข่งมา ... พบว่าครึ่งๆของภาพที่เห็นจะไม่ได้ตามหลักนี้ครับ ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่า แค่รู้กันว่าขยับคือจะลงก็พอครับ ...ทำไมต้องขยับศอก?? ในเมื่อส่วนมากเราจะชินการยกมือโบกกันมากกว่า (ที่ญี่ปุ่นใช้การโบกมือมากกว่าขยับศอกเช่นกัน) เพราะการขยับศอกเราไม่ต้องเอามือออกจากแฮนด์ครับ ที่สำคัญ คนหลังสามารถเห็นได้ง่ายชัดเจน ไม่สับสนกับการสลัดมือคลายเมื่อย หรือการชี้อะไรบนพื้นครับ
2.การเอามือกำไว้ด้านหลัง 1 ข้าง มักจะเป็นข้างซ้ายนะครับ แปลว่ากำลังลดความเร็วลง คนหน้าจะทำสัญญาณนี้เพื่อบอกให้กลุ่มรู็ว่าเค้าลดความเร็วลง แต่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนลงไปพักไม่ต้องแซงขึ้นมา ที่ว่ามักจะเป็นมือซ้ายเพราะ มือขวาจะได้คุมเบรคหลังอยู่ หากเอามือขวากำเหลือมือซ้ายจับเบรคหน้า อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันกำเบรคหน้าแล้วตีลังกาได้ สัญญาณมืออื่นๆ แม้จะมีความเป็นสากลในหมู่นักจักรยานแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่แตกต่างกัน ผมจึงขอไม่นำเสนอ เดี๋ยวจะกลายเป็นแบบแผนที่ต้องปฏิบัติตาม คำแนะนำที่ดีที่สุดคือให้เรียนรู้การสื่อสารกับกลุ่มที่เราอยู่ ใช้ทั้งเสียงและการส่งสัญญาณเข้าด้วยกัน ส่งสัญญาณที่สั้น ชัดเจน เสียงที่ดังและกระชับ
การขี่จักรยานในอากาศร้อน
ก่อนอื่นลองมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่าอากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลอะไรกับร่างกายของเราบ้าง ...ปกติแล้วเวลาเราออกกำลังกายร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยธรรมชาติ และร่างกายจะระบายของเสียากระบบการสังเคราะห์พลังงานออกมาเป็นของเหลวทางผิวหนัง ซึ่งเป็นการลดอุณหภูมิของร่างกายด้วย ก็คือ"เหงื่อ"นั่นเอง แต่ปกตินักปั่นจะไม่ค่อยรู็สึกว่ามีเหงื่อออกสักเท่าไหร่ เนื่องจากสายลมที่พัดจะทำให้เหงื่อแห้งไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอากาศจะเย็นสักเท่าไหร่ อากาศในประเทศไทยนี้เราเสียเหงื่อออกมาไม่น้อยในการปั่นจักรยาน ประเทศตะวันตกที่อากาศเย็นๆสบายๆ แนะนำให้ดื่มน้ำ 500 มิลลิลิตรต่อการปั่นจักรยาน 1 ชม. และแนะนำว่าในอากาศที่ร้อนกว่าปกติให้ดื่มน้ำ 700-1000 มิลลิลิตรต่อการปั่นจักรยาน 1 ชม. เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป รวมถึงการเติมพลังงานและเกลือแร่อีกด้วย ซึ่งเกลือแร่ที่เติมเข้าไปจะต้องสมดุลย์กับเกลือแร่และแร่ธาตุต่างๆที่เสียออกไปพร้อมกับเหงื่อ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้เป็นตัวช่วยในกลไกการสร้างพลังงานของเรานั่นเอง
อุณหภูมิสูงยังส่งผลเชื่อมโยงกับระดับชีพจรที่สูงมากกว่าปกติ กล่าวคือถึงแม้จะออกแรงในระดับเดียวกัน แต่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว จะมีชีพจรสูงกว่าเมื่ออากาศเย็นสบาย หรือแปลง่ายๆว่า อากาศยิ่งร้อน เรายิ่งรู้สึกเหนื่อยได้ง่ายกว่าอากาศเย็น ...และส่งผลกับความหนักที่เราสามารถออกแรงได้ ดังนั้นภายใต้อากาศที่ร้อนมากๆ นักปั่นที่"ใจสู้"เกินขีดจำกัดเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือแม้แต่หัวใจวายเฉียบพลันได้ง่ายกว่า หากยึดแต่ความเร็วหรือแรงที่ออกแต่เพียงอย่างเดียว ละเลยการฟังร่างกายตนเอง
ร่างกายคนเราจะพยายามทำทุกทางเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิที่คงที่เอาไว้ให้ได้ ซึ่งในกระบวนการต่างๆอาศัยพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงระบบทั้งสิ้น และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมอากาศที่ร้อนขึ้นมากๆทำให้เรารู้สึก"หมด"เร็วกว่าปกติ ลองคิดง่ายๆดังนี้นะครับ ...จักรยานที่เราปั่นส่งแรงถีบไปเป็นการเคลื่อนที่ได้มากมาย มีเพียง 1% ที่สูญเสียไปจากระบบ แต่่ร่างกายเราออกแรงปั่นจักรยานไปข้างหน้าแต่เราต้องสูญเสียพลังงาน 75% ไปเพื่อรักษาระบบต่างๆให้ทำงานอย่างมีประสิทธภาพในวันที่อากาศร้อนมากๆ ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งร้อนขึ้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่
เมื่อร่างกายของเราทำงานอย่างหนักบนจักรยานจนเกิดความร้อนสูงกว่าบรรยากาศโดยรอบ กล้ามเนื้อทำงานและเกิดความร้อนมหาศาล ระบบหมุนเวียนโลหิตจะพาเอาความร้อนออกมาจากกล้ามเนื้อ จนอุณหภูมิของเลือดในร่างกายสูงขึ้น หลอดเลือดจะขยายตัวและขยายพื้นที่ผิวในการระบายความร้อนออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใกล้ผิวหนัง ทว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออากาศรอบๆตัวเย็นกว่าอุณหภูมิร่างกาย หากอากาศรอบๆร้อนกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะใช้ระบบการระบายความร้อนแบบที่สอง ซึ่งก็คือระบบการระบายความร้อนออกมาทางเหงื่ออย่างที่ได้อธิบายไปแล้ว นอกจากน้ำและแร่ธาตุที่ออกมาจากผิวหนัง เหงื่อจะเป็นตัวพาความร้อนออกมาจากร่างกาย เมื่อระเหยออกไปก็เท่ากับลำเลียงความร้อนออกไปด้วย ยิ่งมีลมพัดก็จะยิ่งช่วยระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกันเมื่ออากาศมีความชื้นมากๆ หรือสภาพอากาศอบอ้าว เหงื่อจะระเหยได้ช้าลลงและแปลว่าความร้อนถูกระบายออกไปช้าลงอีกด้วย
เมื่ออากาศร้อนขึ้น เมื่อเราออกแรงมากขึ้น ร่างกายก็ยิ่งร้อนขึ้น เมื่อร่างกายร้อนขึ้นก็ต้องระบายความร้อนออกมาทางเหงื่อ เมื่อเสียเหงื่อก็เท่ากับการเสียของเหลวในร่างกาย และเมื่อร่างกายสูญเสียของเหลวไปเพียง 2% ของน้ำหนักตัวก็จะเข้าสู่สภาวะดีไฮเดรชั่นหรือขาดน้ำ และส่งผลให้สมรรถนะของร่ายกายลดลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นเคล็ดลับและข้อควรกระทำเมื่อต้องขี่จักรยานในวันที่อากาศร้อนได้แก่
-ดื่มน้ำ
การดื่มน้ำไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิโดยตรงและช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและสามารถรักษาอุณหภูมิเอาไว้ได้ หากร่างกายไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ได้ จนร้อนเกินไปจะเกิดสภาวะ"ฮีทสโตรค" ซึ่งสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ต้องดื่มมากแค่ไหน?? ...เป็นคำถามที่หลายๆคนสงสัยทว่าคงไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ขึ้นอยู๋กับร่างกายของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลัง ทว่าสิ่งที่สามารถระบุได้คือ ต้องดื่มน้ำอย่างต่อเนื่องครั้งละนิด อย่ารอจนร่างกายรู้สึกกระหายน้ำแล้วจึงดื่ม เพราะเมื่อร่างกายกระหายน้ำแปลว่าร่างกายต้องการน้ำแล้ว และร่างกายเรามักจะตอบสนองส่งข้อมูลนี้มาช้ากว่าที่ร่างกายต้องการจริงๆอยู่สักพักหนึ่ง แปลว่าหากท่านรู้สึกกระหายน้ำเมื่อไหร่ก็เท่ากับร่างกายของท่านได้ขาดน้ำไปแล้วสักพักก่อนหน้านั้น ยิ่งท่านปั่นหนักมากๆ ร่างกายอาจเสียน้ำไปแล้ว 1-2% ของน้ำหนักตัวก่อนที่จะรู้สึกกระหายน้ำเสียอีก
แต่การดื่มน้ำมากเกินไปอาจก่อให้เกิดสภาวะมีของเหลวมากเกินไปส่งผลกับสมดุลย์ของแร่ธาติในร่างกายขณะออกกำลังกาย ซึ่งส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกัน แม้ว่าอาการนี้จะพบได้ยากมากในการปั่นจักรยานในประเทศเขตุร้อนอย่างบ้านเรา พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมากๆในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเมื่อท่านเหนื่อยมากๆ กระหายมากๆ แล้วยกน้ำขวดลิตรอัดเข้าไปทีเดียวหมดขวด นอกจากจะจุกยังเป็นการเสี่ยงต่ออาการนี้ พอจะสรุปได้ง่ายๆว่า หากดื่มน้ำ 700-1000 มิลลิลิตรได้ทีละนิดๆในเวลา 1 ชม. ก็ถือว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน
ลองหารน้ำ 700 มล. ด้วยปริมาณน้ำต่ออึกที่ดื่มก็จะพบว่า ทุกๆ 10 นาทีให้ดื่มน้ำหนึ่งอึกใหญ่ๆ หรือดื่มอึกเล็กๆ(จิบ)ทุกๆ 5-7 นาที เมื่อครบ 1 ชม. ก็จะได้น้ำครบปริมาณที่ต้องการได้อย่างไม่ยาก
-แต่งตัวให้เหมาะ
จริงๆแล้วการแก้ผ้าจนหมดทำให้ร่างกายเผิดเผยและแลกเปลี่ยนอุณหภูมิได้ดีที่สุด ระบายเหงื่อได้จากทุกอณูของผิวหนัง แต่นอกจากเหตุผลความอุจาดตาของเพื่อนนักปั่นยังมีปัญหาเรื่องการโดนแดดเผา เพราะอากาศที่ร้อนมากๆก็มาพร้อมกับแสงแดดแรงกล้าด้วย พยายามเลือกชุดปั่นจักรยานที่ปกปิดร่างกาย ป้องกันแสงแดดได้ดี แต่ระบายอากาศได้เยี่ยมด้วย เช่นเสื้อปั่นจักรานที่มีเนื้อผ้าบาง เบา ลมผ่านเข้าได้่ง่าย หรือแม้แต่เสื้อซับด้านในที่ออกแบบมาสำหรับอากาศร้อนก็จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้เร็วขึ้นแม้ว่าจะใส่เสื้ออยู่ถึง 2 ฃั้น โดยเฉพาะเมื่อขี่ช้าลง หรือปั่นขึ้นเขาที่กระแสลมผ่านจะผ่านไปช้าๆเบาๆ ส่งผลให้เหงื่อระเหยออกไปช้าลง ควรเลือกเสื้อจักรยานที่สามารถรูดซิปลงมาได้กว้าง เพิ่มพื้นผิวสัมผัสอากาศมากขึ้น สำหรับนักปั่นหญิงแนะนำให้เลือกเสื้อชั้นในแบบกีฬาที่มีลักษณะคล้ายเสื้อสายเดี่ยวปิดมิดชิด แทนที่จะเป็นชั้นในลูกไม้สวยดันทรงอกบึ้ม เพราะเมื่ออากาศร้อนมากๆสามารถรูดซิปลงมาได้โดยที่ไม่ไปรบกวนสมาธิของนักปั่นชายที่อยู่ใกล้ๆ
ความฟิตของเสื้อปั่นจักรยานก็ส่งผลกับการระบายอากาศเช่นกัน เสื้อปั่นที่แนบเนื้อพอดีตัว จะช่วยให้เหงื่อถูกซึมซับมาอยู่บนเนื้อผ้าและถูกระบายออกไปได้เร็วกว่าเสื้อปั่นหลวมๆที่ระหว่างผิวหนังกับเนื้อผ้าจะมีช่องว่างอับลม และช่องว่างนั้นจะกลายเป็นชั้นฉนวนเก็บความร้อนแทน ทว่าเนื้อผ้าก็มีส่วนสำคัญกับทั้งเสื้อแนบเนื้อหรือแบบหลวมสบายเช่นกัน ผ้าบางชนิดแม้จะพอดีตัวแต่ด้วยคุณลักษณะที่ระบายความชื้นได้ช้า ก็ขะกลายเป็นตัวเก็บความร้อนเอาไว้แทนที่จะช่วยระบายออกไป
-ราดน้ำ
นึกถึงรถยนต์ที่เครื่องย้นต์ต้องระบายความร้อนด้วยระบบของเหลวช่วยนอกเหนือจากอากาศที่ไหลผ่าน ร่างกายของเราก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่อากาศอาจร้อนได้ถึง 42 องศา แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างกายจะระบายความร้อนได้ทันเพียงด้วยเหงื่อและลมที่ผ่านตัวไป น้ำจากกระบอกน้ำหรือขวดน้ำที่ราดอยู่บนตัวจนชุ่มช่วยลดอุณหภูมิแทนเหงื่อและลดอัตราการเสียน้ำได้มาก อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการราดคือน้ำเย็นนิดหน่อย (25-30 องศา) อย่าใช้น้ำเย็นเจี๊ยบน้ำแข็งเกาะมาราดตัว เพราะอาจช็อคจากสภาพการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลันได้อีกเช่นกัน ในการแข่งขันจักรยานอาชีพบางรายการที่ต้องแข่งในพื้นที่อากาศร้อนมากๆเช่น Vuelta A'Espana บนภูเขาสูงที่ร้อนอบอ้าว นักปั่นจะตัวเปียกตลอดเวลา เหมือนกับปั่นไปอาบน้ำไป เพื่อให้ร่างกายเย็นและทำงานได้ดีที่สุด
ลองคำนวนดูทั้งน้ำที่ต้องดื่ม และน้ำที่ต้องราดตัว แปลว่าในฤดูร้อนที่อากาศร้อนมากๆ นักปั่นทุกคนต้องการน้ำมากกว่า 1 ขวด การพยายาม"ฝืนทน"ปั่นโดยที่ใช้ความอึดเป็นปัจจัยไม่ใช่การออกกำลังกายที่ดี แต่เป็นการทรมานร่างกาย จากที่หวังจะได้สุขภาพอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามแทน ดังนั้นอย่าลังเลที่จะติดกระบอกน้ำ 2 กระบอก และเลือกใช้กระบอกขนาดใหญ่สำหรับวันที่ต้องเดินทางระยะไกลๆภายใต้อากาศร้อน หรือวางแผนเส้นทางให้ผ่านร้านค้าที่สามารถเติมน้ำได้เป็นระยะๆ บางครั้งการ"มีเหลือดีกว่าขาด" ก็เป็นการวางแผนที่ดี ลองเสียบขวดน้ำสำรองเอาไว้ในกระเป๋าหลังก็ช่วยได้ไม่ยาก
-เกลือแร่
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อร่างกายชาดเกลือแร่และแร่ธาติที่สมดุลย์ การทำงานของระบบพลังงานก็จะทำได้ไม่เต็มที่จนถึงขั้นล้มเหลว และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดตะคริว ดังนั้นเลือกเรื่องดื่มเกลือแร่ที่ชดเชยการเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา โดยจิบทีละนิด ในปริมาณเจือจาง ช่วยชดเชยเกลือแร่ที่ร่างกายเสียออกไปได้มาก ซึ่งในเหงื่อของเราประกอบด้วยแร่ธาติต่างๆมากมาย การค่อยๆจิบเกลือแร่ไปเรื่อยๆควบคู่กับน้ำดื่ม ได้ผลดีกว่าการดื่มรวดเดียวหนึ่งขวดหลังการปั่นจักรยานมากๆ อย่างไรก็ดี พบว่าหากการปั่นจักรยานไม่ยาวกว่า 1 ชม. ร่างกายจะไม่เสียแร่ธาติมากจนต้องเติมกลับเข้าไปด้วยเครื่องดื่ม แต่สามารถใช้อาหาร ผัก ผลไม้ แทนได้ แม้จะย่อยช้ากว่าแต่ดีต่อสุขภาพมากกว่า หากการปั่นยาวนานต่อเนื่องกว่า 1 ชม. อาจชดเชยเกลือแร่ยี่ห้อยอดนิยมโดยทั่วไปครึ่งขวดต่อระยะเวลา 1 ชม. ...มาถึงจุดนี้ก็จะพบว่านอกจากน้ำดื่ม น้ำราดตัว ยังต้องเตรียมเกลือแร่ติดรถไปอีก นักแข่งจึงนิยมที่จะพกน้ำสองกระบอก กระบอกหนึ่งเป็นเกลือแร่ผสมพลังงาน อีกกระบอกเป็นน้ำดื่มธรรมดา และคอยเติมน้ำดื่มเรื่อยๆ เพราะสามารถหาน้ำดื่มได้งา่ยกว่า สำหรับนักปั่นที่ไม่ได้เน้นการแข่งขัน ทางออกที่ดีที่สุดคือการวางแผนเส้นทางและจุดพักให้เหมาะสมกับระยะเวลาในการปั่น สามารถหยุดเติมเสบียงได้เรื่อยๆ
อุณหภูมิสูงยังส่งผลเชื่อมโยงกับระดับชีพจรที่สูงมากกว่าปกติ กล่าวคือถึงแม้จะออกแรงในระดับเดียวกัน แต่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว จะมีชีพจรสูงกว่าเมื่ออากาศเย็นสบาย หรือแปลง่ายๆว่า อากาศยิ่งร้อน เรายิ่งรู้สึกเหนื่อยได้ง่ายกว่าอากาศเย็น ...และส่งผลกับความหนักที่เราสามารถออกแรงได้ ดังนั้นภายใต้อากาศที่ร้อนมากๆ นักปั่นที่"ใจสู้"เกินขีดจำกัดเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือแม้แต่หัวใจวายเฉียบพลันได้ง่ายกว่า หากยึดแต่ความเร็วหรือแรงที่ออกแต่เพียงอย่างเดียว ละเลยการฟังร่างกายตนเอง
ร่างกายคนเราจะพยายามทำทุกทางเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิที่คงที่เอาไว้ให้ได้ ซึ่งในกระบวนการต่างๆอาศัยพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงระบบทั้งสิ้น และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมอากาศที่ร้อนขึ้นมากๆทำให้เรารู้สึก"หมด"เร็วกว่าปกติ ลองคิดง่ายๆดังนี้นะครับ ...จักรยานที่เราปั่นส่งแรงถีบไปเป็นการเคลื่อนที่ได้มากมาย มีเพียง 1% ที่สูญเสียไปจากระบบ แต่่ร่างกายเราออกแรงปั่นจักรยานไปข้างหน้าแต่เราต้องสูญเสียพลังงาน 75% ไปเพื่อรักษาระบบต่างๆให้ทำงานอย่างมีประสิทธภาพในวันที่อากาศร้อนมากๆ ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งร้อนขึ้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่
เมื่อร่างกายของเราทำงานอย่างหนักบนจักรยานจนเกิดความร้อนสูงกว่าบรรยากาศโดยรอบ กล้ามเนื้อทำงานและเกิดความร้อนมหาศาล ระบบหมุนเวียนโลหิตจะพาเอาความร้อนออกมาจากกล้ามเนื้อ จนอุณหภูมิของเลือดในร่างกายสูงขึ้น หลอดเลือดจะขยายตัวและขยายพื้นที่ผิวในการระบายความร้อนออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใกล้ผิวหนัง ทว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออากาศรอบๆตัวเย็นกว่าอุณหภูมิร่างกาย หากอากาศรอบๆร้อนกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะใช้ระบบการระบายความร้อนแบบที่สอง ซึ่งก็คือระบบการระบายความร้อนออกมาทางเหงื่ออย่างที่ได้อธิบายไปแล้ว นอกจากน้ำและแร่ธาตุที่ออกมาจากผิวหนัง เหงื่อจะเป็นตัวพาความร้อนออกมาจากร่างกาย เมื่อระเหยออกไปก็เท่ากับลำเลียงความร้อนออกไปด้วย ยิ่งมีลมพัดก็จะยิ่งช่วยระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกันเมื่ออากาศมีความชื้นมากๆ หรือสภาพอากาศอบอ้าว เหงื่อจะระเหยได้ช้าลลงและแปลว่าความร้อนถูกระบายออกไปช้าลงอีกด้วย
เมื่ออากาศร้อนขึ้น เมื่อเราออกแรงมากขึ้น ร่างกายก็ยิ่งร้อนขึ้น เมื่อร่างกายร้อนขึ้นก็ต้องระบายความร้อนออกมาทางเหงื่อ เมื่อเสียเหงื่อก็เท่ากับการเสียของเหลวในร่างกาย และเมื่อร่างกายสูญเสียของเหลวไปเพียง 2% ของน้ำหนักตัวก็จะเข้าสู่สภาวะดีไฮเดรชั่นหรือขาดน้ำ และส่งผลให้สมรรถนะของร่ายกายลดลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นเคล็ดลับและข้อควรกระทำเมื่อต้องขี่จักรยานในวันที่อากาศร้อนได้แก่
-ดื่มน้ำ
การดื่มน้ำไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิโดยตรงและช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและสามารถรักษาอุณหภูมิเอาไว้ได้ หากร่างกายไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ได้ จนร้อนเกินไปจะเกิดสภาวะ"ฮีทสโตรค" ซึ่งสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ต้องดื่มมากแค่ไหน?? ...เป็นคำถามที่หลายๆคนสงสัยทว่าคงไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ขึ้นอยู๋กับร่างกายของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลัง ทว่าสิ่งที่สามารถระบุได้คือ ต้องดื่มน้ำอย่างต่อเนื่องครั้งละนิด อย่ารอจนร่างกายรู้สึกกระหายน้ำแล้วจึงดื่ม เพราะเมื่อร่างกายกระหายน้ำแปลว่าร่างกายต้องการน้ำแล้ว และร่างกายเรามักจะตอบสนองส่งข้อมูลนี้มาช้ากว่าที่ร่างกายต้องการจริงๆอยู่สักพักหนึ่ง แปลว่าหากท่านรู้สึกกระหายน้ำเมื่อไหร่ก็เท่ากับร่างกายของท่านได้ขาดน้ำไปแล้วสักพักก่อนหน้านั้น ยิ่งท่านปั่นหนักมากๆ ร่างกายอาจเสียน้ำไปแล้ว 1-2% ของน้ำหนักตัวก่อนที่จะรู้สึกกระหายน้ำเสียอีก
แต่การดื่มน้ำมากเกินไปอาจก่อให้เกิดสภาวะมีของเหลวมากเกินไปส่งผลกับสมดุลย์ของแร่ธาติในร่างกายขณะออกกำลังกาย ซึ่งส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกัน แม้ว่าอาการนี้จะพบได้ยากมากในการปั่นจักรยานในประเทศเขตุร้อนอย่างบ้านเรา พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมากๆในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเมื่อท่านเหนื่อยมากๆ กระหายมากๆ แล้วยกน้ำขวดลิตรอัดเข้าไปทีเดียวหมดขวด นอกจากจะจุกยังเป็นการเสี่ยงต่ออาการนี้ พอจะสรุปได้ง่ายๆว่า หากดื่มน้ำ 700-1000 มิลลิลิตรได้ทีละนิดๆในเวลา 1 ชม. ก็ถือว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน
ลองหารน้ำ 700 มล. ด้วยปริมาณน้ำต่ออึกที่ดื่มก็จะพบว่า ทุกๆ 10 นาทีให้ดื่มน้ำหนึ่งอึกใหญ่ๆ หรือดื่มอึกเล็กๆ(จิบ)ทุกๆ 5-7 นาที เมื่อครบ 1 ชม. ก็จะได้น้ำครบปริมาณที่ต้องการได้อย่างไม่ยาก
-แต่งตัวให้เหมาะ
จริงๆแล้วการแก้ผ้าจนหมดทำให้ร่างกายเผิดเผยและแลกเปลี่ยนอุณหภูมิได้ดีที่สุด ระบายเหงื่อได้จากทุกอณูของผิวหนัง แต่นอกจากเหตุผลความอุจาดตาของเพื่อนนักปั่นยังมีปัญหาเรื่องการโดนแดดเผา เพราะอากาศที่ร้อนมากๆก็มาพร้อมกับแสงแดดแรงกล้าด้วย พยายามเลือกชุดปั่นจักรยานที่ปกปิดร่างกาย ป้องกันแสงแดดได้ดี แต่ระบายอากาศได้เยี่ยมด้วย เช่นเสื้อปั่นจักรานที่มีเนื้อผ้าบาง เบา ลมผ่านเข้าได้่ง่าย หรือแม้แต่เสื้อซับด้านในที่ออกแบบมาสำหรับอากาศร้อนก็จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้เร็วขึ้นแม้ว่าจะใส่เสื้ออยู่ถึง 2 ฃั้น โดยเฉพาะเมื่อขี่ช้าลง หรือปั่นขึ้นเขาที่กระแสลมผ่านจะผ่านไปช้าๆเบาๆ ส่งผลให้เหงื่อระเหยออกไปช้าลง ควรเลือกเสื้อจักรยานที่สามารถรูดซิปลงมาได้กว้าง เพิ่มพื้นผิวสัมผัสอากาศมากขึ้น สำหรับนักปั่นหญิงแนะนำให้เลือกเสื้อชั้นในแบบกีฬาที่มีลักษณะคล้ายเสื้อสายเดี่ยวปิดมิดชิด แทนที่จะเป็นชั้นในลูกไม้สวยดันทรงอกบึ้ม เพราะเมื่ออากาศร้อนมากๆสามารถรูดซิปลงมาได้โดยที่ไม่ไปรบกวนสมาธิของนักปั่นชายที่อยู่ใกล้ๆ
ความฟิตของเสื้อปั่นจักรยานก็ส่งผลกับการระบายอากาศเช่นกัน เสื้อปั่นที่แนบเนื้อพอดีตัว จะช่วยให้เหงื่อถูกซึมซับมาอยู่บนเนื้อผ้าและถูกระบายออกไปได้เร็วกว่าเสื้อปั่นหลวมๆที่ระหว่างผิวหนังกับเนื้อผ้าจะมีช่องว่างอับลม และช่องว่างนั้นจะกลายเป็นชั้นฉนวนเก็บความร้อนแทน ทว่าเนื้อผ้าก็มีส่วนสำคัญกับทั้งเสื้อแนบเนื้อหรือแบบหลวมสบายเช่นกัน ผ้าบางชนิดแม้จะพอดีตัวแต่ด้วยคุณลักษณะที่ระบายความชื้นได้ช้า ก็ขะกลายเป็นตัวเก็บความร้อนเอาไว้แทนที่จะช่วยระบายออกไป
-ราดน้ำ
นึกถึงรถยนต์ที่เครื่องย้นต์ต้องระบายความร้อนด้วยระบบของเหลวช่วยนอกเหนือจากอากาศที่ไหลผ่าน ร่างกายของเราก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่อากาศอาจร้อนได้ถึง 42 องศา แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างกายจะระบายความร้อนได้ทันเพียงด้วยเหงื่อและลมที่ผ่านตัวไป น้ำจากกระบอกน้ำหรือขวดน้ำที่ราดอยู่บนตัวจนชุ่มช่วยลดอุณหภูมิแทนเหงื่อและลดอัตราการเสียน้ำได้มาก อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการราดคือน้ำเย็นนิดหน่อย (25-30 องศา) อย่าใช้น้ำเย็นเจี๊ยบน้ำแข็งเกาะมาราดตัว เพราะอาจช็อคจากสภาพการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลันได้อีกเช่นกัน ในการแข่งขันจักรยานอาชีพบางรายการที่ต้องแข่งในพื้นที่อากาศร้อนมากๆเช่น Vuelta A'Espana บนภูเขาสูงที่ร้อนอบอ้าว นักปั่นจะตัวเปียกตลอดเวลา เหมือนกับปั่นไปอาบน้ำไป เพื่อให้ร่างกายเย็นและทำงานได้ดีที่สุด
ลองคำนวนดูทั้งน้ำที่ต้องดื่ม และน้ำที่ต้องราดตัว แปลว่าในฤดูร้อนที่อากาศร้อนมากๆ นักปั่นทุกคนต้องการน้ำมากกว่า 1 ขวด การพยายาม"ฝืนทน"ปั่นโดยที่ใช้ความอึดเป็นปัจจัยไม่ใช่การออกกำลังกายที่ดี แต่เป็นการทรมานร่างกาย จากที่หวังจะได้สุขภาพอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามแทน ดังนั้นอย่าลังเลที่จะติดกระบอกน้ำ 2 กระบอก และเลือกใช้กระบอกขนาดใหญ่สำหรับวันที่ต้องเดินทางระยะไกลๆภายใต้อากาศร้อน หรือวางแผนเส้นทางให้ผ่านร้านค้าที่สามารถเติมน้ำได้เป็นระยะๆ บางครั้งการ"มีเหลือดีกว่าขาด" ก็เป็นการวางแผนที่ดี ลองเสียบขวดน้ำสำรองเอาไว้ในกระเป๋าหลังก็ช่วยได้ไม่ยาก
-เกลือแร่
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อร่างกายชาดเกลือแร่และแร่ธาติที่สมดุลย์ การทำงานของระบบพลังงานก็จะทำได้ไม่เต็มที่จนถึงขั้นล้มเหลว และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดตะคริว ดังนั้นเลือกเรื่องดื่มเกลือแร่ที่ชดเชยการเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา โดยจิบทีละนิด ในปริมาณเจือจาง ช่วยชดเชยเกลือแร่ที่ร่างกายเสียออกไปได้มาก ซึ่งในเหงื่อของเราประกอบด้วยแร่ธาติต่างๆมากมาย การค่อยๆจิบเกลือแร่ไปเรื่อยๆควบคู่กับน้ำดื่ม ได้ผลดีกว่าการดื่มรวดเดียวหนึ่งขวดหลังการปั่นจักรยานมากๆ อย่างไรก็ดี พบว่าหากการปั่นจักรยานไม่ยาวกว่า 1 ชม. ร่างกายจะไม่เสียแร่ธาติมากจนต้องเติมกลับเข้าไปด้วยเครื่องดื่ม แต่สามารถใช้อาหาร ผัก ผลไม้ แทนได้ แม้จะย่อยช้ากว่าแต่ดีต่อสุขภาพมากกว่า หากการปั่นยาวนานต่อเนื่องกว่า 1 ชม. อาจชดเชยเกลือแร่ยี่ห้อยอดนิยมโดยทั่วไปครึ่งขวดต่อระยะเวลา 1 ชม. ...มาถึงจุดนี้ก็จะพบว่านอกจากน้ำดื่ม น้ำราดตัว ยังต้องเตรียมเกลือแร่ติดรถไปอีก นักแข่งจึงนิยมที่จะพกน้ำสองกระบอก กระบอกหนึ่งเป็นเกลือแร่ผสมพลังงาน อีกกระบอกเป็นน้ำดื่มธรรมดา และคอยเติมน้ำดื่มเรื่อยๆ เพราะสามารถหาน้ำดื่มได้งา่ยกว่า สำหรับนักปั่นที่ไม่ได้เน้นการแข่งขัน ทางออกที่ดีที่สุดคือการวางแผนเส้นทางและจุดพักให้เหมาะสมกับระยะเวลาในการปั่น สามารถหยุดเติมเสบียงได้เรื่อยๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





