วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

5 ข้อควรรู้นักปั่นสาว

จักรยานไม่ใช่กีฬาที่ยากเย็นจนเกินไป และไม่มีอุปสรรคไหนที่สาวๆนักปั่นจะหลีกเลี่ยงกีฬาชนิดนี้ แถมยังส่งผลดีอีกหลายๆด้านที่เป็นเสน่ห์น่าหลงใหลสำหรับสาวๆนักปั่น ทุกวันนี้มีสาวๆ ทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ หันมาปั่นจักรยานเป็นกีฬาและออกกำลังกายกันมากมาย Velopedia ขอเอาใจสาวๆบ้าง นำเสนอ 5 ข้อควรรู้สำหรับนักปั่นสาวๆกันบ้าง


1.กางเกงจักรยานดีๆ ไม่มีชั้นใน
อย่าตกใจกับข้อเท็จจริงข้อนี้.. กางเกงจักรยานมีเป้าบุรองรับเพื่อความสบายในการปั่นจักรยาน และเจ้าเป้านี้ออกแบบมาให้รองรับสัมผัสกับผิวหนังคนเราโดยตรง ไม่ได้ออกแบบมาให้อยู่กับกางเกงชั้นใน ดังนั้นหากได้กางเกงจักรยานดีๆมาสักตัวแล้ว ทุกครั้งที่ปั่นจักรยาน ลองบอกลากางเกงในไม่ว่าจะเป็นลายลูกไม้หรือจีสตริง หรือแม้กระทั่งกางเกงชั้นในแบบกีฬา เพราะกางเกงในตัวน้อยจะกลายเป็นสิ่งระคายเคืองการขยับร่างกายไปแทน ใน 1 นาทีขาของนักปั่นขยับสองข้างรวมๆกันเกือบ 200 ครั้ง นั่นแปลว่าไม่ว่าจะเป็นตะเข็นหรือขอบกางเกงชั้นในจะเบียดเสียด เสียสี กับผิวหนังอ่อนนุ่ม บอบบางเป็นพันๆครั้งกว่าจะปั่นครบ 1 ชม. แรกๆอาจรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่ต้องรู้สึก"เบาหวิว" แต่ความสบายตัวจะเป็นสิ่งพิสูจน์เองนะ ว่ามันดีอย่างนี้ นี่เอง
อย่าลืมหาโอกาสเลือกกางเกงจักรยานสำหรับผู้หญิงดีๆสักตัว ขนาดและรายละเอียดของตัวบุที่เป้าจะไม่เหมือนกับของผู้ชาย รองรับกับส่วนซ่อนเร้นของผู้หญิงได้พอดีกว่า มีพื้นที่บุดที่ก้นกว้างรองรับกับขนาดของอุ้งเชิงกรานที่กว้างกว่าผู้ชาย ทว่าหายากและราคาสูงสักหน่อย ทางที่ดีมองหากางเกงจักรยานที่ใส่แล้ว"พอดี" กระชับกับสรีระทั้งภายนอกและภายในจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

2.หาเบาะสำหรับผู้หญิง
เบาะหรืออานจักรยานเป็นส่วนที่สัมผัสกับร่างกายตรงๆและส่งผลกับความสบายในการปั่นมากที่สุด เบาะที่ไม่พอดีอาจทำให้วันสบายๆบนสองล้อกลายเป็นนรกที่ไม่อยากแม้แต่จะเอาก้นลงไปแตะมันก็ได้ สรีระของผู้หญิงแตกต่างจากผู้ชาย มีอุ้งเชิงกรานที่กว้างกว่า ซึ่งส่งผลให้ส่วนรองรับกว้างกว่าผู้ชาย การเลือกเบาะที่ดีที่สุดคือเบาะที่มี sit zone รองรับพอดีกับกระดูกเชิงกราน เบาะหลายๆยี่ห้อจะมีขนาดของเบาะให้เลือกความกว้างได้ ทางที่ดีควรมองหาเบาะที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสรีระของสาวๆ แต่หากไม่สามารถหาได้ ลองมองหาเบาะที่มี sit zone กว้างๆ แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยยว่าพอดีกับการขยับขาด้วยหรือไม่
หากคุณเป็นสาวๆหน้าใหม่ที่เพิ่งมาปั่นจักรยาน อย่าเพิ่งท้อเพียงเพราะว่าอาการเจ็บก้นแล้วปั่นไม่สนุก นักปั่นเกือบทุกคนต้องค้นมองหาเบาะคู่ก้นขนกว่าจะเจอใช้เวลากันพอสมควร เพราะก้นใครก็ก้นมัน ก้นเธออาจจะสบายสำหรับยี่ห้อนี้ แ่ใช่ว่าทุกคนจะสบายเหมือนกันหมด ค่อยๆมองหาเบาะที่เหมาะสมกับสาวๆแต่ละคน ราคาไม่ใช่ปัจจัยแต่อย่างใด

3.จักรยานสำหรับผู้หญิง
ร่างกายของผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายที่หดขนาดลงมา มีสัดส่วนความยาวที่แตกต่างกันระหว่างขา แขน และลำตัว ที่สำคัญ อุ้งเชิงกรานและสะโพกผายสวยงามของสาวๆทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายอยู่ต่ำกว่าผู้ชายที่มีจุดศูนย์ถ่วงอยู่เยื้องไปด้านบนของร่างกาย ดังนั้นหากสาวๆขึ้นไปขี่จักรยานที่ปรับมารองรับร่างกายของผู้ชาย แม้จะได้ระยะขนาดพอดีแต่ต้องเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บที่ไหล่และต้คอ ลองมองหาจักรยานที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงดู หรือเลือกใช้บริการฟิตติ้งมืออาชีพที่ปรับให้ระยะต่างๆลงตัวกับผู้หญิงมากที่สุด
อย่าเซ็ทรถด้วยองศาและระยะเดียวกับผู้ชายเด็ดขาด เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อผู้หญิงก็น้อยกว่าผู้ชายอยู่แล้ว หากเกิดอาการบาดเจ็บจากการเซ็ทขนาดและระยะที่ไม่เหมาะสม จะบาดเจ็บมากกว่าหนุ่มๆ และส่งผลเร็วกว่ามาก

4.รองเท้าและบันไดจักรยาน
สาวๆต่างมารองเท้าหลายคู่เป็นปกติสำหรับโอกาสต่างๆกัน ลองเพิ่มรองเท้าจักรยานดีๆอีกสักคู่ในคอเล็คชั่นรองเท้า หรือจะเลือกหลายๆคู่สำหรับสลับกันใส่ให้เข้าชุดกันก็ไม่เลวนัก รองเท้าจักรยานออกแบบมาให้มีพื้นรองเท้าที่แข็งและส่งกำลังได้ดีกว่ารองเท้าผ้าใบธรรมดา โดยเฉพาะรองเท้าวิ่งหรือรองเท้ากีฬาเอนกประสงค์ที่ออกแบบมาให้รองรับแรงกระแทก และพื้นรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกนั้นเองที่ซึมซับเอาแรงถีบที่เราอุตส่าห์ใส่ลงไปที่บันไดหายไปกับความนุ่ม แถมด้วยอาจส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บที่สะโพกและข้อเท้าจากความไม่มั่นคงของพื้นที่ปั่นอีกด้วย ลองมองหารองเท้าเสือหมอบ หรือเสือภูเขาก็ได้ การปั่นจักรยานจะสนุกขึ้นอีกมาก
และอย่าลืมหาบันไดจักรยานดีๆสักคุ๋ ไม่ว่าจะเป็นแบบคลิปสายรัด(ตะกร้อ) หรือแบบคลิปเลส(บันไดคลีท) นอกจากเท้าจะขยับไปพร้อมๆกับบันไดได้ไม่ต้องกลัวบันไดตีขาจนเจ็บแล้ว ยังช่วยให้ออกแรงควงบันไดได้ดีขึ้น และกระชับกล้ามเนื้อขาให้ได้ท่อนขาเรียวงามกลมกลึงรอบด้าน แทนที่จะน่องโป่งเป็นสามล้อถีบอย่างเดียว

5.อย่าลืมหัดซ่อมแซมง่ายๆเอง
แม้ว่างานช่าง งานสกปรกดูช่างไม่เข้ากับสาวๆเอาเสียเลย แต่การปั่นจักรยาน นักปั่นไม่ว่าหนุ่มหรือสาว ควรเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเองให้ได้ เช่นการถอด/ใส่ล้อ การปะยางในกรณียางรั่ว การแก้ปัญหาโซ่หลุด โซ่ตก ...แม้ว่ายิ้มหวานๆข้างทางจะเรียกเทพบุตรควบสองล้อมาจอดช่วยเหลือสาวๆได้ไม่ยาก แต่ไม่มีอะไรจะการันตีได้ว่าวันไหนที่ถนนว่างโล่ง สาวๆต้องยืนยิ้มจนเหงือกแห้งรอหนุ่มนักปั่นสักคนผ่านมาถึงครึ่งวันหรือไม่ เพื่อความปลอดภัย ลองปรึกษาหนุ่มนักปั่นใกล้ตัว หรือร้านจักรยานที่สนิทสนมให้สอนการดูแลและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆเล็กๆน้อยๆเอง หมั่นลองทำบ่อยๆไม่กี่ครั้งก็จะชินกับงานช่างมือเลอะได้เอง
วิธีแก้ปัญหาเรื่องมือเลอะง่ายๆก็คือ พกกระดาษทิชชู่เปียกติดกระเป๋าจักรยานไปสักแพ็ค นอกจากเช็ดมือได้แลเ้ว ยังช่วยให้การแวะทำธุระส่วนตัวสะอาดได้อนามัยมากขึ้นด้วย ...อย่าหวังว่าจะหาของแบบนี้ได้จากหนุ่มๆนักปั่นเลย พวกนั้นเช็ดกางเกงกับป้ายพื้นเอา
ขอให้สาวๆทุกคนปั่นจักรยานอย่างสนุกสนาน หุ่นสวย หุ่นดี มีสุขภาพ ได้พบเพื่อนๆและมิตรภาพอันสวยงามบนสองล้อ อย่าลืมชวนกันมาปั่นจักรยานมากๆ ลองมานัดกันปั่นจักรยานให้ได้เหงื่อสักนิด ก่อนจะไปช็ฮปปิ้งให้สบายใจ อย่างน้อยขนมที่กินเข้าไปเมื่อวานนี้ก็เผาผลาญไปได้ตอนที่เราปั่น

5 วิธีดื่มน้ำบนจักรยาน


มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆที่ง่ายแสนง่ายจนหลายๆคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเอามาทำเป็นบทความด้วยนะ แต่จากเรื่องราวบอกเล่าที่ได้รับมา จากข่าวสารของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และเรื่องเล่าจากหน้าโซเชียลไม่นานมานี้ เราจึงตัดสินใจหยิบเรื่องง่ายๆนี้แหละมาเล่าสู่กันฟัง มากลั่นกรองออกมาเป็น 5 ข้อหลักๆที่เชื่อว่าหลายๆคนอาจยังไม่ได้สังเกตุว่าการดื่มน้ำที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ระดับเสียหายหลายแสน ไปจนถึงเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ไม่ยากเลย
แต่ละคนอาจมีวิธีและกลเม็ดที่แตกต่างกันไป แต่ Velopedia เชื่อว่า 5 วิธีนี้จะครอบคลุมวิธีดื่มต่างๆที่พึงปฏิบัติ และแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย หลายๆคนคงไม่พบปัญหากับมัน แต่ก็อยากฝากให้แชร์ต่อกันไปครับ น่าจะมีเพื่อนนักปั่นที่ได้รับประโยชน์จากบทความนี้อยู่ หวังว่าบทความจะสามารถเจาะเข้าไปหาเพื่อนนักปั่นได้ทั่วถึง เพื่อความสุข สนุก และปลอดภัยของทุกท่านนะครับ



1.จุกมีไว้..ฉีด ไม่ได้เอาไว้ดูด
ข้อแรกนั้นอาจจะไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยมากนัก แต่เป็นสิ่งที่หลายๆท่านอาจไม่รู้ โดยเฉพาะเพื่อนนักปั่นที่มาจับจักรยานเป็นครั้งแรกๆ ขวดน้ำจจักรยานมีจุดที่แลดูคล้าย"ขวดนม" เอาเข้าปาก งับจุกให้เลื่อนออก แล้ว ดูดน้ำดื่มเข้าไป ....แต่จริงๆไม่ใช่นะครับ จุกนี้เอาไว้ปิดไม่ให้มีอะไรเข้าไปในขวดได้ และสามารถเปิดให้น้ำออกมาได้ง่ายๆโดยไม่ต้องบิดหรือดัน จุกไม่หลดกระเด็นไป และวิธีเอาน้ำออกจากขวดที่เหมาะที่สุดคือการ"บีบ"ขวดให้น้ำพุ่งออกมาทางจุกเข้าปากของท่าน เพราะหากท่านๆเราๆดูดน้ำ คงต้องแหงนหน้าตั้งขวดดูดกันเป็น baby นอนดูดขวดนมเวลาน้ำใกล้หมด แต่การบีบสามารถอัดน้ำออกมาได้โดยที่ไม่ต้องยกขวดตั้งมาก ที่สำคัญ...เชื่อว่าหลายๆท่านคงไม่ค่อยได้ล้างจุก... พยายามให้จุกโดนปากน้อยที่สุดเพื่อป้องกันการสะสม หมักหมดเชื้อโรคเลยนะครับ ถึงจะปากเราเองก็เถอะ

2.ปิดตาคลำ จับยัดใส่
จักรยานเป็นพาหนะ ที่เดินทางด้วยความเร็ว และอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ฟุต การละสายตาจากภาพเบื้องหน้าเพียงไม่กี่วินาที อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ หรือเรียกอีกอย่างว่าประมาทเมื่อไหร่ อันตรายก็ถามหา ใช่แล้วครับ...ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม พยายามอย่าละสายตาออกจากเบื้องหน้าของเราเลยจะดีที่สุด จะหยิบ จะจับขวด จะใส่กลับไปที่เดิม พยายามทำให้ได้โดยไม่ต้องก้มลงไปมอง ฟังดูแล้วอาจเป็นไปได้ยาก แต่ลองจินตนาการว่าเวลาที่ขับรถยนต์ เคยมีใครต้องก้มลงไปมองหาแป้นเบรคก่อนเหยียบเบรคหรือไม่? มีใคต้องมองหาคันเกียร์ก่อนเข้าเกียร์หรือไม่? ความเคยชินและความคล่องแคล่วคือสิ่งสำคัญ หมั่นฝึกฝนและทำความคุ้นเคยกับจักรยานที่ท่านขี่ ยั่งท่านขี่และฝช้เวลากับมันมากขึ้นก็ยิ่งสามารถหยิบฉวยจับอะไรๆได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องก้มไปมองให้เสี่ยงอันตราย

3.มือซ้าย มือขวา มือไหนดีนะ
เคยสังเกตุไหมครับว่าบางครั้งการละมือหนึ่งมาหยิบขวดน้ำเพื่อดื่ม เราเหลือมืออะไรเอาไว้และจะส่งผลอย่างไร ในสภาพปกติก็คงไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ลองนึกภาพว่าหากมือขวาของท่านกำลังถือขวดน้ำบีบเข้าปาก แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเบื้องหน้าจำเป็นต้องเบรคอย่างแรง มือที่กำเบรคคือ...มือซ้าย และเบรคที่ห้ามล้อได้แก่เบรค ...หน้า ถ้าความ "ซวย" มาพร้อมกัน ความเร็วและจังหวะเหมาะ ท่านอาจจะได้บินข้ามแฮนด์และเสียหลักล้มลงไม่ยากเลย เพราะเบรคหน้าหากกำแรงๆสามารถส่งกำลังเบรคล็อคได้ทันที ดังนั้นในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง ควรสามารถใช้มือซ้ายหยิบฉวยเพื่อปล่อยมือขวาเอาไว้ควบคุมรถจะดีกว่า แต่คนส่วนมากถนัดมือขวา จึงใช้มือขวาในการหยิบจับสิ่งของ อาจจะเป็นเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สถานการณ์บางอย่างเช่นลงเขายาวๆ ทางไม่คุ้นชินและกลุ่มแออัดหนาแน่น ...ลองทบทวนสักนิดเพื่อความปลอดภัย

4.อย่าแหงนหน้า เอียงตัวเชียว
เวลายกขวดน้ำขึ้นเพื่อดื่มน้ำ หลายๆท่านยกขวดขึ้นตรงๆเบื้องหน้าแล้วแหงนหน้าขึ้นด้านบนเพื่อบีบให้น้ำเข้าปาก และจังหวะนั้นเองที่ท่านอาจมองไม่เห็นภาพเบื้องหน้า หรือแม้แต่หลายๆท่านเสียจังหวะการทรงตัวเมื่อหยิบขวดน้ำแล้วดื่มน้ำ รถส่ายไปส่ายมาเพราะตัวเอียงไปด้านข้าง วิธีที่เหมาะคือการยกขวดน้ำขึ้นเฉียงไปด้านข้าง ยกขึ้นนิดหน่อย เอียงหน้าอ้าปาก แค่นี้น้ำก็เข้าปากได้โดยที่ไม่ต้องเอียงทั้งตัวและละสายตาจากภาพข้างหน้า อยากให้ทุกท่านลองคิดเอาไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำ กินอาหาร หยิบของ ใส่เสื้อ หากท่านรักจะปั่นจักรยานจริงจังแล้วล่ะก็ ต้องฝึกหัดทักษะที่จะใช้ชีวิตอยู๋บนจักรยานได้อย่างสบายๆ ไม่เกร็ง ไม่เสียการทรงตัว เพราะทุกขณะเวลาที่เราเดินทางไปบนจักรยานเราควรสามารถควบคุมทุกอย่างได้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราและเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วยกัน

5.บริหารน้ำทั้งสองขวด ให้ง่ายต่อการใช้
เป็นทริคเล็กๆที่หลายคนอาจไม่สังเกตุ เคยสังเกตุตัวเองไหมครับว่าท่านหยิบขวดน้ำทั้งสองขวดถนัดไม่เท่ากัน? ด้วยระยะเอื้อมและองศาที่ต่างกัน แต่ละคนจะถนัดขวดน้ำต่างกัน บางคนถนัดขวดที่ท่อนั่งมากกว่า บางคนถนัดขวดที่ท่อล่างมากกว่า ขวดที่ถนัดที่สามารถหยิบฉวยได้ง่ายและเร็วควรใช้เมื่อยามจำเป็นเช่นกรณีความเร็วสูง เส้นทางไม่คุ้นเคย คนหน้าแน่น ส่วนขวดที่ไม่ถนัดมากเท่า ใช้มันเวลาที่ถนนโล่ง ความเร็วไม่สูง และหากน้ำหมดขวดหนึ่งลองสลับขวดที่ยังไม่หมดมาไว้ในโครงกระติกที่เราถนัดสิครับ ชีวิตที่ง่ายดายจะอยู่คู่กับจักรยานไปตลอดกาล แปลง่ายๆก็คือถ้ามันยุ่งยากมากเราเลือกทำสิ่งที่ง่ายก่อน หากชีวิตไม่ได้ลำบากก็หยิบฉยอะไรที่ยากกว่าเก็บของง่ายๆเอาไว้ยามวุ่นวายดีกว่า สุดท้ายฝากว่าไม่ว่าจะแข่งขันหรือไม่แข่งขัน อยากให้ช่วงเวลาการดื่มน้ำผ่านไปโดยเร็วที่สุด แน่นอนครับในการแข่งขันการหยิบน้ำดื่ม ชักช้า อ้อยอิ่ง หรืองุ่มง่ามเก็บขวดน้ำไม่ลงรูสักที เป็นโอกาสช้ชะตาที่โดนคู่แข่งถือโอกาสหนีไปมาหลายกรณีแล้ว แต่สำหรับการขี่ปกติที่ไม่แข่งไม่ได้รีบร้อนแม้ว่าจะไม่ต้องมาเร่งรีบ แต่ช่วงเวลาที่ดื่มน้ำท่านเหลือมือคุมรถอยู่เพียงมือเดียว สมรรถนะในการควบคุมลดลงมาก โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้พยายาม"ฝึกฝน" การดื่มน้ำให้ถูกวิธีและปลอดภัยควบคู่กับการปั่นจักรยานให้ดีและแข็งแรง นอกจากจะดีต่อตัวท่านเอง ยังดีต่อเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วยกัน เพราะการพลาดเพียงเสี้ยววินาทีที่ขวดน้ำหลุดมือท่านลงไปบนพื้น อาจทำให้เพื่อนที่ตามหลังมาต้องสะดุดล้ม หรือหลบกันให้วุ่นวายจนอาจเกี่ยวกันเกิดอุบัติเหตุได้
เรื่องง่ายๆที่อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ ถึงเราจะไม่อยากเรียกมันว่า"ความประมาท" หรือ "เลินเล่อ" แต่คงต้องยอมรับว่าหากฝึกฝนจนมีทักษะที่ดี ความเสี่ยงก็จะลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

วัตต์ vs รอบขา vs หัวใจ


รอบขาและวัตต์สำพันธุ์กันอย่างไร?
คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะยังรุ็สึกว่าไม่เห็นน่าจะสำคัญ แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นถามว่า "รอบขากับแรงที่ออกสัมพันธ์กันอย่างไร" ดูจะฟังแล้วน่าสนใจชึ้นมาเยอะ เพราะถ้าพูดว่า "วัตต์" หลายๆคนมองว่ามันไกลตัวเกินไป แต่แท้ที่จริงแล้ววัตต์คือการนำเอากำลังที่เราออกแรงเคลื่นจักรยานด้วยความเร็วหนึ่งออกมาเป็นตัวเลขให้เราเห็นชัดเจน ดังนั้นค่าวัตต์ที่สัมพันธ์กับรอบขา ก็คือการที่เราออกแรงนั้นสัมพันธ์กันอย่างไรนั่นเอง
ลองมาทบทวนเนื้อหาวิชาฟิสิกส์มัธยมปลายกันคร่าวๆ นะครับ ปัจจัยที่ส่งผลกับกำลังในการออกแรงก็คือมวลของวัตถุและความเร็วที่เคลื่อนที่ ดังนั้นที่การเคลื่อนที่ของคนปั่นจักรยานและความเร็วหนึ่งๆนั้นจะใช้กำลัง*เท่าเดิม* เสมอ กฏพื้นฐานนี้คงเข้าใจไม่ยากครับ
ต่อมาลองดูให้ดีๆจะพบว่า การที่เราจะเคลื่อนที่ไป(ปั่นจักรยาน)ให้ได้ความเร็วหนึ่ง เราสามารถออกแรงได้หลากหลายแบบมาก เช่น เราจะปั่นความเร็ว 25 กม./ช. เราสามารถปั่นด้วยเกียร์เบาจานเล็กเฟืองใหญ่ซอยขาไป 110rpm หรือจะกดจานใหญ่เฟืองเล็กรอบต่ำที่ 60rpm ไปก็สามารถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเดียวกันได้ แล้วเราออกแรงเท่าเดิมหรือไม่?? นี่แหละครับคือประเด็นหลักของบทความนี้เลย ผมขอให้ทุกท่านหลับตานั่งนึกถึงการปั่นที่ยกตัวอย่างทั้งสองแบบ แล้วตอบคำถามในใจว่าคำตอบออกมาเป็นเช่นไร ...ออกแรงปั่นมากกว่าที่รอบขาต่ำ ....หรือออกแรงปั่นมากกว่าที่รอบขาสูง ...หรือออกแรงปั่นเท่ากัน ...?
คำตอบคือ ...ย้อนกลับไปกฏฟิสิกส์ครับ มวลเท่าเดิม ความเร็วเท่าเดิม ดังนั้นออกแรงกระทำ "เท่าเดิม" สรุปคือ เกียร์เบาซอยยิก เกียร์หนักกดหนึบ ถ้าได้ความเร็วเท่ากัน ในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน จะใช้แรงกดไม่ต่างกันเลย ออกแรงเท่ากันเป๊ะๆ นี่คือหัวใจของการออกแบบระบบเกียร์ให้เราได้เปรียบเชิงกลในการเคลื่อนที่ครับ
แล้วถ้าเราใช้เกียร์เดิมตลอด เช่นที่จานหน้า 53 เฟืองหลัง 20 ที่รอบขา 90 ได้ความเร็วหนึ่ง แล้วเราเพิ่มรอบขาไปเป็น 100 รอบต่อนาที ผลที่ได้คือ ...เราไปได้เร็วขึ้น และใช้กำลังมากขึ้นในการขับเคลื่อนฟ้องมาเป็นค่าวัตต์ที่เพิ่มขึ้น และในทางกลับกันที่เกียร์เดิมหากลดรอบขาลงมาที่ 80 รอบ ความเร็วก็จะช้าลงและใช้กำลังน้อยลง
น่าจะเข้าใจเรื่องของ วัตต์ vs รอบขา กันไปแล้ว ต่อไปมาดู วัตต์ vs หัวใจ กันนะครับ
วัตต์กับหัวใจนั้นจริงๆแล้วทำงานสอดคล้องกัน เพราะวัตต์คือค่ากำลังที่เราออกแรงกระทำลงไปจริงๆ หัวใจหรือชีพจร(heart rate) คือค่าที่ร่างกายตอบสนองฟ้องผลของการออกแรงกระทำนั้นกลับมา ดังนั้นหากออกแรงมากขึ้น(วัตต์เพิ่ม) ชีพจรก็จะสูงขึ้น(heart rate เพิ่ม) เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ไม่ยาก ในทางกลับกัน แน่นอนครับหากต้องการลดชีพจรก็ลดกำลังที่เราออกไปเมื่อวัตต์น้อยลงชีพจรก็ลดลงตามมาด้วย (หากสังเกตุดีๆใครที่มีทั้งสองอย่างจะเห็นได้ว่าชีพจรจะตอบสนองทีหลังการเปลี่ยนแรงที่ออกไปเสมอ เพราะมันคือ re-action) แล้วมันยุ่งยากน่าฉงนขนาดนั้นตรงๆหน ?? ลองมาดู รอบขา vs หัวใจ ดูนะครับ
บททดสอบที่หากใครมี HRM(Heart Rate Monitor) ลองสังเกตุดูง่ายๆ ลองปั่นความเร็ว 20 กม./ชม. ใช้เกียร์ที่รอบขาราวๆ 100rpm จากนั้นเปลี่ยนไปใช้เกียร์หนักๆ รอบขาเหลือ 60rpm แต่มีความเร็วเท่าเดิม แล้วสังเกตุชีพจรดูจะพบกับข้อน่าฉงน เราอธิบายไปแล้วว่าการปั่นทั้งสองแบบนี้ใช้กำลังวัตต์(หรือแรงที่ออกไป) เท่ากัน และวัตต์สอดคล้องกับชีพจรไปในทางเดียวกัน หากวัตต์เท่าเดิม ชีพจรก็ควรจะเท่าเดิม
...ทว่ากรณีนี้พบว่า "ชีพจรลดลง" หรือถ้านับเป็นความรู้สึกก็คือ "เหนื่อยน้อยลง" นั่นเอง และนี่คือกรณีสมมุติของหลายๆท่านที่คงมีอาการแบบนี้
..."ปั่นมาความเร็วคงที่ เหนื่อยหอบหายใจแทบจะไม่ทัน ใหนเค้าสอนให้ซอยยิกๆแล้วจะสบาย พอกดลดเฟืองไปหน่อยลดรอบขาเท่านั้นแหละ เออหายเหนื่อยเว้ย"... นั่นเพราะว่าเมื่อลดรอบขาลงมากๆ ระบบการทำงานของร่างกายจะเปลี่ยนไป(ลองอ่านเรือ่งระบบพลังงานแต่ละช่วง) ที่ร่อบขาต่ำ การทำงานไม่ถี่มาก แม้จะออกแรงเท่าเดิม กล้ามเนื้อยังสามารถหดตัวทำงานต่อไปเรื่อยๆได้ ถ้านับต่อหนึ่งช่วงขณะที่เกิดแรงบิด แท้ที่จริงแล้วการปั่นรอบต่ำจะเกิดแรงบิดมากกว่า ส่วนการปั่นรอบขาสูงร่างกายจะใช้การออกแรงบิดน้อยๆแต่ต่อเนื่องกันหลายๆทีติดๆกัน(หรือเอาจะนวนครั้งเข้าว่า) ทำให้ระบบทำงานแม้จะทำงานไม่ได้หนักมาก กล้านมเนื้ออกแรงไม่เยอะก็จริงแต่ระบบไหลเวียนโลหิตต้องทำงานเพิ่มขึ้นชดเชยการใช้พลังงานท่เบาแต่เร็วขึ้น ซึ่งหากดูแรงบิดของการปั่นแบบนี้แรงบิดจะต่ำกว่ามาก
ซึ่งเมื่อเข้าใจทั้งวัตต์, รอบขา และ หัวใจ ได้จะพบว่า รอบขาคือตัวช่วยที่สำคัญในการปั่นจักรยาน
ลองสังเกตุตัวเองดูนะครับว่าความเนหนื่อยขะปั่นจักรยานนั้นต่างกัน 2 แบบหลักๆก็คือ เหนื่อยแบบหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นเร็ว กรณีนี้คืออาการทำงานระบบหมุนเวียนโลหิตหรือแปลง่ายๆผมขอเรียกมันว่า"หอบ" อีกอาการคืออาการขาร้อนผ่าวกดไม่ลงขยับแทบไม่ไหวเกิดจากกล้ามเนื้อที่ล้าและหมดเรี่ยวแรง ซึ่งมีทั้งสาเหตุและอาการแตกต่างกันอย่างที่อธิบาย(ถ้ามาพร้อมกันเรียกว่า"ง่อย"ครับ) หาก"หอบ"มากๆแล้วยังไม่สามารถลดระดับลงมาได้จะเกิดอการที่นักปั่นเรียกกันว่า"หม้อน้ำระเบิด"ตามมา ในขณะที่ถ้าฝืนกล้ามเนื้อไปมากๆเข้าหากไม่เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ฉีกขาด ก็มักจะตามมาด้วยตะคริวนั่นเอง
ความรู้เรื่องรอบขาและวัตต์กับหัวใจช่วยเราได้อย่างไร?
ในสถานการณ์ที่คุณกำลังหอบหายใจแทบไม่ทัน ลองกดเกียร์หนักแล้วลดรอบขาลง ชีพจรจะลดลงอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น ยังคงได้ความเร็วเดิม หรือในกรณีที่กดก็จะไม่ลงอยู๋แล้วแต่ยังหายใจไม่เร็วมากก็ลองไปเฟืองใหญ่ขึ้นสักหน่อยเพิ่มรอบขาควงไปเร็วกว่าเดิมจะรู้สึกเบาขามากขึ้นในขณะที่เหนื่อยขึ้นแต่ก็ดีกว่าฝืนต่อไปจนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ ...นี่คือคำอธิบายของประโยคที่บอกว่า"รอบขาคืออาวุธสำคัญของนักจักรยาน"
แล้วเราจะฝึกพัฒนาทั้งระบบหมุนเวียนโลหัดและกล้ามเนื้ออย่างไรเพื่อให้มีรอบขาที่ดีพอจะใช้งานได้ทั้งรูปแบบรอบต่ำและรอบสูง?? คอยติดตามต่อไปถึงรูปแบบการฝึกหัด ซึ่งต่อไปนี้จะเทียบอิงกับทั้งวัตต์และหัวใจซึ่งจะใช้ทั้งระบบชีพจรอ้างอิงกับ Max Heart Rate และใช้งานเชื่อมโยงกับ LTHR หรือ FTHR ดังนั้นใครยังงงเรื่องชีพจรต่างๆ

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

กลเม็ดปลุกเร้าแรงใจ



วันนี้ เราขอนำเสนอ 5 กลเม็ดปลุกเร้าใจตัวเอง เพื่อให้ทุกท่านสามารถขี่จักรยานได้อย่างมีความสุข สุขภาพดีและสนุกสนานได้แม้ว่าจะพจญกับความวุ่นวายรัดตัว ...ใช่แล้วครับ เราไม่ใช่โปร เราจ่ายเงินเพื่อขี่จจักรยาน เรามีหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบ แต่สิ่งเหล่านั้นอาจทำให้เราไม่มีเวลาปั่นได้เท่าใจหวัง แต่ไม่มีอะไรบั่นทอนใจเราได้นอกจากตัวของเราเองครับ

1.เสียเงินอัพของใหม่
ปกติแล้ว Velopedia ไม่ค่อยได้เชียร์ให้เล่นอัพเกรดหรือลงทุนทุ่มงบกับการอัพรถซักเท่าไหร่ ออกจะเน้นไปทางการพัฒนาร่างกายและการปั่นอย่างปลอดภัยมากกว่า แต่วันนี้ขอเชียร์ให้ท่านใดก็ตามที่กำลังห่อเหี่ยวหมดแรงใจจะออกปั่น ลองควักเงินซักหนึ่งก้อน อัพอะไหล่หรือชิ้นส่วนที่น่าสนใจซักชิ้น แม้แต่เสื้อผ้า แว่น หมวก รองเท้า รับรองว่าจิตใจของท่านจะกลับมาฮึกเหิมปั่นระห่ำได้อีกครังไปอีกระยะหนึ่ง และอาจนานพอที่ท่านจะเรียกความฟิตและความสนุกบนจักรยานกลับมาได้เหมือนวันเก่าๆ ลองส่องดูตั้งแต่โซ่ใหม่ เฟืองใหม่ สายเกียร์ใหม่ ไปจนถึงล้อเบาเทพ ล้อคาร์บอนงามๆ หรือแม้แต่ จัดโปรโมชั่นเฟรมรุ่นใหม่ รถใหม่ อะไรๆก็น่าขี่ไปหมด

2.มองหาเพื่อนร่วมทาง
ไม่ว่าจะไปขอแจมกับกลุ่มนักปั่นที่มีอยู๋แล้ว หรือจะสร้างเพื่อนนักปั่นใหม่ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงท่านไปร้านจักรยานใกล้บ้าน ลองถามหากลุ่มนักปั่น รับรองว่าจะพบกับเพื่อนนักปั่นใหม่ๆได้ไม่ยาก ลองไปแจมกับกลุ่มปั่นที่น่าสนใจ มีทักษะและความเร็วที่ใกล้เคยงกับท่าน ให้ได้ออกแรงสนุกสนาน ได้สปรินท์ทับเพื่อน ได้ลากเพื่อนลิ้นห้อย หรือได้เกาะติดหนึบเป็นปลิงดูดสะใจก็ตาม
หากมองหากลุ่มที่โดนใจไม่ได้ ลองเข้า website อย่าง thaimtb.com มองหาทริปปั่นเลยครับ เลือกเอาวันเวลาที่น่าสนใจ หรือแม้แต่ไล่หาใน facebook ตามกลุ่มต่างๆ สุดท้ายถ้ายังไม่ได้จริงๆ จัดการสร้างกระแสชวนปั่นเองเลยก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ เลือกเส้นทางเหมาะๆ ผมเชื่อว่าหากเลือกเส้นทางน่าสนใจ เวลาที่เหมาะสม น่าจะหาเพื่อนนักปั่นมาร่วมกันได้ไม่มากก็น้อย

3.ตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วไปให้ถึง
หากการออกไปปั่นวันๆไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจของท่านได้มากพอ ลองค้นหาข้อมูลทริป การแข่งขัน ในอนาคต 3-5 เดือน แล้วตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่เดินไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ ลองตั้งเป้าให้เหมาะสมครับ เช่นของจบทริป 70 กม. แบบหล่อๆ ขอพิชิตดอยอินทนนให้ได้แบบขาไม่แตะพื้น แน่นอนว่าท่านอาจห่างร้างจากฟอร์มสดมานาน อย่าคาดหวังประเภทขอโพเดี้ยมรายการทัวร์ 5 วัน ...แบบนั้นท่านจะท้อใจเสียอีกรอบและอาจแขยงจักรยานไปอีกนานแสนนาน

4.เทคโนโลยีช่วยท่านได้
ปัญหายิ่งใหญ่ที่คนเราหมดแรงบันดาลใจก็คือ "เราไม่สามารถรู้ว่าเราเสื่อมถอยหรือพัฒนาได้แค่ไหน" ผมขอแนะนำ power meter หรือ watt meter แม้แต่หา heartrate monitor ก็มาช่วยได้ ศึกษาหาวิธีใช้ให้เข้าใจ (หาไม่ยากครับ ไล่อ่านด้านล่างเอาเลย จนถึงวันนี้ Velopedia มั่นใจว่าคลายสงสัยเรื่องพื้นฐานเหล่านี้หมดแล้ว) อุปกรณ์เหล่านี้อาจจะแพงและดูไม่จำเป็นแต่ไม่มีอะไรที่จะบอกได้ชัดเจนว่าท่านกำลังค่อยๆพัฒนาได้ดีกว่า power meter ไม่มีอะไรที่ฟ้องความฟิตของท่านได้ดีไปกว่า heartrate monitor หากท่านชินกับการผูกใจเจ็บกับ av ของเส้นทาง กับระยะทางที่ขี่ได้ ท่านจะแทบไม่มีทางเห็นว่าตนเองกำลังพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ อย่าลืมวันแรกๆ เดือนแรกๆที่ท่านมาปั่นจักรยานอย่างจริงขัง ท่านแทบจะไม่เห็นการพัฒนาอะไรเลย ....ใจเย็นๆและมองหาเครื่องมือที่จะติดตามร่างกายและพัฒนาการของท่านให้ได้
หากท่านเข้าใจการใข้งานของอุปกรณ์เหล่นี้ แม้ว่าท่านจะหลุดกลุ่ม ท่านจะโดนเพื่อนทิ้ง แต่รับรองว่าคุณจะไม่หมดหวัง จะไม่มีทางเลื่อนลอยไร้จุดหมายบนสองล้อแน่นอน ตัวเลขต่างๆจะเป็นเหมือนเส้นชัยค่อยๆนำทางให้ท่านไปทีละก้าวๆอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

5.มองหาตารางการซ้อมที่เหมาะสม
ไม่มีอะไรแย่ไปกว่า การปั่นอย่างไร้ทิศทาง และไม่พัฒนา และไม่มีอะไรแย่เท่ากับการปั่นอย่างหนักแต่ไม่พัฒนาอะไรเลย ...เป็นเรื่องที่ง่ายมากๆที่นักปั่นจักซ้อมหนักเกินไปในวันที่ควรเบา และซ้อมเบาเกินไปในวันที่ควรหนัก และง่ายยิ่งกว่านั้นที่จะซ้อมแบบไม่เกิดการพัฒนาอะไรเลย ซึ่งผลสดท้ายจะทำให้ท่านรู้สึก"ตัน" และหมดสนุกกับการปั่นจักรยานต่อไป มองหาโค้ชส่วนตัว (เสียเงิน) หรือมองหาตารางการซ้อมแบบสำเร็จรูป (ฟรีก็มีหาได้ไม่ยาก) แล้วเอาปฏิฑินมากาง วางเวลาว่างตนเองให้ดี โค้ชที่ดีสามารถออกแบบตารางซ้อมให้ท่านโดยอิงจากเวลาว่างจริงๆของท่านได้ หรือเลือกตารางซ้อมสำเร็จรูปที่หาได้ทั่วไปให้เหมาะกับเวลาว่างของท่าน

พื้นฐานการใช้เกียร์

วันนี้จึงเลือกเอาบทความจากสำนักมาตรฐานระดับโลกมาแปลและเรียบเรียงให้อีกหนึ่งครั้ง เพื่อความกระจ่างชัดและเข้าใจง่าย
อาจจะดูแล้วพื้นฐานไปสำหรับเพื่อนนักปั่นที่ใช้เป็นแล้ว แต่บทความก่อนดูจะละเอียดยุ่งยากไปสำหรับมือใหม่ จนมีคำถามส่งมาถามมาก บทความนี้จึงเลือกเอาที่มาที่เขียนได้เข้าใจง่ายที่สุดมาแปลให้อ่านและง่ายต่อการปฏิบัติตามกัน
นิตยสาร Bicycling หัวหนังสือจักรยานขายดีอันดับต้นๆได้ให้ข้อคิดควรคำนึงถึง 6 ข้อเกี่ยวกับการเปลี่ยนเกียร์จักรยานเอาไว้ดังนี้

1.เกียร์
จักรยานโดยส่วนมากประกอบด้วยจานหน้าเป็นเฟืองใหญ่ 2-3 ใบ และมีเฟืองหลังเป็นชุดเฟืองเรียงกันตั้งแต่ 7 ถึง 11 เฟือง ซึ่งการเปลี่ยนโซ่บนเฟืองและจานต่างๆจะส่งผลต่อการทดแรงปั่นจักรยาน ที่เฟืองแต่ละเฟืองจะเปลี่ยนแล้วให้ความรู้สึกต่างกันน้อยกว่าจานหน้า เฟืองใบใหญ่กว่าจะเบาแรงกว่าและจะหนักขากว่าในเฟืองขนาดเล็ก ส่วนจานหน้าจะส่งผลต่างมากกว่า จานใบเล็กจะเบาขากว่าและจานใบใหญ่จะหนักแรงกว่า

2.ชิฟท์เตอร์
จักรยานโดยส่วนมากจะมีชิฟท์เตอร์ 2 ตัว โดยที่ตัวซ้ายจควบคุมการเปลี่ยนจานหน้า และมือขวาจะควบคุมการเปลี่ยนเฟืองด้านหลัง อาจจำง่ายๆว่า "ซ้ายหน้า-ขวาหลัง" ก็ได้

3.ไม่มีปัญหาอะไรทีที่จะ....
ใช้เพียงจานใบเล็กหรือใบกลางเวลาออกตัวแรกๆ.... ก้มลงมองดูว่าตอนนี้โซ่ของเราอยู๋ที่จานใบใหนและเฟืองที่เท่าไหร่.... เปลี่ยนเกียร์ตามนักปั่นที่มีประสพการณ์มากกว่าที่อยู่ใกล้ๆเรา....

4.เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนเกียร์
เกียร์จักรยานถูกออกแบบมาให้รักษาความรู้สึกและทดแรงให้ออกแรงได้ต่อเนื่อง ดังนั้นการเปลี่ยนเกียร์เพื่อรักษาการออกแรงเมื่อเส้นทางผ่านไปในรูปแบบต่างๆจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เมื่อขึ้นเขาหรือทวนลมก็ควรปรับเกียร์ให้เบาลง เเมื่อลงเขาหรือลมส่งก็ควรปรับเกียร์ให้หนักขึ้น ขณะเปลี่ยนเกียร์ต้องปั่นบันไดตลอดเวลา แต่ผ่อนแรงลงบ้าง ไม่ควรออกแรงกระชากบันไดพร้อมกับการเปลี่ยนเกียร์ เพราะโซ่อาจไม่เข้าฟันเฟืองหรือเกิดอาการโซ่ตกได้

5.หลีกเลี่ยงโซ่เยื้องมาก
โดยการหลีเกเลี่ยงเกียร์ที่ใช้จานใบเล็ฏสุดร่วมกับเฟืองเล็ฏสุด และจานใหญ่สุดร่วมกับเฟืองใหญ่สุด นอกจากจะสร้างความตึงเครียดให้กับชุดขับเคลื่อนแล้วยังอยู๋ในสภาพมีตัวเลือกน้อยลงในการเปลี่ยนเกียร์ต่อไปอีกด้วย

6.สรุปการใช้
ชึ้นเขา : จานเล็กเฟืองใหญ่
ลงเขา : จานใหญ๋เฟืองเล็ก

บทความนี้อาจจะเป็นเรื่องเบสิคง่ายๆของการใช้เกียร์จักรยาน แต่เชื่อว่าน่าจะอ่านแล้วเข้าใจปฏิบัติตามได้ง่ายกว่าบทความที่แล้วที่ เราสร้างขึ้นพร้อมค่าทดเกียร์ต่างๆค่อนข้างซับซ้อน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถชอนไชไปหานักปั่นมือใหม่ๆที่เพิ่งหัดปั่นจักรยานได้ไขข้อกระจ่างเรื่องนี้กันนะครับ ก็ขอฝากเพื่อนนักปั่น แชร์ต่อๆกันไปจนไปถึงแหล่งเพื่ินนักปั่นมือใหม่จริงๆ