วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ยางจักรยาน

ก่อนอื่น ขอให้ทำความเข้าใจกับคำ 2 คำนี้ก่อนคือ
1. tire ก็คือยางนอก มีคำให้ทำความเข้าใจดังนี้
1.1 Outer diameter ซึ่งจะเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก วัดจากหน้ายางนอกสุด - หน้ายางนอกสุดด้านตรงข้าม
1.2 Bead diameter ซึ่งเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางภายในภายใน เป็นบริเวณที่ยางนอกจะไปเกี่ยวหรือสัมผัสยึดติดกับขอบล้อ บางทีก็อาจจะเรียกว่า tire-bead diameter
1.3 Width หรือ ความกว้างหรือความอ้วนของยางนอก ซึ่งจะเป็นค่าที่วัดเมื่อmount ยางเข้ากับrim และสูบลมแล้ว

2. Rim หรือ ขอบล้อ มีคำให้ทำความเข้าใจดังนี้
2.1 Rim outer diameter ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูกความหมายก็คือ เป็นแค่ approximate rim OD.เท่านั้น
2.2 bead-seat diameter จะเป็นส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดจากขอบbead seat ของrim ซึ่งbead seat ก็คือส่วนที่จะสัมผัสกับbeadหรือขอบยางด้านในนั่นเอง ดังนั้นยางและขอบล้อที่สวมกันอย่างน้อยสุดนั้น ยางจะต้องมีค่าbead diameter = bead-seat diameter ของrim นั่นเอง
2.3 Flange คือ ส่วนของขอบล้อที่อยู่สูงขึ้นมาจาก bead seat นั่นเอง
2.4 Inside-rim width
( ดูรูปเสริมความเข้าใจก็แล้วกันนะครับ )

คราวนี้เราวกกลับกันมาดูที่ขนาดของยางที่กำลังสับสนและปวดหัวก็คือ ตัวเลขที่มันปรากฏให้เราเห็นมันหมายถึงอะไรกันแน่ เช่น ล้อ 26",700c , 650C , 27 " sizeหรือขนาดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างความสับสนให้แก่หลายๆคนเลยทีเดียว
ขนาดของยางที่ใช้กันมาแต่เดิมนั้นจะแสดงด้วย
1. Nominal outer diameter ของยาง
2. Width ของยาง
เช่น
ยาง MTB ขนาด 26" x 1.75" ก็จะหมายถึงยางที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก( แบบประมาณๆ หรือแต่ในนาม , nominal )เท่ากับ 26" เมื่อใส่เข้าไปกับขอบล้อแล้วสูบลม ยางจะอ้วน 1.75" ( ซึ่งขนาด 1.75" คือ มาตรฐานเดิม ซึ่งจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกใกล้เคียงกับ 26"

ยาง 700C เป็นมาตรฐานของฝรั่งเศส ซึ่งทางแคนาดาก็ลอกแบบและขนาดไปใช้ แล้วกำหนดขนาดเป็น Canada 28" x 1 ½ "

ยาง 27" เป็นมาตรฐานของอังกฤษ คือ 27 x 1 ¼ " แต่กลับมีขนาดใหญ่กว่า 700 C เล็กน้อย

ยาง 650C หรือ USA/26" ซึ่งเป็นยางที่ใช้กับจักรยานไตรกีฬา

ไปๆมาๆ ก็เลยบอกอะไรกันไม่ได้เลยกับความแน่นอนของขนาดยาง เพราะที่ว่าวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกก็ยังไม่เห็นจะเป็นไปอย่างที่คิด เพราะว่ายาง 27 x 1 ¼ " ของอังกฤษ ก็ดันใหญ่กว่า Canada 28 x 1 ½ " หรือ 700C ไปเสียอีก

แล้วมาตรฐานมันอยู่ที่ไหนหละ เจ้า ISO หรือ International Standard Organization ก็เข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานของยางและขอบล้อ โดยกำหนดมาเป็นค่า xx-yyy แทน โดยสำหรับ

ยางนอก

xx คือ width ของยาง

yyy คือ Tire-bead diameter

เช่น 20-622 ก็คือยางนอกที่มีความกว้าง 20 mm และมีbead seat diameter 622 mm หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ ยางขนาด 700 x20C นั่นเอง

ขอบล้อ

xx คือ ความกว้างของrim ที่วัดระหว่าง flange นั่นเอง

yyy คือ Seat-bead diameter

แน่นอนว่ายางและขอบล้อที่จะมาใช้ด้วยกันได้นั้นจะต้องมีค่า tire-bead diameter และ seat-bead diameter เท่ากันเสมอ ยางจึงจะเกี่ยวกันได้ แต่ความกว้างของขอบล้อจะแคบกว่าความกว้างของยาง เช่น ยาง 20-622 จะใส่ได้กับขอบ 14-622 เป็นต้น

คราวนี้มีของแถมมาให้คือ tire-bead diameter ของยางแต่ละขนาดเป็นเช่นไร

ยาง 27" tire-bead diameter = 630 mm , Approximate rim OD = 640 - 644 mm

ยาง 700C tire-bead diameter = 622 mm , Approximate rim OD = 632 - 636 mm

ยาง 650C tire-bead diameter = 571 mm , Approximate rim OD = 583 - 587 mm

ยาง 26" MTB tire-bead diameter = 559 mm , Approximate rim OD = 571 - 575 mm

ก็ยังมีอีกหลายขนาด แต่เป็นขนาดที่พวกเราไม่ค่อยจะได้เห็นกันครับ

คราวนี้ก็มาแง้มดูยางของเพื่อนๆกันบ้างนะครับ ว่าที่ขอบยางเขียนไว้ว่าอย่างไร ส่วนที่ขอบล้อนั้น เฮ้อ หาดูยาก แล้วยังเขียนตามใจผู้ผลิตอีก ช่างมันเถอะ ของผม Panaracer Fire XC pro 1.8" เขียนข้างแก้มยางว่า 45-559 เพื่อนๆเข้าใจแล้วหรือยังครับว่าหมายความว่าอย่างไรกัน
และจากของแถมที่ให้คงไม่แปลกใจกันแล้วใช่ไหมว่าทำไมV brakeของMTB มันถึงใช้กับขอบ700C ไม่ได้ ส่วนเบรคของ700C กับ 27"นั้น ทำไมถึงมีลุ้น


วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บัญญัติ 10 ประการในการปรับรถให้ถูกวิธี

นักจักรยานทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่จะมีปัญหาซ้ำ ๆ กันเหมือน ๆ กันเกี่ยวกับจักรยานที่ตนเองขี่ทุกวัน เกี่ยวกับการปรับรถจะให้เหมาะสมกับการขี่ของตนเองไม่น้อยกว่าการเลือกซื้อจักรยานเท่าไหร่นัก แต่การปรับรถจะเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเลือกซื้อเสียอีก และอะไรคือปัญหาเหล่านั้น เราลองมาดูกันว่าการที่เราจะปรับรถให้ถูกต้องนั้นควรจะทำอย่างไร เพื่อจะได้ประสิทธิภาพในการขี่ที่สูงสุด

ประการแรก ขนาดตัวถัง (Frame Size) ดังที่หลาย ๆ คนได้กล่าวไว้ว่าขนาดตัวถังต้องสมส่วนกับความสูงของผู้ใช้ โดยการทดสอบง่าย ๆ ให้เราใส่รองเท้าจักรยานแล้วขึ้นไปคร่อมตรงกลางของท่อบน ขณะยืนบนพื้นราบถ้าช่วงห่างระหว่างสุดเป้าการเกงกับท่อนบนอยู่ประมาณ 2 นิ้วก็ถือว่าใช้ได้ เพราะสามารถปรับอานให้สูงพอดีได้โดยไม่เกินความยาวของหลักอาน และช่วงความยาวของของตัวถังก็ค่อนข้างจะเอื้ออำนวยให้ช่วงจับแฮนด์เป็นไปอย่างเหมาะสม ที่สำคัญขอเตือนว่าความผิดพลาดขั้นพื้นฐานก็คือการซื้อรถที่ตัวถังใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปจนไม่สามารถแก้ไขให้ขี่ได้อย่างสบาย เพราะฉะนั้นจงอย่าเชื่อผู้ขายที่ไม่มีความรู้ แต่พยายามจะยัดเยียดสินค้าให้กับลูกค้า เพราะนั้นจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ในเวลาต่อมา

ประการที่ 2 ระดับความสูงของอาน เป็นสิ่งแรกที่พึงกระทำและสำคัญที่สุดในการช่วยให้การปั่นจักรยานมีประสิทธิภาพ
ความสูงของอาน = ความยาวของขาด้านใน x 0.888 *** นับจากจุดกึ่งกลางของกะโหลกถึงหลังอาน***
เมื่อได้ตัวเลขมาแล้วก็เอาไปตั้งความสูงของอานแล้วลองขี่ดู ท่านอาจจะต้องปรับความสูงของอานหรือลดลงให้ต่ำ ให้เหมาะสมกับพื้นผิวรองเท้าที่ใช้ในเวลานั้น ถ้าปั่นแล้วรู้สึกว่าสะโพกส่ายไปมา นั้นแสดงว่าอานสูงเกินไป ข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งคือในขณะที่ปั่นถึงจังหวะต่ำสุด หัวเข่าควรงอได้เล็กน้อยเป็นมุมประมาณ 150 -160 องศา ทั้งนี้เพื่อช่วยทรงตัวให้รับแรงกระแทกได้เวลาตกหลุม

ประการที่ 3 ปรับระยะหน้า - หลังของอานและมุมเอียง การปรับนี้ไม่ใช่เพื่อให้ได้ระยะจับมือแฮนด์ที่พอดี แต่เป็นการปรับเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการปั่นสูงสุด วิธีการนี้ก็คือ ขึ้นไปนั่งบนอานที่รถอยู่กับที่ (หาผู้ช่วยมาจับรถไม่ให้ล้ม) สวมรองเท้าจักรยานที่ใส่ในการขี่เป็นประจำ วางปลายเท้าไว้บนลูกบันได้ ให้โคนหัวแม่เท้าอยู่ถึ่งกลางลูกบันได้ในตำแหน่งที่ลูกบันได้ขนานกับพื้น จะสังเกตุง่าย ๆ เห็นว่าปลายหัวเข่าของเราจะทำเป็นมุม 90 องศากับลูกบันได้ โดยสังเกตุจาก หัวเข่ามองเป็นเส้นตรงลงมาที่ลูกบันได้จะเป็นเส้นตรงแนวดิ่ง ทำมุม 90 องศาไปตามแนวนอนกับพื้นราบจากกึ่งกลางของรองเท้าไปยังปลายเท้า ผลกระทบต่อการตั้งอานเป็นอย่างนี้ ถ้าตั้งในตำแหน่งค่อนข้างไปข้างหน้าจะช่วยให้รอบการปั่นสูงในเกียร์ต่ำได้ดี ตรงกันข้ามถ้าตั้งอานค่อนมาข้างหลังก็ช่วยให้กำลังกดในจานใหญ่ได้ดี แต่ละคนมีสไตล์ในการปั่นไม่เหมือนกัน ตำแหน่งอาจจะไม่มีกฎตายตัว แล้วแต่ใครคิดว่าจุดใดจุดหนึ่งที่ตนเองปั่นแล้วเกิดอาการเมื่อยล้าช้าที่สุดและน้อยที่สุด จุดนั้นเป็นจุดที่ถูกต้องแล้วสำหรับเขา โดยเแาะการปรับความสูงต่ำของอานนี้ กระผมไม่อยากจะแนะนำว่าต้องฟิกให้ตายอยู่ที่ความสูง ต่ำ เท่าที่กำหนดไว้ เพราะในทางความเป็นจริง คนเราเมื่อเริ่มการออกกำลังกายกล้ามเนื้อทุกส่วนยังไม่พร้อมที่จะรองรับแรงกดมาก ๆ และยังไม่ยืดยุ่นพอในการใช้งาน การปรับความสูง ของอานที่คิดว่าถูกต้องตามที่คำนวนไว้ ก็อาจจะมีความรู้สึกว่าสูงไปในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อได้ทำการฝึกซ้อมมาได้สักระยะหนึ่ง ร่างกายมีความฟิตเพียงพอแล้วที่จะรองรับ การปรับหลักอานในครั้งที่ผ่านไปก็จะมีความรู้สึกว่าต่ำไปบ้าง ก็ขอให้เราทำการปรับให้สูงขึ้นตามความเหมาะสมในเวลานั้น จะสังเกตุได้ง่าย ๆ กับจักรยานที่เราขี่เป็นประจำ และมีความพอดีในทุก ๆ อย่าง หลังจากนั้นเราลองหยุดพักสักประมาณ 7 วัน แล้วกลับมาขี่ใหม่ จะมีความรู้สึกว่า ทำไมหลักอานรู้สึกว่ามันจะสูงไปกว่าเดิม นี้ก็แสดงว่า ตอนที่ร่างกายไม่พร้อมกล้ามเนื้อยืดไม่เต็มที่เราจะรู้สึกว่าสูง แต่เมื่อซ้อมได้สักระยะหนึ่งแล้ว ร่ายกลับมาฟิตเหมือนเดิมก็มีความรู้สึกว่าหลักอานจะต่ำไป

ประการที่ 4 ตำแหน่งเท้าบนลูกบันได เมื่อเราปั่นจักรยานแล้วต้องปั่นด้วยปลายเท้า ไม่ใช่ส่วนกลางของเท้า แต่ถ้าปั่นด้วยปลายเท้ามากไปจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อเท้าและน่อง ตำแหน่งที่พอดีคือให้หัวแม่เท้าตกลงประมาณแกนลูกบันได้ เพราะฉะนั้นเวลาปรับเหล็กจับลูกบันได้รองเท้าที่เป็นแบบ Clipless ให้คำนึงถึงตำแหน่งฝ่าเท้าของเราด้วย

ประการที่ 5 ความยาวขาบันได นักปั่นมือโปรส่วนมากชอบใช้ความยาวขนาด 175 มม. เพราะให้พละกำลังในการปั่นมากกว่า แต่หากคนที่มีความสูงไม่เกิน 160 ซม.ก็ไม่ควรใช้ ให้ใช้ขนาดความยาว 170 มม. จะดีกว่า เพราะจะมีผลต่อการปั่นในทางขึ้นเขาและซิงเกิ้นแทรค แต่ถ้าคิดว่ามีความแข่งแกรงเพียงพอที่จะงัดความยาว 175 มม. ก็ไม่ผิดกติการใด ๆ ที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธประจำกาย

ประการที่ 6 สัดส่วนห้องบังคับการ พื้นที่ส่วนนี้ควรกว้างขวางพอที่จะให้เราเคลื่อนไหวได้สะดวกไม่ว่าจะนั่งขี่ทางไกลก็ไม่เมื่อย หรือจะลุกขึ้นยืนโยกก็ไม่ติดขัด ท่านั่งที่ถูกนั้น ขาหลังจะต้องงอเล็กน้อย ส่วนเสาแฮนด์ (Strem) นั้นไม่ควรยาวเกินไป ระยะที่พอดีนั้นเมื่อยืดแขนสุดแล้วควรถอยหลังได้สุดอาน เพื่อถ่ายน้ำหนักตัวตอนขี่ลงเขา

ประการที่ 7 ความสูงของแฮนด์ จุดนี้ควรปรับหลังจากปรับอานแล้ว โดยทั่วไปจะอยู่ต่ำกว่าระดับอานประมาณ 2 นิ้ว โดยเล็งผลสำคัญไปที่ทวงท่าของการขี่เป็นสำคัญ ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในข้อ 6 นอกจากนี้ความสูงที่พอดีนั้นควรเอื่ออำนวยให้

ประการที่ 8 องศาและความกว้างของแฮนด์ โดยทั่วไปแฮนด์เสือภูเขาจะเข้าโค้งประมาณ 3 องศา ถ้าเราบิดมุมโค้งขึ้นเล็กน้อยให้รับกับแนวแขนก็จะทำให้ข้อมือที่จับแฮนด์เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่วนความกว้างนั้นมักจะถือเอาความกว้างของไหล่เป็นเกณฑ์กำหนด

ประการที่ 9 บาร์เอน ประโยชน์ของบาร์เอนคือ ช่วยให้ขี่ขึ้นเขาได้ดีขึ้น หรือจะใช้เป็นที่พักมือในการปั่นระยะไกล เพราะบ่อยครั้งเมื่อเราขี่เป็นระยะทางไกล มือที่กุมแฮนด์อยู่นาน ๆ จะเกิดอาการชา เราก็สามารถใช้บาร์เอนเป็นที่พักมือและควบคุมแฮนด์ได้ดีเสมือนที่เราจับแฮนด์ ฉะนั้นการปรับตั้งบาร์เอนควรจะอยู่ในลักษณะที่ไม่เชิดจนเกินไป ให้สามารถโยกรถใส่กำลังได้อย่างเต็มที่

ประการที่ 10 ตำแหน่งเบรค เราใช้เบรคหนัก ๆ ก็ในจังหวะลงเขาโดยเฉพาะทางธุรกันดาร บางครั้งต้องอยู่ในท่ากึ่งยืน ซึ่งเวลา ตั้งเบรคควรตั้งเผื่อเวลาใช้กับท่านี้ด้วย โดยให้เข้ากับข้อมือในแนวตรง เพื่อประสิทธิภาพในการเบรค และลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ถ้าเราตั้งมือเบรคให้เหมาะสมกับท่านั่ง เมื่อลุกยืนและใช้เบรคข้อมือจะงอมากเกินไป

เอาละครับคิดว่าเมื่อท่านได้อ่านบทบัญญัติ 10 ประการ จบลงแล้วคราวนี้คงต้องไปก้ม ๆ เงยกับเจ้าเสือตัวโปรดของท่านเสียบ้างแล้วละครับ แต่มีข้อแนะนำเพิ่มเติมครับ การปรับรถทั้ง 10 ประการนี้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ฉะนั้นท่านไม่ต้องไปซีเรียซกับข้อมูลเหล่านี้ให้มากนัก ให้ท่านยึดเอาหลักของสรีระของท่านมาเป็นหลัก เพราะคนเราทุกคนจะมีสรีระของร่างกายที่ไม่เหมือนกัน บางคนความสูง 160 ซม.เท่านัน แต่ไม่สามารถใช้จักรยานขนาดเดียวกันได้ เพราะอีกคนหนึ่งส่วนขาจะสั้นกว่าอีกคนหนึ่ง นี่ก็เป็นปัญหาในการที่จะซื้อจักรยานคันแรก ซึ่งจะยึดว่าความสูงเท่าไหร่ต้องใช้รถขนาดเบอร์เท่าไหร่ เป็นต้น ที่ถูกต้องควรไปลองนั่งคร่อมที่ร้านให้แน่ใจเสียก่อน หรือถ้ามีรถของเพื่อนฝูงก็ลองไปนั่งคร่อม ลองขี่ดูก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ และหวังว่าบทบัญญัติ 10 ประการนี้คงจะให้ประโยชน์กับเพื่อน ๆไม่มากก็น้อยนะครับ

จักรยาน Fixed Gear


หัวใจของ Fixed Gear คือความเบาและคล่องตัว

คนที่เล่น Fixed Gear คงต้องเพราะความชอบครับ เพราะมันปั่นฯ ยากและมีความยุ่งยากและต้องใช้ทักษะมากกว่าจักรยานทั่วไป

หัวใจของ Fixed Gear คือความเบาและคล่องตัวครับ ถ้าจัดกลุ่มรถจักรยานเกียร์เดียว-Single Speed ยังแยกสาขาออกไปได้อีกหลายแบบคือ

1. Fixed Gear ซึ่งบางคันไม่มีมือเบรคเลยอาศัยการเบรคด้วยบันใด

2. Single Speed แบบ Coaster Brake คือปั่นฯ ถอยหลังแล้วเบรคทำงาน ซึ่งจะไม่ใส่มือเบรคก็ได้อีกเช่นกัน ดูเผินๆ จะคล้าย Fixed Gear แต่มีความแตกต่างจาก Fixed Gear คือน้ำหนักรวมหนักกว่านิดหนึ่งและปั่นฯ ถอยหลังเป็นการเบรค แต่ Fixed Gear เป็นการทำให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหลังเหมือนเข้าเกียร์ถอยหลังครับ

3. Single Speed ธรรมดา แบบนี้ต้องมีมือเบรคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ปั่นฯ เดินหน้าอย่างเดียว ไม่มีเกียร์ถอยหลัง

4. เกียร์ดุม ถือว่าจัดอยู่ในกลุ่ม Single Speed ได้เพราะใช้อุปกรณ์หลายชิ้นร่วมกับ Single Speed อย่างเช่น มีหางปลาสำหรับตั้งความตึงของโซ่ และใช้โซ่แบบ Single Speed

เกียร์ดุมบางรุ่นล้อหลังใช้ระบบเบรคแบบ Coaster Brake บางรุ่นก็ใช้เบรคภายนอกอย่าง Roller Brake แต่ไม่จัดเป็นจักรยาน Fixed Gear เนื่องจากไม่ใช่ Direct Drive ปั่นฯ ให้รถถอยหลังไม่ได้และน้ำหนักรวมค่อนข้างมากอย่างเกียร์ดุม 8 เกียร์นี่เฉพาะตัวเรือนเกียร์ก็หนักราวๆ 1 ถึง 1.5 กก. แล้วครับ

การตัดต่อโซ่จักยาน

โซ่เป็นส่วนที่บอบบางที่สุดของระบบส่งกำลัง โซ่อาจจะยืดหลังจากที่ใช้งานมาได้ระยะหนึ่งและอาจจะขาดในระหว่างการใช้งานถ้าหากไม่เข้าใจในวิธีการใช้เกียร์ที่ถูกต้องได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าถ้าโซ่ยืดจนจำเป็นจะต้องเปลี่ยนก็อาจจะพึ่งพาบริการของร้านค้าได้ แต่! ถ้าหากโซ่ขาดกลางทางหละ จะทำยังไง คำตอบก็คือ จะต้องตัดข้อโซ่เก่าที่ชำรุดออกแล้วต่อข้อโซ่ที่ยังดีอยู่เข้าหากัน เพียงแต่ว่าใครจะเป็นคนทำให้เรา? อย่ากระนั้นเลยเรามาเป็นช่างมือใหม่กันดีกว่าครับเพราะว่าการตัดต่อโซ่ไม่ใช่เรื่องยากเลย

อุปกรณ์ที่จำเป็น

อุปกรณ์ที่จำเป็นและขาดไม่ได้ก็คงหนีไม่พ้นchain tool ซึ่งในท้องตลาดมีอยู่ด้วยกันหลายยี่ห้อเช่น Park Tool ,Shimano ,Minoura หรือติดมากับกล่องเครื่องมือชุด เช่นLifu แต่ทุกๆยี่ห้อก็มีหลักการคล้ายๆกันคือ จะมีแกนสำหรับหมุนไปดันหมุดยึดข้อโซ่ให้เคลื่อนที่เข้าออกจากข้อโซ่และมีโครงสร้างสำหรับยึดโซ่ให้อยู่นิ่งกับที่เพียงพอที่จะทำงานได้

การเลือกซื้อchain tool นั้นควรพิจารณาที่ขนาดด้วย ขนาดที่ใหญ่นั้นอาจใช้งานได้สะดวก แต่จะเหมาะสำหรับใช้ที่บ้านมากกว่า ส่วนขนาดที่เล็กเกินไป อาจจะมีน้ำหนักเบา แต่ใช้งานยากและบอบบาง นอกจากนี้ควรพิจารณาว่ามีอะไหล่หรือไม่ เพราะว่าส่วนปลายแกนของchain tool อาจจะหักจากการ ใช้งานได้ จึงจำเป็นต้องมีอะไหล่มาเปลี่ยนทดแทน

ในรูปจะเป็นของPark Tool รุ่นCT5 ซึ่งเป็นรุ่นเล็ก น้ำหนักเบาไม่ค่อยเป็นภาระนักในการจะเอาติดตัวไปท่องเที่ยว รวมไปถึงเป็นรุ่นที่ใช้งานได้สะดวก แม้ว่าอาจจะจับไม่ค่อยถนัดนัก แต่ถ้าหากหากุญแจหกเหลี่ยม6mmหรือไขควงสักอันสอดเข้าไปขัดในห่วงก็จะช่วยผ่อนแรงได้ดีนอกจากนี้ยังหาอะไหล่ได้ไม่ยากนัก

วิธีการตัดโซ่

กรณีที่ต้องการตัดโซ่เพื่อย้ายไปใส่รถคันอื่นหรือสลับเปลี่ยนโซ่ให้หมุนบันไดเพื่อหาตำแหน่งmarkerบนโซ่(ลูกศรสีแดง) ซึ่งจะเป็นหมุดสีดำเรียบ ไม่มีรอยสันนูนเหมือนกับกับหมุดตัวอื่นหมุดตัวนี้จะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการตัดต่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าหมุดตัวอื่นจะใช้ไม่ได้เลย เพียงแต่หมุดนี้ได้ถูกออกแบบมาสำหรับกรณีนี้มากกว่าครับ ในกรณีโซ่ขาด จะต้องตัดออกเป็นคู่เสมอ ( 1คู่จะประกอบด้วยinner plate และ outer plate อย่างละ 1 ชิ้น )


เริ่มลงมือกันหละ เอาโซ่ตำแหน่งที่ต้องการจะตัดวางลงในช่องของ chain tool ดังรูป


              

วิธีคำนวณหารอบขาปั่นจักยาน

มือใหม่หัดปั่นจักรยาน
ยอมกังวลเรื่องรอบขาต่อนาที
ปั่นถูกต้องตามตำราหรือไหมหน่อ
ตามที่ได้อ่าน ได้หาความรู้ในโลกออนไลน์
จากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ แนะนำไว้แล้ว
อุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีมากมาย
วัดความเร็ว วัดระยะทาง เฉลี่ยค่าความเร็ว
วัดรอบขา วัดชีพจรหัวใจเต้น มีหมด
แต่โดยพื้นฐานจักรยานส่วนมาก
มักติดเฉพาะไมล์จักรยานครับ
มือใหม่หัดปั่นจึงอยากรู้ว่า รอบขาได้ตามตำราไหมละ
ณ ความเร็วเฉลี่ยของจักรยาน เท่านี้
ใช้ เกียร์นี้ ตรงจานหน้า2 เฟื่อง 4
ก็พอคำนวณได้ครับ
เริ่มแรกให้เอาปากกาเมจิก จุดที่เฟื่องจานหน้า 2
เพื่อนับว่าได้กี่ฟันครับ ของผมได้ 34 ฟันครับ
ต่อมานับเฟื่อง4 หลัง ของผมนับได้ 18 ฟันครับ
เราก็ได้อัตราทดของเกียร์ แล้ว 34 ต่อ 18 = 1.8888
หมายความว่า ปั่นขา 1 รอบ ทำให้ล้อหมุน 1.8888 รอบครับ
มาวัดระยะทางล้อหมุน โดยเข็นรถจักรยานบนพื้นเรียบ
ทำเครื่องหมายไว้ ครบรอบล้อ แล้ววัดด้วยตลับเมตร
ของผมเป็นรถจักรยานทัวริ่ง วัดได้ 2.15 เมตร
หมายความว่าปั่น 1 รอบขา ล้อหมุน 1.8888 รอบ
ได้ระยะทางเท่ากับ 1.8888คูน 2.15 เท่ากับระยะทาง 4.0609 เมตรครับ
ความเร็วเฉลี่ยที่ผมปั่นได้โดยใช้เกียร์นี้ จาน2 เฟื่อง4
เท่ากับ 22 กม./ชม. หรือ 22 คูณ 1000 หาร 60= 366.6666 เมตร/นาที
แสดงว่าปั่นจักรยาน 366.66เมตรใช้เวลา 1นาที
ปั่นจักรยาน 1 รอบขาได้ 4.0609 เมตร
366.6666เมตร หาร 4.0609 เมตร = 90.2918 รอบ/นาที
ปั่นได้ 90.75 รอบต่อนาที ตามตำราแล้ว
สำหรับหน้าใหม่ ประมาณนี้ ก็พอใจแล้วครับ

หรือคิดตามสูตรที่เขาคิดกันครับ
ความเร็วรอบขา ต่อ นาที สูตร (ฟันหลัง/ฟันหน้า) * (1000/เส้นรอบวงล้อหลังเป็นเมตร) * (ความเร็ว/60)
Ex (18/34) * (1000/2.15) * (22/60) = 90.2872 รอบ ต่อ นาที

/ คือ หาร, * คือ คูณ ครับ กดเครื่องคิดเลข อย่างนี้ได้ครับ 18 กดหาร 34 กดเท่ากับ กดคูณ 1000กดหาร 2.15 กดเท่ากับ กดคูณ 22 กดหาร 60 กดเท่ากับ ผลลัพธ์ 90.287266 ครับ