วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

เสือหมอบสำหรับสาวขาแรง

เสือหมอบสำหรับสาวขาแรง

ในระยะหลังๆสาวๆมาปั่นจักรยานกันจริงจังและตั้งใจเสียยิ่งกว่าหนุ่มๆจนสาวๆหลายคนแรงแซงหนุ่มไปไกลแล้ว แต่ในตลาดกลับมีเสือหมอบที่ทำออกมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงให้เลือกไม่มากนัก และผู้นำเข้าเองก็ไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญนำมาให้เลือกจับจองกันได้ง่ายๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงนั้นมันย่อมดีกว่าการนำเสือหมอบผู้ชายมาปั่นแน่นอน สาวๆขาแรงลองมาดูกันว่าในบรรดาหลากหลายยี่ห้อ มียี่ห้อไหนน่าสนใจบ้าง คัดมาเป็นตัวอย่างพอชิมๆกันเบาๆเท่านี้ก่อน รับรองว่าแต่ละตัวไม่แพ้รถระดับเทพของหนุ่มๆเลยทีเดียว


LIV ENVIE ADVANCED
Liv เป็นสายการผลิตรถสำหรับผู้หญิงต่างหากของค่าย Giant ที่แยกสตูดิโอการออกแบบและสายการพัฒนาแยกเป็นอิสระ โดยที่ Envie ตัวนี้ทำโครงการพัฒนาคู่ไปกับการพัฒนา Giant Propel เรียกได้ว่าเป็นเสือหมอบแอโร่ไดนามิคส์สำหรับผู้หญิงแท้ๆคันแรกของโลกก็ว่าได้ (น่าจะเป็นคันเดียวในเวลานี้อีกด้วย) ทรงท่อลู่ลมรีดอากาศได้อย่างดี มาพร้อมเบรคซ่อนพิเศษ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจากการแข่งขันอาชีพของผู้หญฺงในยุโรปกับทีม Liv และมีโปรสาวทีม Rabobank Women น้ำหนักตัวรถรวมๆกับชุดเกียร์ Ultegra Di2 ล้อขอบสูงยางงัดขอบอลูมินั่ม ทำได้ที่ 7.2 กก. พร้อมจะแข่งได้ทุกงาน หรือหากใส่กับล้อยางฮาล์ฟ เกียร์เบาๆ รับรองว่ารถผู้ชายหลายๆคันคงสะอื้นเพราะมันจะเบามากๆ


CANNONDALE SUPERSIX EVO WOMEN
ผลการโหวตจากนักแข่งหญิงทั่วโลกยกให้ Supersix EVO ตัวนี้เป็นสุดยอดรถสำหรับผู้หญฺงที่เจ๋งที่สุด เริ่ดด้วยน้ำหนักเฟรมผู้หญิงโดยเฉพาะที่เบาที่สุดในบรรดายี่ห้อที่มีการผลิตขายทั่วไป น้ำหนักที่เบาราวขนนกมาคู่กับความสบายแบบรถทั่วไป และมีการออกแบบให้รองรับกำลังนักขี่ผู้หญิงได้พอดีๆไม่มากเกินไป ทำให้ลดน้ำหนักเฟรมลงได้มากและเพิ่มความสบายได้อีกด้วย เบาขนาดที่ว่าเมื่อใส่กับชุดเกียร์เทพอย่าง Dura Ace ล้อยังงัดก็ยังคงได้น้ำหนัก 6.3 กก. !!


RIDLEY LIZ C10
ตัวเลือกที่สุดยอดสำหรับสาวๆที่ต้องการรถระดับแข่งขันดุุดันแต่มากับราคาที่สบายกระเป๋า เรียกได้ว่าเหลือเงินไปซื้อเครื่องสำอางค์เอาไว้แต่งหน้าเวลาขึ้นไปรับถ้วยได้อีกสบายๆ Ridley เป็นค่ายที่มุ่งเน้นพัฒนารถออกมาโดยออกแบบมุ่งไปที่อนาคต มีการสร้างจักรยานต้นแบบออกมาเรื่อยๆ ซึ่ง Liz เองก็อยู่ในสายการผลิตที่เน้นเอาใจนักปั่นสาวขาแรง โดยใส่เอาชิ้นส่วนสำหรับผู้หญิงในสีและการออกแบบเอาใจสาวๆ ที่รักความแรงแต่ยังชอบสิ่งสวยงามอยู่ น้ำหนักอาจไม่ได้โดดเด่นมากแต่อยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าราคา และอย่าลืมว่า Ridley ไม่ใช่ยี่ห้อที่เน้นเบานะครับ เค้าเน้นความลงตัวในการขี่มากกว่า


SPECIALIZED AMIRA SL4
รถประจำทีมของสุดยอดทีมอาชีพหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลกอย่างทีม Specialized-Lululemon เฟรมเสือหมอบ S-Works Amira SL4 คือหนึ่งในสุดยอดเฟรมที่เบาที่สุด สติฟที่สุดในการแข่งจักรยานอาชีพของผู้หญิงที่ถอดเอาคุณสมบัติของ S-Works Tarmac SL4 ของผู้ชายมาสร้างความเฉพาะให้กับนักปั่นสาวขาแรง คงไม่ต้องเอ่ยมากถึงความนิยมและการพิสูจน์ความสำเร็จของรถฝั่งผู้ชายที่ใช้สู้ศึกอาชีพระดับสูงสุดมากมายหลายสนามโดยยอดทีมระดับโลกหลายทีม ได้แชมป์การแข่งขันสารพัด รถสำหรับผู้หญิงคันนี้ก็เสนอความลงตัวแบบเดียวกันให้กับนักปั่นหญิงเช่นกัน

จักรยานและการดื่มน้ำ


ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าข้อมูลการดื่มน้ำและเกลือแร่กับการออกกำลังกายด้วยจักรยานในที่นี้อยู๋บนฐานของการปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกายขึ้นไป การปั่นเล่น ปั่นชมวิว ปั่นชิลๆ ปั่นกินขนม อาจไม่ได้ถึงขนาดนี้ เพราะมีผลวิจัยหลายตัวบอกตรงกันว่า
การปั่นจักรยานในระดับเบาและมีเวลาต่อเนื่องกันไม่เกิน 45-60 นาที ร่างกายไม่ได้สูยเสียน้ำและเกลือแร่มากกว่าปกติ สามารถได้รับน้ำและแร่ธาตุต่างๆจากอาหารที่กินก่อนและหลังปั่นได้เพียงพอโดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเกิดอาการขาดน้ำหรือขาดแร่ธาตุจนเสียสมดุลย์ แต่อยากฝากให้อ่านเพื่อรู้ไว้ใช่ว่า คติของเพจนี้คือ "อยากรู้ต้องได้รู้ ไม่อยากรู้จะได้รู้" เพราะใครจะไปรู็วันหนึ่งเพื่อนนักปั่นสายกินลมอาจต้องเร่งอัดรีบกลับบ้านเพราะ ผบ. เรียกกลับไปซักผ้าด่วนก็เป็นได้

มาเข้าเรื่องกัน... เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนลองย้อนกลับไปค้นอ่านบทความเก่าเรื่อง"ปั่นร้อน" หรือ "การปั่นจักรยานในสภาพอากาศร้อน" ดูนะครับ จะเข้าใจกลไกการทำงานของระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายเป็นอย่างดี และมาอ่านต่อในนี้จะเข้าใจง่ายขึ้น
นักปั่นเสียน้ำออกมาทาง"เหงื่อ"มากที่สุด ซึ่งอัตราการเสียเหงื่อของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู๋กับน้ำหนักตัวและประสิทธิภาพในการจัดการความร้อน ซึ่งอัตราการเสียเหงื่อ (sweat rate) สามารถทดดสอบหาได้ง่ายๆด้วยตัวเอง ก่อนอื่นมาดูส่วนประกอบของเหงื่อกันก่อนว่าในเหงื่อเค็มๆของเรา มีแร่ธาติอะไรเจือปนออกมาบ้าง

ส่วนประกอบของเหงื่อ
เหงื่อหนึ่งหยดที่เราขับออกมาประกอบด้วยโซเดียมอิออน 15% โปเตสเซียมอิออน 6% แคลเซียมอิออน 5% และแม็กนีเซียมอิออนอีก 1% ส่วนที่เป็นน้ำคือ 73% หรือคุยกันกลมๆง่ายๆก็คือ 1 ใน 4 ของเหงื่อที่ออกมาคือแร่ธาตุต่างๆ และ 3/4 ของเหงื่อที่เสียออกมาคือน้ำเพียวๆที่ร่างกายขับออกมาเพื่อลดอุณหภูมินั่นเอง
แร่ธาตุต่างๆมีหน้าที่ช่วยในกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย พร้อมทั้งปรับสมดุลย์ให้กระบวนการต่างๆทำงานได้ต่อเนื่อง (ลองอ่านบทความเก่าเรื่อง"ระบบพลังงาน" เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม) หาแร่ธาตุในร่างกายลดลงจนถึงจุดวิกฤติพูดง่ายๆก็คือระบบต่างๆทำงานต่อไม่ได้ และเกิดอาการหยุดทำงานเอาดื้อๆ หดตัวไม่มีคลาย แปลง่ายๆที่เจอกันบ่อยๆคือ ตะคริว นั่นเอง ส่วนการที่่างกายเสียน้ำหรือของเหลวออกไปจนถึงจุดวิกฤติ ร่างกายจะสูญเสียสภาพการทำางนต่างๆรวมไปถึงการปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ และลดทอนสมรรถนะการออกแรงลงไปเพราะร่างกายจำเป็นต้องสงวนขีดความสามารถเอาไว้ และหากยังฝืนสู้ต่อไปอาการที่จะตามมาคืออาการขาดน้ำเฉียบพลันหรือ"dehydration" ซึ่งหากรุนแรงมากมีผลถึงชีวิตได้

จากการศึกษาวิจัยพบว่านักกีฬาจักรยานที่ขี่ time trial บนระยะทาง 80 กม. แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับน้ำและเกลือแร่ตามที่คำนวนกับกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำและเกลือแร่เลย พบว่าทั้งสองกลุ่มมีระดับความสามารถแตกต่างกันเฉลี่ยนแล้วคิดเป็นเวลาส่วนต่างถึง 8 นาที หรือแปลง่ายๆว่านักปั่นคนหนึ่งแค่ได้รับน้ำและเกลือแร่ที่พอเหมาะสามารถปั่นได้เร็วขึ้นอีก 8 นาทีบนระยะทาง 80 กม. (คิดแบบกำปั้นทุบดินคือ 10 กม. เร็วขึ้นตั้ง 1 นาที อันที่จริงคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะเทียบตรงแบบนี้ไม่ได้ แต่เพื่อเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น)
...ดังนั้นการดื่มน้ำและเกลือแร่ที่เหมาะสมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังปั่น จึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้ศักยภาพสูงที่สุด

การวิจัยยังศึกษาต่อไปถึงการเสียแร่ธาตุและเปรียบเทียบพบว่าแม้ว่าร่างกายจะได้รับการเติมแร่ธาตุอย่างสม่ำเสมอแต่แร่ธาตุต่างๆจำเป็นต้องใช้น้ำเป็นตัวช่วยในการดูดซึม หากขาดน้ำ แร่ธาตุต่างๆจะดูดซึมได้ช้าลง 2 เท่า เท่ากับว่าร่างกายไม่สามารถแทนที่แร่ธาตุที่เสียไปได้ทันการอยู่ดี
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ"น้ำ" นั่นเอง

ซึ่งสภาวะ"กระหายน้ำ"ส่งผลตรงกับทั้งกายภาพการออกกำลังและสภาพจิตใจของนักกีฬา ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบให้ถอนคันเร่งเองโดยอัตโนมัติหากเกิดอาการกระหายน้ำขึ้นมา และนี่เองที่บั่นทอนจิตใจของนักกีฬาแม้แต่ผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเรื่องนี้ ทำให้การวิจัยนี้ยังมีจุดบอดซ่อนอยู่ นั่นก็คือการทดสอบไม่สามารถทำแบบ blind test ได้ เพราะกลุ่มตัวอย่างทุกคนรู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำมากแค่ไหน ทุกคนที่ได้รับน้ำดื่มและโจทย์ในการดื่มน้ำไปต่างมีระดับความกระหายที่รับรู้ได้ ซึ่งส่งผลตรงกับความเสื่อมของสมรรถนะทางกายภาพ สมมุติฐานเชื่อว่าลำพังสภาพการขาดน้ำอาจไม่ได้ส่งผลถึง 8 นาที แต่สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการกระหายน้ำส่งผลซ้ำให้ได้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายลง โดยเฉพาะกับการศึกษาในกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำดื่มเลยตลอดระยะเวลา 2 ชม.

แล้วเราควรดื่มน้ำมากแค่ไหน?? การวิจัยยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าควรดื่มมากแค่ไหนเพราะระบบการทำงานของร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน กลุ่มเป้าหมายทดสอบได้ค่าที่กระจายกันมากเกินกว่าจะหาข้อสรุปได้ แม้ว่าทุกคนจะมีแนวโน้มไปทางเดียวกันก็ตาม การวิจัยพบแนวทางการดื่มน้ำทดแทนเหงื่ออยู่ที่ระดับ 50-75% ของอัตราการเสียเหงื่อของร่างกายเป็นค่ามาตรฐาน และพบว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถทดแทนน้ำได้ 100% ของอัตราการเสียเหงื่อที่ร่างกายขับออกมา ที่สำคัญยังพบอีกว่าร่างกายของกลุ่มนักกีฬาที่มาทดสอบมีเพดานจำกัดของการขึ้นถึงขีดสุดของศักยภาพที่การทดแทนน้ำที่เสียไปราว 80-86% แม้จะเพิ่มน้ำมากไปกว่านี้ร่างกายก็ไม่ได้เพิ่มศักยภาพขึ้นอีก

การทดสอบหา sweat rate ทำได้ง่ายๆโดยการชั่งน้ำหนักก่อนปั่นจักรยานแล้วขึ้นปั่นจักรยานด้วยกำลังเต็มที่เป็นเวลา 60 นาที (CP60) จากนั้นชั่งน้ำหนักทันทีหลังจากปั่นจักรยาน น้ำหนักที่ได้นำมาลบกันจะได้น้ำหนักของเหงื่อที่เสียออกไป โดยมีความคลาดเคลื่อนราว 5% ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน แต่ก็เพียงพอที่จะนำไปคำนวนการทดแทนเหงื่อได้แล้ว จากนั้นนำไปคำนวนหาปรริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 ชม.
เช่นพบว่านักปั่น ก. เสียเหงื่อออกไป 800 กรัม จากการปั่นจักรยาน คิดเป็นน้ำ 600 มล. ดังนั้นควรดื่มน้ำชดเชยการเสียเหงื่อที่ระหว่าง 300-450 มล. ในเวลา 1 ชม. ซึ่งอัตราการเสียเหงื่อนี้จะแปรไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆมากมายเช่นลม อุณหภูมิ ความหนักของการออกกำลังกาย แม้แต่การพักผ่อนและความพร้อมของร่างกายอีกด้วย

เรามาดูความเชื่อผิดๆจากการศึกษาเรื่องการดื่มน้ำชดเชยการเสียเหงื่อกับการออกกำลังกายด้วยจักรยานกัน

1.ดื่มน้ำทดแทนให้มากเท่าที่ร่างกายเสียไป คำแนะนำของการออกกำลังกายและผู้ฝึกสอนฟิตเนสหลายๆคนแนะนำให้ผู้ออกกำลังกายดื่มน้ำทดแทนเท่ากับน้ำหนักที่เสียไปในการออกกำลังกาย
ความจริง ร่างกายไม่สามารถซึมซับของเหลวได้เร็วเท่ากับที่เสียไปทางเหงื่อ แม้จะกรอกน้ำใส่ปากเท่ากับที่เสียเหงื่อไปร่างกายก็ดูดซึมไปใช้งานไม่ทันอยู่ดี ดังนั้นโดยพฤตินัยแล้วการออกกำลังกายระยะยาวๆนานๆมากๆร่างกายจะเสียเหงื่อและของเหลวไปเรื่อยๆ เป็นที่มาว่าทำไมการปั่นจักรยานแบบทนนานเช่น Ironman, Audax, RAAM จึงต้องลดความหนักลงมาอยู่ในระดับเพียงโซน 2 เพื่อลดอัตราการเสียน้ำออกไป

2.ดื่มน้ำให้มากเข้าไว้ก่อนปั่นจักรยาน เพราะร่างกายจะขาดน้ำ ต้องตุนเอาไว้มากที่สุด อัดเข้าไปเลย
ความจริง การกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากช่วยคุณต้องวิ่งหาห้องน้ำก่อนออกสตาร์ท หรือต้องหามุมปล่อยน้ำริมทางเสียเวลาเข้าไปอีก ถ้าเป็นโปรก็ลำบากเพื่อนต้องมาดันก้นให้ปล่อยกันบนรถ สิ่งที่ควรทำคือให้จิบเครื่องดื่มเกลือแร่ราวๆ 0.5 ลิตรที่ระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงก่อนออกตัว นั่นคือปริมาณของน้ำและแร่ธาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมและพร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อเริ่มออกตัว และมีคำแนะนำบางแหล่งแนะนำให้ดื่มน้ำราว 0.5 ลิตรเพิ่มเติมอีกราว 30-45 นาทีก่อนปล่อยตัวและให้ไปเข้าห้องน้ำจัดการปล่อยน้ำหนึ่งรอบก่นปล่อยตัวราวๆ 15 นาที ส่วนระหว่างปั่นอย่างน้อยๆร่างกายต้องได้น้ำราว 0.2-0.25 ลิตร ทุกๆ 20 นาที หรือแปลงา่ยๆก็คือใน 1 ชม.ต้องดื่มน้ำให้ได้ 0.6-0.75 ลิตร สำหรับการปั่นจักรยานออกกำลังกาย (สอดคล้องใกล้เคียงกันทุกผลวิจัยทุกสำนัก)

3.สารคาเฟอีนเป็นสารต้องห้ามมีผลกับทั้งหัวใจและการเสียน้ำ ลดสมรรถภาพทางการกีฬาและเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ความจริง คาเฟอีนช่วยเร่งปฏิกริยาการสลายและนำคาร์โบไฮเดรทไปใช้งานเป็นพลังงาน ช่วยเปลี่ยนกรดแล็ติคที่เกิดขึ้นกลับไปหมุนเวียนให้เกิดพลังงานใหม่ได้เมื่อระดับการออกกำลังลดลง ช่วยกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทและการตอบสนองของร่างกาย ขยายหลอดเลือดพร้อมเพิ่มอัตราการดูดซึมอ็อกซิเจนให้มากขึ้น แต่มีผลกับอัตราการเต้นของหัวใจจนต้องจำกัดการใช้งาน หลังการแข่งจักรยานต้องไม่มีปริมาณคาเฟอีนในเลือดมากกว่ากาแฟ 6 แก้ว และห้ามใช้ในการแข่งกีฬาระดับเยาวชน (สหรัฐอเมริกา) การศึกษาที่อังกฤษพบว่านักกีฬาที่ดื่มเครื่องดื่มมีส่วนผสมของคาเฟอีนดูดซึมกลูโคสได้เร็วกว่าปกติถึง 26% และมีอัตราการย่อยสลายพลังงานเร็วกว่าถึง 2 เท่า ในกีฬาจักรยานพบว่าคาเฟอีนในปริมาณที่ไม่สูงเกินไป(6 แก้ว ต่อ 4-6 ชม.) ไม่ก่อให้เกิดอัตราการเสียน้ำมากกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายเสีน้ำในปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว อัตราที่คาเฟอีนดึงน้ำออกจากเนื้อเยื่อร่างกายคิดแล้วเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจนไม่ส่งผลอะไรเลย

4.ร่างกายต้องการโปรตีนร่วมด้วย เพราะโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรทต่างช่วยกันทำให้ระบบบพลังงานทำได้อย่างมีประสิทธภาพและรวดเร็วขึ้น
ความจริง ร่างกายเรา"อาจจะ"ต้องการโปรตีนนิดหน่อยระหว่างขี่จักรยานการทดสอบกับนักกีฬาพบว่าเครื่องดื่มที่ให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรท กับเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรทผสมโปรตีนส่งผลใกล้เคียงกันอย่างมาก ต่างจากกีฬาที่อาศัยความแข็งแกร่งอื่นๆที่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มพลังงานผสมโปรตีนเสริม แต่ยังมีการศึกษาพบว่ากรดอมิโนในโปรตีนบางชนิดช่วยลดอาการเสียหายของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังในระดับแอโรบิคชั้นสูงก่อนเกิดกรดแล็คติกได้ ทว่าการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าหากท่านปั่นจักรยานระยะทางยาวๆ 3-4 ชม.ขึ้นไปแล้วมีการพักรับประทานอาหาร หรือมีอาหารเติมระหว่างทาง(เช่นแซนวิชเนยถ่ว, ไรซ์เค้กใส่ถ่ั่วต่างๆ, บราวนี้ใส่ถั่ว แบบไทยๆก็คือพวกกระยาสารท ถั่วตัด แม้แต่เพื่อนผมซัดหมูปิ้งตอนแข่ง) ร่างกายคุณๆได้รับโปรตีนเรียบร้อยแล้วแค่มันใช้เวลาย่อยสลายดูดซึมช้ากว่าเท่านั้นเอง

5.บริษัทเครื่องดื่มเกลือแร่มักจะแนะนำให้ติดเกลือแร่ไปดื่มซักขวดไม่ว่าคุณจะปั่นแบบไหน นานแค่ไหน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาการขาดน้ำ
ความจริง อาการขาดน้ำอย่างรุนแรงแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในการออกกำลังกายด้วยจักรยานในระดับความหนักปานกลางระยะเวลา 1-2 ชม. (ปั่น 25 กม./ชม. 2 ชม.) หากคุณดื่มน้ำในชีวิตประจำวันแบบเพียงพอ สูตรโบราณ 6-8 แก้วต่อวันนั้นสุดยอดเพียงพอแล้วสำหรับการดื่มน้ำ บวกกับการดื่มน้ำระหว่างปั่นจักรยานตามสูตรที่คำนวน เท่านี้ก็แทบจะปิดประตูเรื่องอาการขาดน้ำไปได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเคตื่องดื่มเกลือแร่จากการเสียเหงื่อ การศึกษากลุ่มตัวอย่างในยิมฟิตเนสพบว่า 70% ของผู้ออกกำลังกายในฟิตเนสที่รู้สึกว่าต้องดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่คือคนที่มีพฤติกรรมการดื่มน้ำน้อยกว่าปกติในเวลาธรรมดา และอีก 30% จิตใจ
เครื่องดื่มเกลือแร่จำเป็นสำหรับการออกกำลังกายในระดับสูงเช่นการปั่นจักรยานด้วยความเร็วระดับแข่งขันหรือความหนักรูปแบบแข่งขัน (มีความเร็วสูงและการเร่งความเร็วสลับกันไป) หรือการปั่นจักรยานด้วยระยะเวลานานๆ(พวกปั่นทน) อย่างไรก็ดี พบว่าในการปั่นจักรยานแบบปั่นทนเช่น Audax, RAAM เครื่องดื่มเกลือแร่อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่ากับอาหารจริงหรือผลไม้แห้งและน้ำดื่ม เพราะร่างกายไม่ได้ต้องการพลังงานและแร่ธาตุรวดเร็วแบบจักรยานถนน แต่ต้องการแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่ค่อยๆปล่อยเข้าสู่ระบบร่างกายช้าๆอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายขอฝากให้ทุกท่านนำเอาวิชาการนี้ไปปรับใช้เพราะได้ออกตัวตั้งแต่ต้นบทความเลยว่าการวิจัยต่างๆเองก็ยังมีจุดที่ไม่ชัดเจนขึ้นอยู่กับกายภาพของแต่ละท่าน แต่หลักการไม่มีอะไรแตกต่างกัน ต่างกันตรงปริมาณและรูปแบบเท่านั้น เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างบๆมีข้อดีคือสามารถดึงเอาแร่ธาติและพลังงานมาใช้ได้รวดเร็ว หากท่านต้องการความเร็วและผลฉับพลัน ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี(แต่เสียเงิน หรือจะทำเอง?? เอาไว้เอาสูตรมาลองทำเล่นกัน แจกให้ชิมกันในเพจดีมั้ยครับ) แต่ถ้าท่านไม่ได้รีบเร่ง การหยุดกินก็เป็นทางออกที่ไม่เลว หรือแม้แต่ "ขี่ไปกินไป" แม้แต่นักแข่งอาชีพรีบเร่งแข่งกัน เคยสังเกตุไหมครับว่าพวกนี้กินกันแทบตลอดเวลา ในกระเป๋าหลังพกทั้งบาร์ และขนมกินเป็นจริงเป็นจัง มีบราวนี่ มีไรซ์เค้กกันแทบทุกคน บางรายการผมเห็นแกะห่อมาเป็นแซนวิชเบ้อเร่อ โค้กเย็นๆส่งแจกในทีมก็ยังมี และภาพติดตา ... กระดกเร้ดบุลกันอึกๆ ... บางครั้งพอเอาวิชาการมาย่อยจนเพียงพอที่เหลือก็ปรับใช้กับชีวิตของแต่ละคนได้

เกร็ดเสริม... นักแข่งอังกฤษในสมัยก่อนนิยมใส่น้ำในกระบอกหนึ่งเป็นชาอังกฤษผสมน้ำผึ้ง มันคือเครื่องดื่มให้พลังงานเร็วผสมคาเฟอีนดีๆนี่เอง เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเมืองผู้ดีขนานแท้

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

สุนัขไล่ทำยังไงดี

เพื่อนๆ หลายคนคงเคยเจอกับตัวเองมาบ้างแล้วนะครับ เวลาเราปั่นจักรยานไปตามที่ต่างๆ บางคนไม่ต้องไปไกลหลอกครับ แค่ปั่นออกมาจากซอยยังไม่ทันได้ถึงถนนใหญ่ ก็อาจจะเจอน้องหมาไปแล้ว หลายด่านครับ ผมว่าปัญหาสุนัขวิ่งไล่จักรยานนี้เป็นปัญหาคลาสสิคเลย สำหรับคนปั่นจักรยาน มีทั้งแบบ แค่เห่าเฉยๆ หรืออาจจะวิ่งเพื่อมากัดเราโดยเฉพาะเลยก็มีครับ ยิ่งถ้าหากบ้านไหนปล่อยน้องหมาออกมาเดินเพ่นพ่านนอกบ้านนี่ก็ลำบากหน่อยครับ อาจจะเสียเงินค่ารักษา พร้อมค่าทำขวัญให้ชาวบ้านได้ครับ เพราะการที่น้องหมา ของเขาเหล่านั้นไปไล่กัดชาวบ้านเขาไปทั่ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยครับถ้าหากเหล่าเจ้าของน้องหมา เอาใจใส่ในเรื่องเหล่านี้โดยดูแลน้องหมาของคนเองให้อยู่ในบ้าน หากบ้านไหนไม่มีรั้วก็ควรผูกน้องหมาของต้วเองไว้ครับ เพื่อไม่ให้ไปทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเขาครับ

ซึ่งในบทความนี้ผมจะขอแนะนำ หากเราไปเจอสุนัขจรจัด หรือน้องหมาที่เจ้าของไม่ค่อยได้เอาใจใส่ดูแลนะครับ คือชอบปล่อยน้องหมาของตนเองออกไปเดินเพ่นพ่าน ซึ่งมีอยู่เยอะครับในปัจจุบัน เวลาน้องหมาของตนไปไล่กัดชาวบ้านก็จะนั่งดูเฉยๆ พอชาวบ้านถูกสุนัขกัดจริงๆ แล้วจะขอค่ารักษา กลับบอกว่าตนไม่ได้เป็นเจ้าของสุนัขเหล่านั้น แต่พอมีเจ้าหน้าที่มาไล่จับสุนัขจรจัด ก็จะรีบเอาน้องหมาของตนเข้าไปไว้ในบ้าน เพื่อนๆ ลองคิดดูเอาเองครับว่า มันสมควรหรือเปล่า


แล้วทำไมสุนัขจึงชอบเห่า และไล่กัดผู้ที่กำลังปั่นจักรยาน

- เพราะสุนัขโดยธรรมชาติแล้ว มันจะไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามาในอาณาเขต ของมันครับ ยกเว้นเจ้าของ หรือคนที่มันคุ้นเคย มันจะไม่เห่าไล่ครับ

- เกิดจากการเลี้ยงดู แบบผิดๆเช่น ขังสุนัขไว้ตั้งแต่ตอนมันยังเล็ก แล้วมาปล่อยให้เป็นอิสระตอนมันโต มันเลยรู้สึกเก็บกดครับ เจอคนแปลกหน้าจะไล่เห่าอย่างไวเลยครับ

- เกิดจากคนเรานี่แหละครับ ที่ชอบไปแกล้งมัน น้องหมามันรู้นะครับว่าใครเล่นกับมันจริงๆ หรือว่าใครที่อยากแกล้งมันเฉยๆ พอนานเข้ามันก็จะเก็บกด ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้ครับ ว่าวันไหนน้องหมาจะทนไม่ได้ แล้วไล่กัดคนไม่เลือกหน้า ซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าของน้องหมาเองครับ เพราะฉนั้นอย่าไปแกล้งมันครับ เลี้ยงดูมันให้ดีครับแล้วมันจะเป็นเพื่อนที่ดีของเราตลอดไปครับ

วิธีแก้หากเราปั่นจักรยานแล้วต้องไปเจอน้องหมา

1. เมื่อเราปั่นจักรยานไปเจอน้องหมากำลังนอนอยู่แล้วหันมามองเรา สิ่งที่ควรทำคืออย่าไปจ้องมันกลับครับ เดี๋ยวมันจะหาว่าเราอยากมีปัญหาแล้วลุกมาไล่กัดเราได้ พยายามปั่นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ แต่ใช้หางตาแอบดูมันบ้างก็ดีครับเกิดวันนั้นมันอารมณ์ไม่ดี แล้วมาลงที่เราพอดีเราจะได้ตั้งตัวทันครับ

2. หากเรากำลังปั่นจักรยานในซอยแคบๆ แล้วไปเจอน้องหมากำลังจับกลุ่มคุยกันไกลๆ อยู่ 5 - 6 ตัว เราควรหันรถจักรยานกลับครับ อย่าเข้าไปเสี่ยงเลยครับ โอกาสโดนยำมีสูงครับ อย่าว่าแต่จักรยานเลยครับ ผมขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปเที่ยวหาเพื่อนผมในซอย ผมเจออยู่ข้างหน้า 4 - 5 ตัว แต่ผมเป็นคนที่ไม่กลัวหมาครับ ก็ขี่เข้าไปตามปรกติ แค่นั้นละครับวิ่งมากันทั้ง 5 ตัวเลยครับ กะยำผมแน่นอน แต่โชคยังดีมีน้องผู้ชายคงเป็นคนแถวนั้น ช่วยออกมาตะโกนไล่น้องหมาให้เลยรอดตัวไปครับ เพราะฉนั้นถ้าเจอน้องหมาอยู่กันเป็นกลุ่มทางที่ดีอย่า ผ่านทางนั้นเลยครับ แต่หากจำเป็นจริงๆ หรือจะไปเที่ยวหาเพื่อนหรือ ญาติควรโทรให้เขาออกมารับเราดีกว่าครับ ปลอดภัย แถมน้องหมาจะได้รู้ด้วยว่าเราเป็นเพื่อนกับคนแถวนั้นครับ

3. หากเราต้องปั่นจักรยานไปในเส้นทางเดิมๆ ทุกวันแล้วก็ต้องเจอน้องหมาตัวเดิมไล่กัดเราทุกวัน อันนี้เพื่อนผมบอกมาครับ คือให้เราพกอาหารสุนัข หรือกระดูกไก่ ติดตัวไปด้วยครับไม่ต้องเยอะนะครับ แค่ซัก 1 กำมือก็พอครับ หากน้องหมาไล่เห่า เราก็โยนอาหารให้มันกินครับ วันแรกๆ มันอาจจะงงๆ อยู่ครับเลยไม่กล้ากินแต่พอนานไปมันจะรู้ครับ ว่าเราอยากเป็นมิตรกับมัน และยอมกินอาหารที่เราโยนให้ คราวต่อไปมันก็จะเลิกเห่า แล้วจะออกมารอเรา เพราะมันรู้ว่าถ้าเราผ่านมามันจะได้กินขนมครับ ฉนั้นผูกมิตรกับมันไว้ดีกว่าครับ สบายใจกันทั้งสองฝ่ายครับ หากเจอเหตุการณ์สุดวิสัย คือหากเจอน้องหมาวิ่งมาจากไหนไม่รู้ ซึ่งเราไม่รู้ตัวมาก่อนว่ามีน้องหมาอยู่แถวนั้น แล้วพุ่งออกมาวิ่งไล่กัดเรา ซึ่งเรามีวิธีการป้องกันตัวดังนี้ครับ

4. ตั้งสติให้ดีอย่าตกใจมากครับ แต่นิดเดียวพอได้ครับ พยายามควมคุมรถจักรยานให้ดีครับ ถ้าอยู่ในซอยอย่าเร่งความเร็วหนีนะครับ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถ้าหากเป็นถนนใหญ่ และมั่นใจในความเร็วของเราก็สปริ้นจักรยานหนีเลยครับ เพราะถ้าหากพ้นอาณาเขตของมันไปแล้วน้องหมาจะเลิกตามเราไปเองครับ

หากท่านใดพกกระป๋องน้ำดืมไปด้วย ก็ชักออกมาฉีดใส่มันเพื่อไล่มันไปได้ครับ วิธีนี้ผมเคยลองใช้แล้วครับ ได้ผลดีครับ คือจะทำให้น้องหมางง และชงักไปชั่วขณะ ซึ่งทำให้ระยะห่างของเรากับน้องหมา ห่างกันมากขึ้นแล้วพ้นอาณาเขตของมันไปในที่สุดครับ

ให้ตะโกนดังๆ ไล่มันครับ เช่น (เข้าบ้านไป!!) วิธีนี้คนฝึกสุนัขเขาบอกมาครับ เพราะน้องหมาส่วนใหญ่จะกลัวคนเสียงดังๆ ครับ และที่ให้ใช้ประโยคนี้ก็เพราะว่า เจ้าของน้องหมาส่วนใหญ่ จะใช้มันเพื่อเรียกน้องหมาเข้าบ้านกันครับ มันเลยจะคุ้นกับประโยคนี้ดีครับ
v ง้างมือ เหมือนเรากำลังจะขว้างก้อนหินใส่มัน แต่แค่หลอกให้มันกลัวเฉยๆ ครับเพราะส่วนใหญ่สุนัขจรจัด จะจำท่านี้ได้ดีครับ แต่อย่าเอาก้อนหินจริงๆ ขว้างใส่มันเลยนะครับ สงสารมันครับ แค่ขว้างหลอกๆ มันก็วิ่งหนีแล้วครับ แล้วเราก็ปั่นจักรยานจากไปอย่างลอยนวลครับ

หากท่าน ปั่นจักรยาน ไปเจอสุนัขพันธุ์ดังต่อไปนี้ หรือหากท่านรู้ว่าพวกมันอาศัยอยู่แถวนั้นพึงระวังไว้ให้มากครับ และถ้าหากเป็นไปได้อย่าผ่านไปเส้นทางนั้นครับ หากเจ้าของน้องหมาพันธุ์ดังกล่าว ไม่ได้ผูกมันไว้ หรือปล่อยให้มันออกมาเพ่นพ่านนอกบ้านครับ

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปั่นจักรยานเข้าโค้งยังไงให้เร็วและปลอดภัย

หากเราพูดถึงการเข้าโค้งสำหรับ จักรยาน แล้วหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เห็น จะยากเลย ก็แค่ขี่ๆ ไปแล้วก็เลี้ยว ไม่เห็นจะต้องไปคิดอะไรมากเลย อันนี้ หากคุณขี่จักรยาน ไปซื้อกระปิที่ตลาดก็ ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ เพราะความเร็ว คงไม่เกิน 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง แน่นอน แต่หากคุณลองเข้าโค้งหักศอก ด้วยความเร็ว ที่เกิน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป คุณจะรู้สึกได้เองครับว่า คำว่า "แหกโค้ง" นั้น มันมีความรู้สึกยังไง ผมว่าหลายท่านคงเคย ประสบกับเหตุการณ์ ดังกล่าวมาบ้างแล้วนะครับ ยิ่งถ้าหาก เป็นนักปั่นจักรยาน รุ่นก่อนๆ สมัยที่ เวลโลโดม มีแค่ที่สนามกีฬาหัวหมาก แห่งเดียวในประเทศไทย สมัยนั้น การแข่งขันจักรยานประเถทลู่ จะทำการแข่งขันกันในลู่วิ่ง ที่เป็นดินแดง นั่นแหละครับ ถ้านึกไม่ออก ก็คือสนาม แข่งขันกรีฑา วิ่ง 100 เมตร นั่นแหละครับ กว่าจักรยานประเภทลู่จะเริ่มการแข่งขันได้ ก็ต้องรอ ให้ กรีฑา แข่งขันกันให้ครบทุกรายการก่อนครับ หลังจากนั้น ก็จะมี รถบดถนนคันเล็ก เข้ามาวิ่งบด ลู่แข่งขันให้เรียบ และพรมน้ำไปด้วยให้พื้นสนามแน่นๆ ครับ พอวันรุ่งขึ้น คราวนี้ ก็ถึงคิว ของภาพกีฬามันๆ แล้วครับ เพราะการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ แบบที่แข่งขันกันในลู่กรีฑานั้น โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ มีค่อนข้างสูงครับ คือล้มกันเป็นว่าเล่นเลยครับ ไม่ใช่ว่าไม่เจ็บนะครับ แต่ต้องอดทนเอาครับ หากแข้งขาไม่ หัก ยังไงก็ต้องลุกขึ้นมาแข่งขันให้จบ เรื่องแบบนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ สำหรับผม เพราะผมล้มบ่อยมากๆ ครับ ส่วนมากสาเหตุ หลักๆ คือประสบการณ์ ครับ ยิ่งมือใหม่ๆ โอกาสล้มจะสูงมากครับ แต่ถ้าหากเป็นมือเก๋าๆ แล้วละก็ ความเร็ว ระดับ 50 กว่าๆ ยังเข้าแบบนิ่มๆ เลยครับ สำหรับตัวผมนั้นเข้าโค้งไม่เก่งเท่าไหร่ครับ เลยล้มบ่อยกว่าเพื่อน แต่ก็พอจะรู้หลักการสำหรับการเข้าโค้ง มาบ้างครับ เลยจะขอมาแชร์ ให้ พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ เพราะอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มาก ก็น้อย ครับ


เทคนิคการเข้าโค้ง สำหรับนักปั่นจักรยาน

1. สังเกตุและจดจำ พื้นผิวถนน ในข้อนี้ หากท่านได้ปั่นจักรยาน ในเส้นทางไดเส้นทางหนึ่งเป็นประจำ คุณจะสามารถจำได้เองครับว่า ตรงไหน มีหลุม หรือ รอยแตกตามพื้นผิวถนน ยิ่งหากท่านได ใช้จักรยานเสือหมอบ ราคาแพงๆ วงล้อคู่ละเป็นแสน หากขี่ไปเจอหลุมแล้วหลบไม่ทัน นึกเอาเองเถอะครับว่า จะรู้สึกยังไง แทบลมจับเลยละครับ อีกอย่างเลยนะครับ พวกปุ่มสะท้อนแสงกลางถนน เจอทีไร เป็นต้องกลุ้มทุกที ผมเป็นอีกคนหนึ่งเลยครับ ที่จะกลัวมากเรื่องพวกนี้เจอเป็นต้องหลบให้ทัน บ่นซะยาว เข้าเรื่องเลยนะครับ เวลาเราจะเข้าโค้งไดๆ ก็ตาม สายตาของเราควรมองไปที่จุด หรือเส้นทางที่เราต้องการ แล้วสังเกตุ พื้นผิวถนนว่า มีกลวดทราย หรือลอยแตกหรือไม่ หากมีเราควรหลีกเลี่ยงมันครับ

2. เบรคก่อนเข้าโค้ง ในข้อนี้สำคัญมากครับ หากคุณขี่ จักรยาน มาด้วยความเร็วสูงมากๆ การใช้เบรคเป็นเรื่องที่สำคัญครับ ควรหาจุดเบรคที่ถูกต้อง และจุดนั้นจะต้องเกิดขึ้นก่อนคุณเข้าโค้ง และอย่าใช้เบรค ขณะที่อยู่ในโค้งครับ เพราะโอกาสที่คุณจะล้มนั้นมีสูงมาก หากท่านได เคยชมการแข่งขัน F1 หรือ การแข่งขัน มอเตอร์ไซค์ ชิงแชมป์โลก พวกนักแข่งพวกนี้จะมีความแม่นยำ ในการใช้เบรค และลายในการเข้าโค้งมากครับ สิ่งพวกนี้มันเกิดจากการฝึกฝน จนชำนาญ กว่าจะทำได้แบบนั้นอาจต้องฝึกกันเป็นปีๆ เพราะความแรงของรถนั้น ส่วนใหญ่ความแรงจะเท่าๆ กันครับ แต่ที่แตกต่างกันมันคือ ฝีมือ และประสบการณ์ ครับ อยากเข้าโค้งเก่งๆ อันนี้ต้องฝึกครับ

3. เข้าโค้งให้ถูกลาย หลายท่านคงไม่ได้คำนึงถึงในจุดนี้ มากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า หัวข้ออื่นเลยครับ และจำเป็นมากครับ หากท่านกำลังปั่นจักรยาน บนเส้นทางที่กำลังลงจากที่สูงชัน หรือ ภูเขา และเป็นเส้นทางที่มีโค้งเยอะๆ หากท่านไม่รู้ลายในการเข้าโค้งท่านจะลงเขาได้ช้ากว่าคนอื่นๆ อย่างแน่นอนครับ เพราะความเร็วในการ ปั่นจักรยาน ลงจากภูเขา นั้นสูงมากๆ ครับ คือจากประการส่วนตัวเลยนะครับ คือประมาณ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไปครับ เรียกได้ว่า ไม่มีรถอะไรตามจักรยานทันเวลาลงเขาครับ พวกเราแซงหมด รู้สึกตอนนั้นผมไปปั่นจักรยานขึ้น ดอยอินทนนท์ กับพวกรุ่นพี่ๆ ที่ฝึกซ้อมด้วยกัน ครับ มันผ่านมาหลายปีแล้วครับ ตอนขึ้นเขามันไม่ค่อยสนุก เท่าไหร่ ครับ เพราะทั้งสูงชัน และไกลอีกต่างหาก แต่ตอนลงจากเขานี่ซิครับ อย่างมัน แทบจะเรียกว่าบินได้เลยครับ แต่ผมก็ตามพวกพี่ๆ เขาไม่ทันเพราะผมยังอ่อนประสบการณ์ ในการเข้าโค้ง สู้พวกรุ่นพี่ๆเขาไม่ได้จริงๆครับ ฝากไว้นิดหนึ่งนะครับ หากใครมีโปรแกรมจะปั่นจักรยาน ขึ้นเขา ควรเช็ค ระบบเบรค และยางให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี ด้วยครับ ปลอดภัยไว้ก่อนครับ

- การเข้าโค้งที่ถูกลายเขาเข้ากันยังไง ผมมีรูปมาฝากด้วยครับ ผมจะอธิบายจากรูปเลยนะครับ เส้นสีแดง คือลายที่เราจะเข้านั่นเองครับ ส่วนเส้นสีเหลืองคือเส้นแบ่งเลน กลางถนนครับ ลายการเข้าโค้งแบบนี้ ใช้ได้ทั้ง จักรยาน, มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ ครับ เพราะมันจะทำให้ มุมที่เราจะเข้าโค้งนั้นกว้างขึ้นนั่นเองครับ ซึ่งจะส่งผลให้เราสามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้นั่นเองครับ ซึ่งแต่ละโค้งในสภาพถนนจริงนั้น การทำมุมจะแตกต่างกันครับ ซึ่งความเร็วในการเข้าโค้งก็จะไม่เท่ากันทุกโค้งด้วยครับ ดังนั้นเขาจึงมีการฝึกซ้อม การเข้าโค้งกันจากสนามการแข่งขันจริงเพื่อ ที่จะได้ หาจุดเบรค ที่เหมาะสม และลายในการเข้าโค้งที่แม่นยำที่สุด ครับ

4. อย่าปั่นในขณะที่อยู่ในโค้ง อันนี้ใช้เฉพาะการเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ และจักรยานของเราต้องทำมุมเอียงมากๆ หากเราปั่นขณะที่อยู่ในโค้งมันจะทำให้บรรไดจักรยาน กระทบกับพื้นถนน แล้วทำให้เกิดอุบัติเหตุ ได้ครับ ลองดูจากรูปแรกของบทความครับ นักปั่นจักรยาน ทั้งสองคนกำลังเข้าโค้ง ซ้าย และดูที่ขาของพวกเขาครับ ขาซ้ายจะยกขึ้น เพื่อไม่ไห้บรรไดจักรยาน กระทบกับพื้นถนนครับ หากพวกเขาปั่นในขณะเข้าโค้งดังในภาพ ผมว่าล้มแน่นอนครับ คอนเฟิร์ม !! งั้นผมขอฝากทริค เล็กๆ น้อยๆ ในการเข้าโค้ง ครับ หากคุณเข้าโค้งซ้าย คุณควรถ่ายเทน้ำหนัก ไปที่มือ ขวา และเท้าขวา แล้วงอแขน เพื่อให้น้ำหนักตัวได้สมดุล ระหว่าง ล้อหน้า และล้อหลังครับ

5. การเข้าโค้งในสภาวะถนนเปียก หรือฝนกำลังตก แน่นอนครับในสภาวะ ดังกล่าวเราไม่สามารถที่เข้าโค้งด้วยความเร็ว ที่เท่ากับ ขณะที่ถนนแห้งได้ ดังนั้นเราควรลดความเร็วลง ก่อนถึงโค้ง และต้องยิ่งระมัดระวังมากขึ้น หากฝนพึ่งตกใหม่ๆ เพราะพื้นถนนจะลื่นมาก ยิ่งถ้าใครใช้ ยางจักรยาน ที่เป็นแบบไม่มีดอก หรือที่เขาเรียกว่า ยางสลิค นั่นแหละครับ เพราะยางชนิดนี้จะเหมาะ สำหรับพื้นถนนที่แห้ง หากตอนฝึกซ้อมเกิดฝนตกขึ้นมา เราควรยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยางชนิดนี้เมื่อเจอถนนเปียกๆ จะลื่นมากๆ ครับ ผมก็เกือบล้มกับยาง ชนิดนี้หลายต่อหลายครั้งแล้วครับ เลยฝากบอกเพื่อนๆ ควรเลือกใช้ยางให้ถูกกับสภาพถนนด้วยนะครับ อย่าตามแฟชั่นมากเกินไปครับ ใส่แล้วมันปั่นได้เร็วลื่นใหลขึ้นก็จริง แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ด้วยนะครับ

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

เทคนิคในการแข่งขันจักรยานทางไกล


การแข่งขันจักรยานประเภททางไกลนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีประสบการณ์ในการแข่งขันมากๆ จะได้เปรียบและมีโอกาสในการชนะสูงกว่านักปั่นจักรยานมือใหม่ๆ หรือผู้ที่กำลังก้าวขึ้นมาแข่งขันจักรยานทางไกล เพราะมันมีเทคนิคอะไรต่อมิอะไรเยอะพอสมควร โดยในการแข่งขันนั้นผู้ทำการแข่งขันต้องใช้ไหวพริบ ประกอบกับพละกำลังของนักปั่นจักรยานเอง และประสบการณ์ในการแข่งขัน โดยประสบการณ์ในการแข่งขันจริงจะช่วยได้มาก จะเห็นได้ว่านักปั่นจักรยานมือใหม่ส่วนใหญ่ที่พึ่งเริ่มการแข่งขันได้ไม่นานจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใหล่ พอนานๆไปประการณ์ในการแข่งขันเพิ่มขึ้นพวกเขาเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ประสบความสำเร็จจากการแข่งขันเพิ่มขึ้น จะมากหรือน้อยนั้นตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและ พละกำลังของแต่ละคน โดยในวันนี้ผมจะมานำเสนอเทคนิคเล็กๆน้อยในการแข่งขันจักรยานประเภททางไกล บางท่านอาจจะรู้แล้วก็ขออภัยด้วยครับ เผื่อสำหรับท่านที่อาจจะยังไม่ทราบเพื่อเป็นแนวทางในการแข่งขันของ นักปั่นจักรยานมือใหม่ก็แล้วกันครับ

1.ก่อนทำการแข่งเราต้องรู้ว่าเส้นทางในการแข่งขันนั้นจัดขึ้นที่ใหน และมีภูมิประเทศเป็นอย่างไร เป็นถนนแบบทางเรียบ หรือ ว่ามีเนินเขาหรือไม่ เพื่อที่เราจะได้นำมาวิเคราะห์ ว่าเราควรจะขี่แบบใหน ควรปรับแต่งอุปกรณ์อะไรหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นถ้าสถานที่แข่งขันจักรยานมีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันเป็นส่วนใหญ่เราควร ปรับปรุงอุปกรณ์ทางด้านระบบเกียร์โดยใช้อัตราทดที่สูงๆ หน่อย
2.ทำการวิเคราะห์คู่แข่งของเราว่าเขามีจุดแข่งจุดอ่อนตรงใหน ลักษณะ และ สไตร์การขี่เป็นอย่างไร, เขาฝึกซ้อมมาดีหรือไม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าเราควรขี่แบบไหน หรือควรคอยจับตาหรือระวังใครเป็นพิเศษ และถ้าหากเรารู้ว่าคู่แข่งของเราเป็นอย่างไรแล้วโอกาสในการชนะการแข่งขันจักรยานของเราก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย
3.ในระหว่างทำการแข่งขันเราควรใช้กำลังงานของเราอย่างมีประสิทธิภาพ และพยายามเก็บแรงไว้เผื่อมีการสปริ้นกันก่อนเข้าเส้นชัย วีธีที่ดีที่สุดในการเซฟพลังงานของเรา คือการ ปั่นตามหลังนักปั่นจักรยานคนอื่นๆ (ในภาษาจักรยานเขาเรียกว่า "จี้" ครับ) โดยวิธีนี้สามารถเซฟพลังงานของเราได้ถึง 40% เลยนะครับ
4.ในระหว่างการแข่งขันพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เบรคให้มากที่สุด เพราะถ้าหากเราทำการเบรคแล้วความเร็วของรถก็จะลดลง แล้วเราก็ต้องเสียแรงไปกับการเพิ่มความเร็วให้กลับมาคงที่เหมือนตอนก่อนที่เราจะทำการเบรค สรุปคือควรใช้เบรคในเวลาที่เราเห็นว่าฉุกเฉิน จริงๆครับ อีกอย่างหนึ่งครับเวลาเราทำการเข้าโค้งเราควรเข้าโค้งให้นิ่มนวลและราบลื่น เพราะการเข้าโค้งที่ดีสามารถลดเวลาในการแข่งขันจักรยานลงได้เยอะครับ ยิ่งถ้าสภาพสนามที่มีโค้งเยอะๆ การเข้าโค้งที่ดี, ราบลื่นและรวดเร็ว จะทำให้เวลาในการแข่งขันของเราดีขึ้นเยอะมากครับ
5.ในระหว่างการแข่งขันควรใช้เกียร์ให้เหมาะสม คือ พยามยามใช้เกียร์ที่เราขี่แล้วสบายที่สุด ไม่ใช้เกียร์ที่หนักเกินไปเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดการล้าเร็วขึ้น และควรปรับเปลี่ยนเกียร์จักรยานขึ้นหรือลงตามสภาพสนามที่กำลังทำการแข่งขันด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าใช้เกียร์อยู่อันเดียวตลอดการแข่งขัน คือ หากเป็นทางขึ้นเขาเราควรปรับเกียร์รถจักรยานของเราให้มีอัตราทดที่สูงขึ้น เพื่อที่จะขึ้นเขาได้สบายขึ้น และมันจะทำให้กล้ามเนื่อขาของเราไม่เกิดการล้าเร็วจนเกินไปครับ

ผมหวังว่าเทคนิคในการปั่นจักรยานเล็กๆน้อยๆนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนนักปั่นจักรยานบ้างนะครับหากใครต้องการเพิ่มเติมหรือแนะนำสามารถ Comment ได้ข้างล่างบทความนี้เลยครับตามสบายครับขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของผมครับ