วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

หัวใจและการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนั้นดีต่อหัวใจ แต่มันต้องมีขอบเขตุบ้าง?


...ผมเริ่มขี่จักรยานด้วยเหตุผลง่ายๆเพียงเหตุผลเดียวว่ามันต้องดีต่อสุขภาพหัวใจของผม หลายครั้งที่ผมจะผลักดันตัวเองให้ออกแรงหนักต่อสู้กับขีดจำกัดตัวเองและเชื่อว่ามันให้ผลที่ดีต่อร่างกาย แต่ในหนึ่งปีที่ผ่านมาผมได้พบกับกรณีที่มีการเสียชีวิตจากระบบหมุนเวียนโลหิตและหัวใจล้มเหลวจากการออกกำลังถึง 3 เคส บวกกับข่าวนักกีฬาหนุ่มๆระดับอาชีพที่เราเชื่อว่าร่างกายต้องอยู่ในระดับสุดยอดเสียชีวิตจากกีฬาที่ตนเองเล่น จึงเริ่มกังวลว่ากีฬาอาจไม่ได้ทำให้อายุผมยืนยาวแต่กำลังมีโอกาสเสี่ยงที่จะอายุสั้นอย่างฉับพลัน
จากนั้นผมได้พบกับ ดร.อังเดร ลา เกิร์ช นายแพทย์ชาวออสเตรเลียผู้เชี่ยวชาญระบบหมุนเวียนโลหิตที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับสภาพร่างกายและการตอบสนองของหัวใจในการเล่นกีฬาความเข้มช้นสูง ทำการศึกษานักกีฬาต่างๆรวมถึงนักจักรยานจากกลุ่มตัวอย่างในออสเตรเลียและยุโรปครอบคลุมทั้งนักกีฬาสมัคเล่นและนักกีฬาอาชีพ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง ลดอัตราการเกิดสภาวะล้มเหลวของระบบหมุนเวียนโลหิต พัฒนาระบบทางเดินหายใจ ลดอัตราการเกิดหัวใจล้มเหลว ไปจนสภาวะโรคเรื้อรังตั่งๆและลดการเกิดโรคมะเร็วหลายๆชนิด
ในมุมมองของผู้ที่รักการออกกำลังกายไม่ค่อยสนใจสถิติและการศึกษาเหล่านี้กันนักเพราะสัดส่วนการเสียชีวิตจากการออกกำลังกายคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของการเกิดเหตุเสียชีวิต หรืออาจน้อยกว่าานั้นเมื่อเทียบกับประชากรผู้รักการออกกำลังกาย และในความคิดของผู้รักกีฬาเพื่อความแข็งแรง ใช้การแข่งกีฬาเป็นแรงูงใจกระตุ้นให้ออกกำลังกายได้มากขึ้น แข็งแรงขึ้น ข้อมูลเหล่นี้อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจปั่นจักรยานในวันรุ่งขึ้นแต่อย่างใด
แต่ข้อควรรู้เหล่นี้อาจช่วยให้แต่ละคนที่ออกกำลังกายสังเกตุและพึงระวังตนเองในขณะที่ออกกำลังกายมากกว่าเดิม
การออกกำลังกายด้วยกีฬาที่อาศัยความทนทานเช่นวิ่ง จักรยาน ไตรกีฬา ร่างกายจะพัฒนาความแข็งแรงของระบบหมุนเวียนโลหัตได้มากกว่ากีฬาชนิดอื่นๆเนื่องจากร่างกายใช้พลังงานโดยรวมมาจากระบบแอโรบิคซึ่งเชื่อมโยงกับหัวใจโดยตรง การศึกษาพบว่าส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งความแข็งแรงและปริมาตรของหัวใจที่ใหญ่กว่าคนธรรมดา พบว่าในนักจักรยาน Tour de France มีขนาดหัวใจระหว่างแข่งขันใหญ่กว่าคนทั่วไปเกือบ 30% ซึ่งถือว่าส่งผลกับสมรรถนะของระบบแอโรบิคมาก เป็นผลจากการฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างหนักต่อเนื่องกันเป็นเดือนๆตลอดเวลา หัวใจก็แข็งแรงและพัฒนาตัวเองให้ใหญ่ขึ้นเหมือนกับกล้ามเนื้ออื่นๆ ทว่าในการศึกษาพบต่อว่าแม้ว่านักกีฬาจะหยุดการออกกำลังกายไปแล้ว แต่ขนาดหัวใจไม่ได้ลดลงเหมือนกับกล้ามเนื้ออื่นๆ จากการศึกษานักจักรยานอาชีพที่หยุดแข่งจักรยานมาแล้ว 30 ปีก็ยังพบว่ามีขนาดหัวใจใหญ่กว่าคนปกติอยู่ดี
และจากการศ฿กษาที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้พบว่าขนาดของหัวใจที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้ใหญ่ขึ้นด้วยการขยายตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อเทา่นั้น แต่พบว่ามีบางจุดของกล้ามเนื้อที่เกิดอาการเพิ่มขนาดจากการบาดเจ็บหรือเรียกง่ายๆว่าคล้ายรอยแผลเป็นบนร่างกาย ซึ่งส่งผลจากการฝึกซ้อมและเล่นกีฬาที่หนักมากๆ การศึกษานี้ยังหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ในระดับกล้ามเนื้อปกติ เราสามารถพบร่องรอยของกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บเสียหายจากการฝึกซ้อมหนักเกินไปได้เป็นปกติซึ่งจะส่งผลให้เส้นใยกล้ามเนื้อขนาดเล็กจิ๋วเกิดการเสียหายและไม่ทำงาน แต่ในกล้ามเนื้อส่วนอื่นจะไม่ส่งผลต่อการออกกำลังกายแต่อย่างใดเนื่องจากเส้นใยกล้ามเนื้ออื่นๆรอบๆจะเพิ่มขนาดและประสิทธิภาพทำงานทดแทนได้เต็มที่ การศึกษายงไม่ระบุแน่ชัดว่าร่องรอยนี้ที่กล้ามเนื้อหัวใจส่งผลกับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยหรือไม่
การศึกษาพบว่าในกรณีนักวิ่งมาราธอนที่เสียชีวิตรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกา มีสภาวะหัวใจขนาดใหญ่กว่าคนปกติ (ซึ่งเป็นสิ่งปกติของนักกีฬากลุ่มนี้) และพบร่องรอยแผลเป็นในเส้นใยกล้ามเนื้อหัวใจ (ซึ่งไม่ค่อยพบในนักกีฬาอาชีพที่ถูกฝึกฝนมาอย่างถูกต้อง) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดสภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและทำงานล้มเหลวณะออกกำลังกายอย่างหนัก
อย่างไรก็ดีสภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นสภาวะที่พบได้หลากหลายรูปแบบและพบได้ในนักกีฬาอาชีพ ซึ่งไม่ได้จำเพาะว่าต้องส่งผลถึงชีวิตเสมอไป
ดังนั้นข้อควรระวังที่ยังหาข้อสรุปลงตัวไม่ได้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของการเสียชีวิตจากการออกกำลังกายขนาดหนัก จนก่อให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลว เนื่องจากสาเหตุที่พบในหลายกรณีจำเพราะแต่ละเคสมีเหตุปัจจัยซ้อนที่ส่งเสริมเข้ามาประกอบด้วย แต่จากการศึกษาเป็นเวลาหลายปี พอจะสรุปเป็นข้อมูลเบื้องต้นได้ดังนี้

-การออกกำลังกายระดับเบาๆและปานกลางส่งผลที่ดีอย่างยิ่งสำหรับกีฬาทุกชนิดและคนทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย

-การออกกำลังกายขนาดหนักระดับนักกีฬาแข่งขัน ไม่มีข้อมูลยืนยันถึงอันตรายที่แน่ชัด และดูจะปลอดภัย แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน

-ยังมีข้อสงสัยอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ยังหาคำตอบไม่ได้

-ยังสรุปไม่ได้ว่าการออกกำลังกายสามารถสร้างรอยแผลเป็นที่กล้ามเนื้อหัวใจได้หรือไม่ และอย่างไร

-อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้อย่างไรในนักกีฬาและชนิดไหนที่ส่งผลถึงชีวิต ? เรื่องนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้

-อะไรคือปัจจัยเสี่ยงที่บ่งชี้ความเสี่ยงของแต่ละบุคคล? เนื่องจากคำถามต่างๆยังหาคำตอบไม่ได้ จึงไม่สามารถตอบคำถามข้อนี้ได้

ดังนั้นจากข้อมูลการศ฿กษาเชิงลึก ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบและข้อสรุปของเหตุปัจจัยต่างๆได้ชัดเจน แต่สรุปได้หนึ่งอย่างที่แน่นอนว่า การเกิดเหตุโศกเศร้าในแต่ละครั้ง ตัวนักกีฬาและผู็ออกกำลังกายมักมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆส่งเสริมเช่นอาการหัวใจผิดปกติแบบซ่อนเร้น การดูแลร่างกายที่ไม่ถูกต้อง การฝึกซ้อมที่ผิดวิธี รวมถึงอถณหภูมิและการเตรียมตัวในสภาพอุณหภูมิสูงเกินปกติ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงเราสามารถป้องกันปัจจัยหลายๆอย่างได้หากเรามีการเตรียมตัวที่ดีพอ

...กีฬาจักรยานเป็นกีฬาที่อาศัยทั้งความทนทาน และความแข็งแรง แน่นอนว่าต้องอาศัย"ใจ"ที่จะต่อสู้ฝ่าฟันมาก แต่ใจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ใจท่สู้อาจส่งผลกับร่างกายที่ไม่พร้อม ต้องเข้าใจรูปแบบการฝึกซ้อมจักรยานและการพัฒนาร่างกายของนักปั่นจักรยานกันก่อนนะครับ การฝึกซ้อมและพัฒนานักจักรยานคือการ"ค่อยไ"เพิ่มพิกัดความแข็งแรงในระดับต่างๆของร่างกาย ในช่วงการทำงานหนักระดับต่างๆ บางครั้งหนักจนร่างกายรู้สึกเจ็บปวด ปวดร้าวไปทั่วตัว แต่เริ่มด้วยการค่อยๆฝึกในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นจึงเพิ่มระยะเวลาขึ้น ซึ่งก็คือการเพิ่มศักยภาพนั่นเอง
นักปั่นที่มักจะ"ฝืน" ตัวเองมากเกินไป คือนักปั่นที่ไม่ได้เตรียมพร้อมการฝึกซ้อมในระดับความเข้มข้นแบบนั้นมาดี อาศัยเพียงพลังใจของตัวเงเป็นแรงผลักดัน และเมื่อถึงขีดจำกัดที่แท้จริงร่างกายก็ทำงานล้มเหลวได้อย่างง่ายๆ เราไม่มีทางรู็ว่านักปั่นคนอื่นๆเขามีปัจจัยร่างกายเช่นไร มีการฝึกซ้อมมาอย่างไร อันตรายที่น่ากลัวคือการไม่รู็จักร่างกายตนเอง และการเตรียมร่งากายที่ดีพอ อยากให้ลองศึกษาการฝึกซ้อมและการมุ่งเป้าหมายพัฒนาศักยภาพทางกายภาพของกีฬาจักรยาน และใช้เป็นแนวทางในการออกกำลังกาย ทำไมคนบางคนสามารถปั่นได้เร็ว เหนื่อย ได้นานกว่าคนอื่น? เขามีร่างกายที่ถูกสร้างมาเช่นนั้นหรือ?? คำตอบคืออาจจะใช่และไม่ใช่ แน่นอนว่ากรรมพันธุ์ย่อมมีผล แต่นักปั่นที่ดีคือคนที่ฝึกและรับมือกับความเจ็บปวดของสภาพความหนักระดับสูงมาแล้วด้วยตารางโปรแกรมการซ้อมอย่างที่ได้อธิบายไว้ ซึ่งร่างกายจะค่อยๆพัฒนาเพื่อรับมือกับความหนักนั้นๆได้ และนักจักรยานอาชีพแทบทั้งหมด รู้จักความทรมานนั้นดีพอที่จะปั่นโดยมีความเจ็บปวดไปพร้อมๆกัน คนธรรมดาที่อาศัยแค่ใจเป็นหลัก อาจจะต่อสู้เอาชนะความทรมานนั้นได้ แต่สุดท้ายร่างกายที่ไม่เคยฝึกซ้อมมาดีพอก็ยอมแพ้ต่อตัวมันเองอยู่ดี
สิ่งสำคัญสุดท้ายก็คือเรื่องของการเตรียมตัว ทั้งการพักผ่อน การวางแผนตารางการปั่นจักรยาน รวมไปถึงน้ำดื่ม อาหาร ก่อน/หลังปั่น การดื่มน้ำและเติมพลังงานระหว่างปั่น การปั่นในอากาศร้อน สิ่งต่างๆเหล่านาี้คือสิ่งจำเป็นที่นักปั่นควรเรียนรู้ นักปั่นที่มีความเสี่ยงสูงคือนักปั่นที่ไม่เรียนรู้ข้อควรระวังเหล่านี้ แต่ก็แรงทั้งกายและใจ พร้อมจะฝืนได้มากกว่าคนอื่น และนั่นคือความเสี่ยงว่า
...วันไหนที่ใจคุณฝืนได้ แต่ร่างกายคุณยอมแพ้??...

ฉลาดเล่นเกียร์ขั้นสูง


เกียร์นั้นสำหรับคนอ่อนแออย่างนั้นหรือ? ไม่เลย สำหรับโปรมืออาชีพที่แต่ละคนมีกำลังระเบิดออกมาไม่น้อยไปกว่ารถสกู๊ทเตอร์ไฟฟ้าย่อมๆสักคันหนึ่งก็ใช้เกียร์เพื่อสร้างความได้เปรียบ เกียร์เป็นสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนรูปโฉมของกีฬาจักรยานไปตลอดกาลตั้งแต่มันถูกคิดค้นขึ้น และเกียร์ที่ถูกสร้างมาให้รักษารอบขาและการออกแรงให้คงที่อยู่ในช่วงที่รู้สึกสบายนั้นก็ช่วยให้เราสามารถรีดเอาศักยภาพของกล้ามเนื้อออกมาได้โดยที่ไม่มีอาการบาดเจ็บและเหมาะสมกับเส้นทาง

มาลองดูสถานการณ์การเลือกเล่นเกียร์แบบโปรกัน

เนินยาวๆไม่ชันมาก
นี่คือสถานการณ์ที่"ง่ายที่สุด"แล้ว ที่ทางราบก่อนเข้าสู่ระดับความชัน นักปั่นควรอยู่ในช่วงรอบขาที่สบายซึ่งแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน จงจำไว้ว่าการใช้เฟืองหลังไล่ไปจะให้อัตราทดที่ละเอียดกว่าในเส้นทางแบบนี้ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนจานหน้าอย่างกระทันหัน หากต้องการยืนปั่นให้ลดเฟืองลงเล็ก 1-2 เฟือง และกลับมานั่งปั่นที่เฟืองเดิม ไปเรื่อยๆจนสุดปลายเนินยาวนี้ การอยู่ในกลุ่มความเร็วสูงที่กำลังจะสปรินท์จบ
ข้อผิดพลาดใหญ่ของมือสมัครเล่นคือการส่งสัญญาณโทรเลขไปบอกเพื่อนในกลุ่มว่าคุณกำลังจะสรินท์ด้วยการตบเฟืองเล็กลงทันที 1-2 เกียร์ เสียงเปลี่ยนเกียร์เป็นเหมือนรหัสส่งสัญญาณบอกทุกคนว่ามีคนกำลังพร้อมจะกระชากออกไป นักปั่นที่มากประสบการณ์จะออกตัวด้วยเกียร์ที่เป็นปกติและใช้รอบขาที่มากกว่าปกติเร่งความเร็วจากนั้นค่อยๆไล่เกียร์ลงเฟืองเล็กทีละเฟือง โดยเน้นใช้รอบขาในการสร้างความเร่งออกไปแทนการใช้เกียร์หนักขึ้นแบบก้าวกระโดดแล้วพยายามส่งกำลัง หากซ้อมเทคนิคมาดี การสปรินท์แบบนี้สามารถสร้างแรงกระชากได้เร็วกว่าและไปสู่ความเร็วสูงสุดที่มากกว่า

การลงเขาด้วยความเร็วสูงและคดเคี้ยว
การลงเขาเป็นจุดแตกต่างระหว่างนักปั่นที่มีทักษะและนักปั่นมือใหม่ นักปั่นมือใหม่จะปล่อยขาฟรีลงมา ปล่อยให้แรงดึงดูดพารถลงมา แต่นักปั่นที่มีประสพการณ์จะควงขาตามด้วยเกรียร์หนักๆค่อยๆไต่ความเร็ว และใช้เกียร์ช่วยเร่งความเร็วออกจากโค้ง ซึ่งในระยะยาวๆจะสร้างความต่างได้มาก และพบว่าการออกแรงควงขาลงมาช่วยให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เกียร์ที่เหมาะสมคือจานหน้าใบใหญ่และเฟืองหลังชุดเล็กๆ ค่อยๆออกแรงควงขาไปเบาๆ ไม่มีความจำเป็นต้องคอยเร่งกระชากส่งทุกครั้งเนื่องจากเป็นการลงเขาคดเคี้ยว ไม่นานก็ต้องลดความเร็วและเบรคเพื่อเข้าโค้ง ก่อนจะเข้าโค้งให้ลดเกียร์ไปเฟืองใหญ่ขึ้น 2-3 เฟือง เมื่อออกจากโค้งให้นั่งปั่นควงขาไล่เกียร์กลับมาใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆจะรักษาระดับความเร็วโดยรวมได้ดีกว่าและปลอดภัยกว่า

การแข่งไครทีเรียม
ไครทีเรียม หรือการแข่งที่เน้นการเร่งสปรินท์บ่อยๆ แทนที่การทำความเร็วสูงและคงที่ นักปั่นต้องเร่งความเร็วอย่างรวดเร็วและลดความเร็วลงสลับไปเรื่อยๆตลอดเส้นทาง เกียร์ที่เหมาะสมสำหรับเทคนิคการปั่นนี้ถือว่ายากที่สุด เนื่องจากในการเร่งสปรินท์ต้องใช้เีกียร์หนักจานหน้าใบใหญ่ร่วมกับเฟืองขนาดเล็ก แต่เมื่อลดความเร็วลงความเร็วจะลดลงมามาก ดังนั้นเพื่อให้เปลี่ยนเกียร์ได้เร็วกว่าการคอยไล่เฟืองหลังไปใหญ่ขึ้น 3-4 เฟือง พบว่าเทคนิคการเล่นด้วยจานหน้าใบเล็กและเฟืองหลังเล็กลงแทนช่วยได้มากกว่า และเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนสปรินท์ก็เปล่ยนเฟืองใหญ่ขึ้นและสับจานหน้าขึ้นใบใหญ่เพื่อสปรินท์เร่งออกไป ทำเช่นนี้สลับไปเรื่อยๆ
สรุปได้ว่าการเล่นเกียร์อย่างชาญฉลาดคือการเข้าใจและวางแผนสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การเปลี่ยนเกรียร์เพื่อแก้ปัญหา แต่เป็นการใช้เกียร์เพื่อสร้างสรรรค์สถานการณ์ที่เหมาะสมกับเส้นทางและร่างกายของนักปั่นเพื่อความได้เปรียบนั่นเอง

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

เรียนรู้การใช้เกียร์

อัตราทดและการใช้เกียร์
ต่อกันตอนที่สอง หลังจากที่พอจะเข้าใจเรื่องการใช้เกียร์พื้นฐาน เรื่องค่าเกียร์เรโชกันแล้ว ตอนนี้ลองมาเลือกใช้เกียร์ให้เหมาะและเรียกเกียร์ที่เข้ากับเส้นทางกันดูนะครับ ซึ่งสถานการณ์หลักๆที่เรามักจะต้องใช้เกียร์อย่างฉลาดก็ได้แค่ เส้นทางภูเขา เส้นทางลมแรง และการขี่กลุ่มที่มีความเร็วสูงพร้อมกับมีการเร่งความเร็วบ่อยๆ ลองมาดู"เคล็ดลับ"เล็กๆน้อยๆเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆกันดังนี้

1.ก่อนขึ้นเขา
ทุกท่านคงเคยเจอเหตุการณ์ขี่ทางราบมาดีๆแล้วจะต้องไปขึ้นเขาอีกไม่ไกลข้างหน้า คนทั่วไปนิยมที่จะเร่งความเร็วอัดขึ้นเขาไป แล้วไปค่อยๆไล่เกียร์เปลี่ยนเบาจนกว่าจะไหวเอาบนภูเขาซึ่งเปลืองแรง และเสี่ยงที่จะเกิดอาการ"หม้อน้ำระเบิด"มาก วิธีการใช้เกียร์อย่างฉลาดคือ ก่อนถึงภูเขาลองสับจากจานใหญ่ลงมาที่จานเล็ก และไล่เฟืองไปที่เฟืองเล็กๆเอาไว้ รอบขาอาจจัดขึ้นบ้างแต่ไม่นานอัตราทดเบาๆที่ได้จะทดแทนด้วยความชันของภูเขา และสามารถไล่เฟืองหลังได้ง่ายกว่า บนเขาเมื่อรอบขาต่ำ เกียร์จะเปลี่ยนได้ช้าลงกว่าปกติ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเกียร์วินาทีสุดท้ายก่อนกดบันไดไม่ไหวคือทางออกที่ดีที่สุด

2.ก่อนลงเขา
บนยอดเขาหรือยอดเนินส่วนมากความชันจะลดลง และเป็นทางลงเขาต่อ ซึ่งนักปั่นส่วนมากก็มักจะหมดแรงและปล่อยรถไหลลงเขามาฟรีขาสบายๆ แต่นักปั่นที่ชาญฉลาด จะสลับจานหน้าขึ้นไปเป็นใบใหญ่ และไล่เฟืองหลังไปเฟืองใหญ่ชดเชยเอาไว้ เมื่อถึงยอดเขาก็จะ"ควงขา"ตามบันไดเบาๆ พร้อมกับค่อยๆไล่เฟืองเล็กลงเรื่อยๆ ทำความเร็วไปได้มากกว่าคนที่ปล่อยลงมาโดยไม่ปั่น ซึ่งส่งผลช่วยให้สามารถไต่เนินต่อไปได้ง่ายขึ้น หรือประหยัดแรงในการรักษาตำแหน่งได้มากขึ้น การควงขาเบาๆตามบันไดยังช่วยคลายความเครียดและกรดแล็คติกในกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการปล่อยขานิ่งๆดีกด้วย

3.ก่อนเข้าโค้ัง
การเข้าโค้งส่วนใหญ่เราต้องลดความเร็วลงและออกจากโค้งแล้วเร่งความเร็วต่อ ซึ่งนักปั่นส่วนมากมักปล่อยให้รถความเร็วตกลง และออกจากโค้งด้วยเกียร์ที่หนักเกินไป เมื่อลดความเร็วได้แล้วลองเตรียมเกียร์ที่เบากว่าเดิมสัก 1-2 เกียร์และออกจากโค้งด้วยเกียร์ที่เบาก่อน จากนั้นเร่งความเร็วกลับขึ้นไปอีกครั้ง วิธีนี้จะทำให้รักษารอบขาและถนอมแรงได้ดีกว่าการคอยกระแทกเกียร์หนักเร่งความเร็วทุกครั้งที่ต้องเข้าโค้งหรือชลอความเร็ว

4.ยอดนักสปรินท์
สำหรับนักปั่นที่มีประสพการณ์และแรงดีๆนิยมสปรินท์เร่งความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วจของกลุ่มหรือที่เรียกกันว่า"กระชาก" หรือการต้องการออกจากกลุ่มไปด้านหน้าแล้วเปิดช่องว่างออกไปหรือเรียกกันง่ายๆว่า"ยิง" และการสปรินท์จบสุดท้ายเพื่อเข้าไปสู่เส้นชัยที่หมาย บ่อยครั้งที่นักปั่นทรงพลังเหล่นี้นิยมที่จะใล่เฟืองไปที่เฟืองเล็กมากๆและลดรอบขาลง จากนั้นก็ใช้วิธีกระแทกแรงทั้งหมดที่มีลงไปที่บันได ผลที่ได้คืออัตราเร่งที่รุนแรง ยากต่อการไล่ตามของคนอื่น ทว่าต้องแลกมาด้วยพลังงานมหาศาลเช่นกัน ดังนั้นแต่ละคนมีปัจจัยยต่างกัน การสปรินท์จึงเป็นสิ่งที่เฉพาะตัวมากกว่า ไม่มีสูตรตายตัว

5.ลมแรงทางราบ
ลมแรงทางราบไม่ว่าจะลมสวนด้านหน้า หรือลมด้านข้าง เส้นทางแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับเนินเขา และเพิ่มความยากหากลมนั้นมากระแทกเป็นระลอก เช่นลมทะเล หรือเส้นทางคดเคั้ยวที่ลมเปลี่ยนทิศทางบ่อยๆ การใช้เกียร์ในสถานการณ์นี้ถือว่ายากที่สุด เพราะนักปั่นต้องฉลาดเลือกใช้เกียร์ทั้งหมดที่มีสัมพันธ์กันทั้งจานใหญ่และเล็กสลับไปมาเพื่อรักษาอัตราทดเอาไว้ให้ได้คงที่ ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าจะเปลี่ยนเกียร์ไปมาทั้งจานหน้าและเฟืองหลังทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของลม ซึ่งต้องอาศัยความ"เก๋า"และเข้าใจรถของตนเองด้วยว่าต้องชดเชยเฟืองหลังเท่าไหร่ึงจะได้อัตราทดใกล้เดิมมากที่สุด
การใช้เกียร์เป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่น้อยคนที่มาเริ่มหัดปั่นจักรยานจะใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ลแะการเลือกใช้อัตราทดเกียร์ก็เป็นอีกเรื่องที่นิยมถามกันบ่อยๆ เรา ถือว่าเป็นเืองยอดนิยมของเกียร์ก็ว่าได้ ทั้งเกียร์แบบธรรมดา 53/39 หรือเกียร์แบบ compact 50/34 และเกียร์แบบผสมอย่าง 52/36 หลายๆคนคงสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไรและจะเลือกใช้อย่างไรดี??ลองสังเกตุตารางประกอบทั้ง 3 ภาพ เป็นตารางแสดงเกียร์เรโช และความเร็วเทียบเคียงของล้อ 700x23 ที่รอบขา 90 รอบต่อนาทีของเกียร์ที่ได้จากชุดขับเคลื่อนทั้ง 3 แบบ

ลองพิจารณาเฉพาะชุดเกียร์เบาๆสำหรับไต่เขาผ่อนแรงขาของเกียร์ที่ได้จากจาน 39, 36 และ 34 พบว่า ที่เฟืองขนาดเท่าๆกันจาน compact มีอัตราทดเกียร์เบากว่าจานธรรมดามาก เรียกว่าที่เฟือง 28 จาน 39 ฟันยังมีอัตราทดหนักกว่าเกียร์ที่ได้จากจาน compact เฟือง 25 เสียอีก
ซึ่งความยุ่งยากของการเลือกใช้จานกับเฟืองจะอยู่ที่กรณีขึ้นเขาที่หลายๆคนมองหาอัตราทดที่ช่วยมากๆ เช่นเฟือง 32 หรือแม้แต่ทำการดัดแปลงเอาเฟือง 34 มาใช้งาน ยกตัวอย่างเช่นจานธรรมดากับเฟือง 32 ฟันจะได้อัตราทด 1.22 ซึ่งใกล้เคียงกับจาน compact เฟือง 28

ดังนั้นหากพบว่าต้องการใช้จานธรรมดาแต่อยากได้อัตราทดสบายๆแบบจาน compact ก็ควรเลือกใช้เฟือง 32 ก็จะได้อัตราทดใกล้ๆกัน แต่ความยุ่งยากจริงๆแล้วอยู๋ที่จานใหญ่ เพราะนักปั่นระดับขาแรงส่วนมากมักใช้จาน compact แล้วพบว่าไม่สามารถทำความเร็วตามกลุ่มได้ทัน ยกตัวอย่างเข่นหากเป็นการลงเขาทางไม่ชันมากแต่เป็นเนินซึมๆ ความเร็วระดับ 55-60 กม./ชม. จะสามารถใช้จานธรรมดาปั่นจาน 53 และเฟือง 11 ได้ในรอบขอประมาณ 100 รอบตอ่นาที แต่ถ้าเป็นจาน compact ต้องควงขามากกว่าอีกประมาณ 10 รอบต่อนาทีจึงจะได้ความเร็วเดียวกัน ซึ่งจะยิ่งทวีความต่างมากขึ้นเมื่อความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ

แล้วอะไรคือปัจจัยที่เราจะนำมาเป็นแนวทางในการเลือกใช้ชนิดของจานหน้าได้??
...คงต้องย้อนถามนักปั่นทุกท่านว่า เกียร์จักรยานของท่านนั้นท่านได้ใช้จานหน้า 53 ฟัน กับเฟือง 11 ฟันบ่อยแค่ไหน? บ่อยคร้งพบว่านักปั่นไม่มีแรงพอจะกดเฟืองคู๋นี้ลงในทางราบปกติ จะได้ใช้ก็ต่อเมื่อปั่นลงเขาเท่านั้น ดังนั้นอัตราทดดังกล่าวแม้ว่าจะสร้าง top speed ได้สูงกว่าจานอีกสองแบบ แต่หากกดไม่ลงก็คงไร้ประโยชน์ นักปั่นแบบนี้อาจจะเหมาะกับจานแบบ compact มากกว่า ซึ่งการสำรวจพบว่ามือใหม่โดยทั่วไปเหมาะสมกับจาน 50/34 และเฟืองอัตราทดปกติมากกว่า
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มออกทริปหรือแข่งขันเส้นทางหลากหลายมากขึ้น จาน compact ก็จะพบขีดจำกัดของความเร็วสูงสุด ดังนั้นหากนักปั่นมั่นใจว่าไม่ได้ต้องการความเร็วระดับนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะมองหาจาน 53/39 มาใช้ ส่วนนักปั่นที่ต้องการพิกัดความเร็วสูงๆทั้งจากแรงกดสปรินท์หรือการลงเขาก็ไม่เหมาะที่จะเล่นจาน compact และควรเล่นอัตราทดเฟืองใหญ่ๆมาแทนในกรณีขึ้นเขา
ส่วนจาน 52/36 นั้นเป็นอัตราผสมตรงกลางของทั้งสองกรณีและทวีความนิยมมากขึ้นในระยะ 2-3 ปีมานี้ เนื่องจากตอบสนองความต้องการของนักปั่นได้ทั้งเส้นทางราบและภูเขา มี top speed ใกล้เคียงกับจาน 53 ฟัน และผ่อนแรงช่วยบนเขาได้มาก ยิ่งถ้าจับคู๋กับเฟืองใหญ่กว่าจาน compact ก็สามารถทดแรงได้เบากว่าอีกด้วย ข้อเสียเดียวของจานกลุ่มนี้คือระยะห่างระหว่างขอบใบจานและหมุดยึดจานมีระยะทางมาก และอาจเกิดอาการ"ให้ตัว"ได้เวลาสรปนิท์แรงๆ ส่งผลให้เสียแรงส่งกำลังไปบ้างบางส่วน นักปั่นที่เป็นขาแรง ร่างใหญ่ สปรินท์ระเบิดพลังได้ดีจึงไม่นิยมจานกลุ่มนี้

เรา จึงขอให้ความเห็นปิดท้ายเรื่องการเลือกใช้อัตราทดเกียร์ว่าลองเลือกเกียร์ให้เหมาะสมกับตนเองดีที่สุด ไม่มีใครรู้ตัวเราดีไปกว่าตัวของเรา และการใช้จาน compact ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าท่านไม่ดูโปรแต่อย่างใด เพราะปัจจุบันนี้นักแข่งระดับอาชีพเองก็ใช้จาน compact ในเส้นทางภูเขาเป็นเรื่องปกติมาหลายปีแล้ว จาน compact จึงเป็นทางเลือกที่แท้จริงแล้วเหมาะกับนักปั่นส่วนมากจริงๆ เพราะโอกาสจะสัมผัสกับความเร็วระดับ 60 กม./ชม. นั้นน้อยมาก ปีหนึ่งๆจะมีเพียงไม่กี่ครั้งที่ต้องขี่ความเร็วนี้นานๆ แถมมีอัตราทดตัวช่วยบนเขาได้อีกต่างหาก เพราะบนเขาไม่มีอะไรย่ำแย่ไปกว่าสถานการณ์"เกียร์หมด" อีกแล้ว แรงกดไม่มีเหลือ แรงใจหายยังไม่เท่าไหร่ ถ้ามาพร้อมกับสถานการณ์เกียร์หมดไม่มีเฟืองให้ไล่แล้ว ไม่นานก็จะจบลงด้วย .... เข็น


เสือหมอบสุดหรูในฝัน

มาทำความรู็จักกับ 4 เสือหมอบสุดหรูในฝัวของหลายๆคนกัน ลองศึกษาหากิเลสในใจตนไม่ว่าอยากได้หรือไม่อยากได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าในปี 2015 นี้ เสือหมอบ 4 คันนี้ถือว่า"หรูหราดาวล้านดวง" เป็นที่สุดแล้วไม่ว่าจะด้านราคา ราศี ชาติตระกูล ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่จักรยานฝังเพชรเลี่ยมทองแต่อย่างใด แต่มาพร้อมสมรรถนะระดับ"เหนือเทพ"ที่บ่งบอกว่าเจ้าของ"ไม่ใช่แค่มีเงินอย่างเดียว" สำหรับเราๆนักจักรยานไม่ว่าจะมีปัญญาสอยหรือไม่ อาจจะแค่เมียงมอง หรือเมินไม่สนก็ตามที รู้ไว้ใช่ว่ากันครับ เพราะถ้าโลกนี้มีซุปเปอร์คาร์ระดับหรู จักรยานพวกนี้ก็เป็น ซุปเปอร์หมอบสุดหรูเช่นกัน


LOOK 795 AEROLIGHT
จากค่าย Look ดินแดนไวน์ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งฮือฮามาตั้งแต่ก่อนเปิดตัวนานมากด้วยรูปโฉมที่สุดเด่นเอกลักษณ์เสต็มและชุดคอซ่อนแบบ integrated ออกแบบด้วยระบบอากาศพลศาสตร์ที่ได้เปรียบเรื่อง aerodynamic สูงมากในขณะที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักเข้าไปจากเดิม ทำให้ Look 795 สามารถทำน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เดียวกับรถแข่งระดับโปร 6.8 กก. ได้ สามารถไต่เขาได้ดีและได้เปรียบเป็นอย่างยิ่งในการลงเขาและขี่ทางราบ คงไม่ต้องพูดถึงหน้าตาที่แสนจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ได้ครอบครองภาคภูมิใจกับเสือหมอบคันแรกที่ทำระบบคอซ่อนแบบนี้


GURU PHOTON HL
เสือหมอบที่เบาที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ แถมพ่วงด้วยค่าความสติฟต่อน้ำหนักหรือ stiffness-to-weight ที่สูงที่สุดติดอันดับแนวหน้าชนกับเฟรมระดับแข่งขันของแบรนด์ดังๆมากมาย เด่นที่สุดด้วยการสร้างเฟรมให้เหมาะกับคนขี่แต่ละคนแบบ custom made ทั้งขนาดและการเลือกชนิดและการวางคาร์บอนให้เหมาะสมกับไสตล์การขี่ของแต่ละคน แน่นอนว่า Photon HL เป็นรถสำหรับนักไต่เขาแท้ๆ แต่ก็มาด้วยบุคลิกแบบไวจัดได้ การควบคุมโค้งที่เฉียบคม แถมมีตัวเลือกให้เลือกเล่นได้ทั้งแบบที่สติฟสุดๆไปเลย หรือจะให้มีความสบายแบบ vertical compliant ที่ดี น้ำหนักชุดเฟรมขนาด 54cm พร้อมชุดร้อยสายชั่งได้ต่ำกว่า 650 กรัมเท่านั้น


PEGORETTI MARCELO
มาดูเฟรมสตีลที่ได้ชื่อว่ามีสมรรถนะและการตอบสนองดีผิดกับสตีลโดยทั่วไป โดยการผลิตแบบพิเศษและการใช้อุณหภูมิสูงกับท่อโอเวอร์ไซส์ของ Dario Pegoretti ซึ่งออกแบบตะเกียบแบบพิเศษ Falz mี่มีความสติฟสูงที่สุดในกลุ่มสตีลด้วยกัน รวมถึงสามเหลี่ยมด้านหลังที่ออกแบบพิเศษส่งแรงกระทำตอบสนองกับกำลังที่ส่งลงไปที่ชุดจับเคลื่อนได้โดยสูญเสียน้อยที่สุด มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับอลูมินั่มหรือคาร์บอนในปัจจุบัน ตะเกียบหน้ามีความสติฟสูงแต่ก็ออกแบบให้มีระยะห่างระหว่างตะเกียบกับล้อที่กว้างแบบเฟรมสตีลโดยทั่วไป มากับชุดถ้วยคอ Chris King และชุดปรับแรงตึงสายทำจากทองเหลือง งานสีและงานเคลือบเรียกได้ว่าเข้าขั้นงานศิลปะฝีมือล้วนๆ เฟรมมีน้ำหนัก 1.9 กก. ซึ่งจัดว่าเบามากสำหรับเฟรมสตีล แต่ยังคงให้ความสบายนุ่มไหลแบบเฟรมสตีลในตำนาน


PARLEEALTUM R
น้ำหนักเฟรม 810 กรัม น้ำหนักตะเกียบ 330 กรัม และการเลือกเรียงคาร์บอนแบบ high-modulus ในส่วนสำคัญต่างๆทำให้ Altum R ตัวนี้มีน้ำหนักเบาและมาพร้อมกับสมรรถนะในการขี่ที่ดีเยี่ยมและอายุการใช้งานคงทนรับประกันตลอดอายุของ Parlee ซึ่งออกแบบมาให้เป็นรถไต่เขาที่พุ่งขึ้นเขาไปได้แบบแพะภูเขา คล่องตัวปราดเปรียวยามเข้าโค้ง สปรินท์ได้ดีส่งพลังได้แข็งแกร่ง และมีความสบายพอจะขี่บนเส้นทางการแข่งคลาสสิคทั้งวันได้ด้วยการออกแบบเลือกใช้คาร์บอนที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนและการเรียงวัสดุเพื่อให้ได้การกระจายแรงที่ดีที่สุด ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับการรองรับขนาดหน้ายางได้ถึง 28mm ทั้งหน้าและหลัง แถมเลือกได้ทั้งแบบสำหรับเบรคทั่วไปและ disc break ต้องยอมรับว่า Parlee สร้างมาตรฐานเสือหมอบสุดหรูสำหรับอนาคตอย่างแท้จริง

สุดยอดสูบพกพา


Zefal HPX Classic
218g 47cm 150psi
หน้าตาการออกแบบแสนคลาสสิคของค่ายฝรั่งเศส สามารถอัดลมได้ถึง 100psi ในเวลาไม่นานและใช้แรงไม่มากเพราะท่อลมมีขนาดใหญ่ ตัวสูบอาจจะหนักไปบ้างเมื่อเทียบกับคู่แข่งแต่สามารถติดตั้งชุดรัดติดกับท่อนอนได้ ถอดเก็บได้เมื่อไม่ต้องการใช้ เป็นสูบติดรถที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ชิ้นส่วนเ)็นโลหะและมีอะไหล่ขายครบทุกชิ้นไม่ต้องห่วงเมื่อเกิดการเสียหาย

Topeak Road Morph G
210g 35cm 150psi
ขนาดมีผลเสมอ ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องของสูบพกพาที่ต่างก็ใหญ่ขึ้นเพื่อให้สูบลมได้ดีขึ้น Topeak เองก็ออกสูบตัวนี้มาขนาดไม่ได้เล็กเลย แต่มีจุดเด่นที่สั้นสามารถเสียบใส่กระเป๋าหลังได้โดยไม่หล่นง่ายๆ ทว่าขนาดที่ใหญ่มาจากการที่มันสามารถแปลงร่างเป็นสูบตั้งพื้นได้ มือจับด้านบนหมุนล็อคเป็นแบบแนวนอน(ตัว T) มีแป้นเหยียบวางพื้นและสามารถอัดลมผ่านสายสูบที่มีเกจบอกแรงดันได้ นับเป็นสูบ transformer ก็ว่าได้ ข้อสเียคือกระบอกสูบที่เล็กและสั้นทำให้ขึ้นถึง 100psi ได้ยากกว่าคู่แข่ง

Park Tool PMP-5 Dial Adjust Frame Pump
260g 44cm 150psi
เป็นสูบแบบติดท่อนอนแบบคลาสสิคที่สามารถปรับหัวความยาวได้นิดหน่อยเพื่อให้เข้ากับขนาดของท่อนอนต่างความยาวกัน ปลายจับด้านัหัวสูบมีขนาดใหญ่จับได้กระชับถนัดมือ มือจับด้านสูบสามารถปรับเป็นแบบตัว T ได้เพื่อความกระชับ ทำจากพลาสติค และท่อลมมีขนาดเล็กผอม ทำให้การอัดลมต้องใช้แรงมากกว่าตัวอื่นๆ

Lezyne Pressure Drive
100g 24cm 150psi
ถ้าพูดถึงสูบพกจิ๋วเบาหวิวคงต้องตัวนี้ ขนาดเล็ฏพอที่จะพกพาได้ทุกแบบ เล็กพอที่จะเอาใส่ในกระเป๋าใต้เบาขนาดใหญ่ได้เลยด้วยซ้ำ วัสดุทำจากโลหะและพลาสติคเกรดดีทนทาน กำลังสูบทำได้ดีและอัดลมได้มากเพราะขนาดท่อลมที่อ้วนหนา ข้อสเียคือเมื่อสูบไปแล้วเกิดความร้อนเร็วกว่ายี่ห้ออื่นๆ เพราะอากาศจำนวนมากโดนบีบอัดอย่างรวดเร็ว หากไม่ถูกใจรุ่นนี้ลองดูอีกรุ่นที่ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย สูบได้ง่ายกว่า และมีน้ำหนักมากกว่ากัน 11 กรัมเท่านั้น

Cannondale Airspeed Max
229g 27cm 150psi
เป็นสูบแปลงร่างได้อีกตัวหนึ่งที่แตกต่างกันตรงที่ท่อลมมีขนาดใหญ่กว่า และไม่มีเกจบอกแรงดัน ซึ่งจุดเด่นก็คือการออกแรงสูบที่ได้ประสิทธิภาพกว่า ซ้ำยังปรับสูบได้เป็น 2 โหมด ได้แก่ โหมดปริมาณลม สูบจะสูบลมได้มากในเวลาหนึ่ง เหมาะสำหรับเสือภูเขาหรือเสือหมอบใน 30 สโตรคแรก และโหมดแรงดันสูง สูบจะสูบลมน้อยลงแต่อัดลมได้แน่นขึ้น แต่ข้อสเียคือแรงดันสูงๆต้องอาศัยแรงกดชนิดเหงื่อท่วมกว่าจะได้ถึงแรงดันที่ต้องการ

Syncros HP Micro
84g 17cm 150psi
ถ้าจะเอาขนาดมาเ)็นตัววัด ตัวนี้เด่นที่สุดด้านความเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา วัสดุเป็นโลหะทั้งชิ้น รับแรงดันได้สูง จับกระชับถนัดมือ ทว่าเนื่องจากมีลูกสูบสั้น ท่อสูบมีขนาดเล็ก ต้องอัดลมจำนวนมากถึงจะถึงแรงดันที่ต้องการ และยิ่งแรงดันสูงเท่าไหร่ ยิ่งมีแรงต้านมาก เมื่อผ่าน 55psi แรงต้านจะเยอะพอๆกับการเล่นเวทในฟิตเนสเลยทีเดียว แต่สูบตัวนี้เหมาะสำหรับการพกไปไหนทุกที่ในกระเป๋าและพาคุณกลับบ้านได้แน่นอนยามฉุกเฉิน

สูบในรายการนี้มีราคาไม่ถูกเลยนะครับ แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าสูบราคาประหยัดอันละ 299 จะใช้งานไม่ได้ เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละท่าน ของถูกและดีอาจจะมีหาได้แต่ ลองสืบค้นดูเพราะสูบจีนยี่ห้อแปลกๆราคาถูกมากๆบางตัวดูหน้าตาน่าสนใจ หากแต่ถ้าต้องการความมั่นใจกับแบรนด์ระดับแนวหน้า และสะดวกลงทุนจอบจองสูบดีๆเหล่านี้ก็ขอรับรองว่าไม่มีเสียใจและใช้งานได้ยาวนานคงทนแน่นอน ตัวที่ Velopedia เคยใช้ซื้อมาราคาค่อนข้างแพง แต่ใช้งานได้ทนทานชนิดแทนสูบใหญ่ตั้งพื้นเลยก็ได้เป็นเวลาหลายปีก่อนจะขายไปในสภาพปกติใช้งานได้ดี

สำหรับหลายท่านอาจมองว่าสูบราคาเท่านี้ สู้ซื้อตัวอัดลม CO2 ปเลยจะดีกว่าหรือเปล่านะ เพราะสูบฉุกเฉินเหล่านี้ก็ไม่ได้ใช้กันบ่อยๆ (ผมขี่มา 10 เดือนยังไม่รั่วเลยซักครั้ง) นับจำนวนครั้งไปๆมาๆ ซื้อความสะดวกด้วยหลอดอัดแก็สไปเลยก็น่าสนใจ