วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

เรียนรู้การใช้เกียร์

อัตราทดและการใช้เกียร์
ต่อกันตอนที่สอง หลังจากที่พอจะเข้าใจเรื่องการใช้เกียร์พื้นฐาน เรื่องค่าเกียร์เรโชกันแล้ว ตอนนี้ลองมาเลือกใช้เกียร์ให้เหมาะและเรียกเกียร์ที่เข้ากับเส้นทางกันดูนะครับ ซึ่งสถานการณ์หลักๆที่เรามักจะต้องใช้เกียร์อย่างฉลาดก็ได้แค่ เส้นทางภูเขา เส้นทางลมแรง และการขี่กลุ่มที่มีความเร็วสูงพร้อมกับมีการเร่งความเร็วบ่อยๆ ลองมาดู"เคล็ดลับ"เล็กๆน้อยๆเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆกันดังนี้

1.ก่อนขึ้นเขา
ทุกท่านคงเคยเจอเหตุการณ์ขี่ทางราบมาดีๆแล้วจะต้องไปขึ้นเขาอีกไม่ไกลข้างหน้า คนทั่วไปนิยมที่จะเร่งความเร็วอัดขึ้นเขาไป แล้วไปค่อยๆไล่เกียร์เปลี่ยนเบาจนกว่าจะไหวเอาบนภูเขาซึ่งเปลืองแรง และเสี่ยงที่จะเกิดอาการ"หม้อน้ำระเบิด"มาก วิธีการใช้เกียร์อย่างฉลาดคือ ก่อนถึงภูเขาลองสับจากจานใหญ่ลงมาที่จานเล็ก และไล่เฟืองไปที่เฟืองเล็กๆเอาไว้ รอบขาอาจจัดขึ้นบ้างแต่ไม่นานอัตราทดเบาๆที่ได้จะทดแทนด้วยความชันของภูเขา และสามารถไล่เฟืองหลังได้ง่ายกว่า บนเขาเมื่อรอบขาต่ำ เกียร์จะเปลี่ยนได้ช้าลงกว่าปกติ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเกียร์วินาทีสุดท้ายก่อนกดบันไดไม่ไหวคือทางออกที่ดีที่สุด

2.ก่อนลงเขา
บนยอดเขาหรือยอดเนินส่วนมากความชันจะลดลง และเป็นทางลงเขาต่อ ซึ่งนักปั่นส่วนมากก็มักจะหมดแรงและปล่อยรถไหลลงเขามาฟรีขาสบายๆ แต่นักปั่นที่ชาญฉลาด จะสลับจานหน้าขึ้นไปเป็นใบใหญ่ และไล่เฟืองหลังไปเฟืองใหญ่ชดเชยเอาไว้ เมื่อถึงยอดเขาก็จะ"ควงขา"ตามบันไดเบาๆ พร้อมกับค่อยๆไล่เฟืองเล็กลงเรื่อยๆ ทำความเร็วไปได้มากกว่าคนที่ปล่อยลงมาโดยไม่ปั่น ซึ่งส่งผลช่วยให้สามารถไต่เนินต่อไปได้ง่ายขึ้น หรือประหยัดแรงในการรักษาตำแหน่งได้มากขึ้น การควงขาเบาๆตามบันไดยังช่วยคลายความเครียดและกรดแล็คติกในกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการปล่อยขานิ่งๆดีกด้วย

3.ก่อนเข้าโค้ัง
การเข้าโค้งส่วนใหญ่เราต้องลดความเร็วลงและออกจากโค้งแล้วเร่งความเร็วต่อ ซึ่งนักปั่นส่วนมากมักปล่อยให้รถความเร็วตกลง และออกจากโค้งด้วยเกียร์ที่หนักเกินไป เมื่อลดความเร็วได้แล้วลองเตรียมเกียร์ที่เบากว่าเดิมสัก 1-2 เกียร์และออกจากโค้งด้วยเกียร์ที่เบาก่อน จากนั้นเร่งความเร็วกลับขึ้นไปอีกครั้ง วิธีนี้จะทำให้รักษารอบขาและถนอมแรงได้ดีกว่าการคอยกระแทกเกียร์หนักเร่งความเร็วทุกครั้งที่ต้องเข้าโค้งหรือชลอความเร็ว

4.ยอดนักสปรินท์
สำหรับนักปั่นที่มีประสพการณ์และแรงดีๆนิยมสปรินท์เร่งความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วจของกลุ่มหรือที่เรียกกันว่า"กระชาก" หรือการต้องการออกจากกลุ่มไปด้านหน้าแล้วเปิดช่องว่างออกไปหรือเรียกกันง่ายๆว่า"ยิง" และการสปรินท์จบสุดท้ายเพื่อเข้าไปสู่เส้นชัยที่หมาย บ่อยครั้งที่นักปั่นทรงพลังเหล่นี้นิยมที่จะใล่เฟืองไปที่เฟืองเล็กมากๆและลดรอบขาลง จากนั้นก็ใช้วิธีกระแทกแรงทั้งหมดที่มีลงไปที่บันได ผลที่ได้คืออัตราเร่งที่รุนแรง ยากต่อการไล่ตามของคนอื่น ทว่าต้องแลกมาด้วยพลังงานมหาศาลเช่นกัน ดังนั้นแต่ละคนมีปัจจัยยต่างกัน การสปรินท์จึงเป็นสิ่งที่เฉพาะตัวมากกว่า ไม่มีสูตรตายตัว

5.ลมแรงทางราบ
ลมแรงทางราบไม่ว่าจะลมสวนด้านหน้า หรือลมด้านข้าง เส้นทางแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับเนินเขา และเพิ่มความยากหากลมนั้นมากระแทกเป็นระลอก เช่นลมทะเล หรือเส้นทางคดเคั้ยวที่ลมเปลี่ยนทิศทางบ่อยๆ การใช้เกียร์ในสถานการณ์นี้ถือว่ายากที่สุด เพราะนักปั่นต้องฉลาดเลือกใช้เกียร์ทั้งหมดที่มีสัมพันธ์กันทั้งจานใหญ่และเล็กสลับไปมาเพื่อรักษาอัตราทดเอาไว้ให้ได้คงที่ ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าจะเปลี่ยนเกียร์ไปมาทั้งจานหน้าและเฟืองหลังทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของลม ซึ่งต้องอาศัยความ"เก๋า"และเข้าใจรถของตนเองด้วยว่าต้องชดเชยเฟืองหลังเท่าไหร่ึงจะได้อัตราทดใกล้เดิมมากที่สุด
การใช้เกียร์เป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่น้อยคนที่มาเริ่มหัดปั่นจักรยานจะใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ลแะการเลือกใช้อัตราทดเกียร์ก็เป็นอีกเรื่องที่นิยมถามกันบ่อยๆ เรา ถือว่าเป็นเืองยอดนิยมของเกียร์ก็ว่าได้ ทั้งเกียร์แบบธรรมดา 53/39 หรือเกียร์แบบ compact 50/34 และเกียร์แบบผสมอย่าง 52/36 หลายๆคนคงสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไรและจะเลือกใช้อย่างไรดี??ลองสังเกตุตารางประกอบทั้ง 3 ภาพ เป็นตารางแสดงเกียร์เรโช และความเร็วเทียบเคียงของล้อ 700x23 ที่รอบขา 90 รอบต่อนาทีของเกียร์ที่ได้จากชุดขับเคลื่อนทั้ง 3 แบบ

ลองพิจารณาเฉพาะชุดเกียร์เบาๆสำหรับไต่เขาผ่อนแรงขาของเกียร์ที่ได้จากจาน 39, 36 และ 34 พบว่า ที่เฟืองขนาดเท่าๆกันจาน compact มีอัตราทดเกียร์เบากว่าจานธรรมดามาก เรียกว่าที่เฟือง 28 จาน 39 ฟันยังมีอัตราทดหนักกว่าเกียร์ที่ได้จากจาน compact เฟือง 25 เสียอีก
ซึ่งความยุ่งยากของการเลือกใช้จานกับเฟืองจะอยู่ที่กรณีขึ้นเขาที่หลายๆคนมองหาอัตราทดที่ช่วยมากๆ เช่นเฟือง 32 หรือแม้แต่ทำการดัดแปลงเอาเฟือง 34 มาใช้งาน ยกตัวอย่างเช่นจานธรรมดากับเฟือง 32 ฟันจะได้อัตราทด 1.22 ซึ่งใกล้เคียงกับจาน compact เฟือง 28

ดังนั้นหากพบว่าต้องการใช้จานธรรมดาแต่อยากได้อัตราทดสบายๆแบบจาน compact ก็ควรเลือกใช้เฟือง 32 ก็จะได้อัตราทดใกล้ๆกัน แต่ความยุ่งยากจริงๆแล้วอยู๋ที่จานใหญ่ เพราะนักปั่นระดับขาแรงส่วนมากมักใช้จาน compact แล้วพบว่าไม่สามารถทำความเร็วตามกลุ่มได้ทัน ยกตัวอย่างเข่นหากเป็นการลงเขาทางไม่ชันมากแต่เป็นเนินซึมๆ ความเร็วระดับ 55-60 กม./ชม. จะสามารถใช้จานธรรมดาปั่นจาน 53 และเฟือง 11 ได้ในรอบขอประมาณ 100 รอบตอ่นาที แต่ถ้าเป็นจาน compact ต้องควงขามากกว่าอีกประมาณ 10 รอบต่อนาทีจึงจะได้ความเร็วเดียวกัน ซึ่งจะยิ่งทวีความต่างมากขึ้นเมื่อความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ

แล้วอะไรคือปัจจัยที่เราจะนำมาเป็นแนวทางในการเลือกใช้ชนิดของจานหน้าได้??
...คงต้องย้อนถามนักปั่นทุกท่านว่า เกียร์จักรยานของท่านนั้นท่านได้ใช้จานหน้า 53 ฟัน กับเฟือง 11 ฟันบ่อยแค่ไหน? บ่อยคร้งพบว่านักปั่นไม่มีแรงพอจะกดเฟืองคู๋นี้ลงในทางราบปกติ จะได้ใช้ก็ต่อเมื่อปั่นลงเขาเท่านั้น ดังนั้นอัตราทดดังกล่าวแม้ว่าจะสร้าง top speed ได้สูงกว่าจานอีกสองแบบ แต่หากกดไม่ลงก็คงไร้ประโยชน์ นักปั่นแบบนี้อาจจะเหมาะกับจานแบบ compact มากกว่า ซึ่งการสำรวจพบว่ามือใหม่โดยทั่วไปเหมาะสมกับจาน 50/34 และเฟืองอัตราทดปกติมากกว่า
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มออกทริปหรือแข่งขันเส้นทางหลากหลายมากขึ้น จาน compact ก็จะพบขีดจำกัดของความเร็วสูงสุด ดังนั้นหากนักปั่นมั่นใจว่าไม่ได้ต้องการความเร็วระดับนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะมองหาจาน 53/39 มาใช้ ส่วนนักปั่นที่ต้องการพิกัดความเร็วสูงๆทั้งจากแรงกดสปรินท์หรือการลงเขาก็ไม่เหมาะที่จะเล่นจาน compact และควรเล่นอัตราทดเฟืองใหญ่ๆมาแทนในกรณีขึ้นเขา
ส่วนจาน 52/36 นั้นเป็นอัตราผสมตรงกลางของทั้งสองกรณีและทวีความนิยมมากขึ้นในระยะ 2-3 ปีมานี้ เนื่องจากตอบสนองความต้องการของนักปั่นได้ทั้งเส้นทางราบและภูเขา มี top speed ใกล้เคียงกับจาน 53 ฟัน และผ่อนแรงช่วยบนเขาได้มาก ยิ่งถ้าจับคู๋กับเฟืองใหญ่กว่าจาน compact ก็สามารถทดแรงได้เบากว่าอีกด้วย ข้อเสียเดียวของจานกลุ่มนี้คือระยะห่างระหว่างขอบใบจานและหมุดยึดจานมีระยะทางมาก และอาจเกิดอาการ"ให้ตัว"ได้เวลาสรปนิท์แรงๆ ส่งผลให้เสียแรงส่งกำลังไปบ้างบางส่วน นักปั่นที่เป็นขาแรง ร่างใหญ่ สปรินท์ระเบิดพลังได้ดีจึงไม่นิยมจานกลุ่มนี้

เรา จึงขอให้ความเห็นปิดท้ายเรื่องการเลือกใช้อัตราทดเกียร์ว่าลองเลือกเกียร์ให้เหมาะสมกับตนเองดีที่สุด ไม่มีใครรู้ตัวเราดีไปกว่าตัวของเรา และการใช้จาน compact ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าท่านไม่ดูโปรแต่อย่างใด เพราะปัจจุบันนี้นักแข่งระดับอาชีพเองก็ใช้จาน compact ในเส้นทางภูเขาเป็นเรื่องปกติมาหลายปีแล้ว จาน compact จึงเป็นทางเลือกที่แท้จริงแล้วเหมาะกับนักปั่นส่วนมากจริงๆ เพราะโอกาสจะสัมผัสกับความเร็วระดับ 60 กม./ชม. นั้นน้อยมาก ปีหนึ่งๆจะมีเพียงไม่กี่ครั้งที่ต้องขี่ความเร็วนี้นานๆ แถมมีอัตราทดตัวช่วยบนเขาได้อีกต่างหาก เพราะบนเขาไม่มีอะไรย่ำแย่ไปกว่าสถานการณ์"เกียร์หมด" อีกแล้ว แรงกดไม่มีเหลือ แรงใจหายยังไม่เท่าไหร่ ถ้ามาพร้อมกับสถานการณ์เกียร์หมดไม่มีเฟืองให้ไล่แล้ว ไม่นานก็จะจบลงด้วย .... เข็น


เสือหมอบสุดหรูในฝัน

มาทำความรู็จักกับ 4 เสือหมอบสุดหรูในฝัวของหลายๆคนกัน ลองศึกษาหากิเลสในใจตนไม่ว่าอยากได้หรือไม่อยากได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าในปี 2015 นี้ เสือหมอบ 4 คันนี้ถือว่า"หรูหราดาวล้านดวง" เป็นที่สุดแล้วไม่ว่าจะด้านราคา ราศี ชาติตระกูล ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่จักรยานฝังเพชรเลี่ยมทองแต่อย่างใด แต่มาพร้อมสมรรถนะระดับ"เหนือเทพ"ที่บ่งบอกว่าเจ้าของ"ไม่ใช่แค่มีเงินอย่างเดียว" สำหรับเราๆนักจักรยานไม่ว่าจะมีปัญญาสอยหรือไม่ อาจจะแค่เมียงมอง หรือเมินไม่สนก็ตามที รู้ไว้ใช่ว่ากันครับ เพราะถ้าโลกนี้มีซุปเปอร์คาร์ระดับหรู จักรยานพวกนี้ก็เป็น ซุปเปอร์หมอบสุดหรูเช่นกัน


LOOK 795 AEROLIGHT
จากค่าย Look ดินแดนไวน์ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งฮือฮามาตั้งแต่ก่อนเปิดตัวนานมากด้วยรูปโฉมที่สุดเด่นเอกลักษณ์เสต็มและชุดคอซ่อนแบบ integrated ออกแบบด้วยระบบอากาศพลศาสตร์ที่ได้เปรียบเรื่อง aerodynamic สูงมากในขณะที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักเข้าไปจากเดิม ทำให้ Look 795 สามารถทำน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เดียวกับรถแข่งระดับโปร 6.8 กก. ได้ สามารถไต่เขาได้ดีและได้เปรียบเป็นอย่างยิ่งในการลงเขาและขี่ทางราบ คงไม่ต้องพูดถึงหน้าตาที่แสนจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ได้ครอบครองภาคภูมิใจกับเสือหมอบคันแรกที่ทำระบบคอซ่อนแบบนี้


GURU PHOTON HL
เสือหมอบที่เบาที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ แถมพ่วงด้วยค่าความสติฟต่อน้ำหนักหรือ stiffness-to-weight ที่สูงที่สุดติดอันดับแนวหน้าชนกับเฟรมระดับแข่งขันของแบรนด์ดังๆมากมาย เด่นที่สุดด้วยการสร้างเฟรมให้เหมาะกับคนขี่แต่ละคนแบบ custom made ทั้งขนาดและการเลือกชนิดและการวางคาร์บอนให้เหมาะสมกับไสตล์การขี่ของแต่ละคน แน่นอนว่า Photon HL เป็นรถสำหรับนักไต่เขาแท้ๆ แต่ก็มาด้วยบุคลิกแบบไวจัดได้ การควบคุมโค้งที่เฉียบคม แถมมีตัวเลือกให้เลือกเล่นได้ทั้งแบบที่สติฟสุดๆไปเลย หรือจะให้มีความสบายแบบ vertical compliant ที่ดี น้ำหนักชุดเฟรมขนาด 54cm พร้อมชุดร้อยสายชั่งได้ต่ำกว่า 650 กรัมเท่านั้น


PEGORETTI MARCELO
มาดูเฟรมสตีลที่ได้ชื่อว่ามีสมรรถนะและการตอบสนองดีผิดกับสตีลโดยทั่วไป โดยการผลิตแบบพิเศษและการใช้อุณหภูมิสูงกับท่อโอเวอร์ไซส์ของ Dario Pegoretti ซึ่งออกแบบตะเกียบแบบพิเศษ Falz mี่มีความสติฟสูงที่สุดในกลุ่มสตีลด้วยกัน รวมถึงสามเหลี่ยมด้านหลังที่ออกแบบพิเศษส่งแรงกระทำตอบสนองกับกำลังที่ส่งลงไปที่ชุดจับเคลื่อนได้โดยสูญเสียน้อยที่สุด มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับอลูมินั่มหรือคาร์บอนในปัจจุบัน ตะเกียบหน้ามีความสติฟสูงแต่ก็ออกแบบให้มีระยะห่างระหว่างตะเกียบกับล้อที่กว้างแบบเฟรมสตีลโดยทั่วไป มากับชุดถ้วยคอ Chris King และชุดปรับแรงตึงสายทำจากทองเหลือง งานสีและงานเคลือบเรียกได้ว่าเข้าขั้นงานศิลปะฝีมือล้วนๆ เฟรมมีน้ำหนัก 1.9 กก. ซึ่งจัดว่าเบามากสำหรับเฟรมสตีล แต่ยังคงให้ความสบายนุ่มไหลแบบเฟรมสตีลในตำนาน


PARLEEALTUM R
น้ำหนักเฟรม 810 กรัม น้ำหนักตะเกียบ 330 กรัม และการเลือกเรียงคาร์บอนแบบ high-modulus ในส่วนสำคัญต่างๆทำให้ Altum R ตัวนี้มีน้ำหนักเบาและมาพร้อมกับสมรรถนะในการขี่ที่ดีเยี่ยมและอายุการใช้งานคงทนรับประกันตลอดอายุของ Parlee ซึ่งออกแบบมาให้เป็นรถไต่เขาที่พุ่งขึ้นเขาไปได้แบบแพะภูเขา คล่องตัวปราดเปรียวยามเข้าโค้ง สปรินท์ได้ดีส่งพลังได้แข็งแกร่ง และมีความสบายพอจะขี่บนเส้นทางการแข่งคลาสสิคทั้งวันได้ด้วยการออกแบบเลือกใช้คาร์บอนที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนและการเรียงวัสดุเพื่อให้ได้การกระจายแรงที่ดีที่สุด ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับการรองรับขนาดหน้ายางได้ถึง 28mm ทั้งหน้าและหลัง แถมเลือกได้ทั้งแบบสำหรับเบรคทั่วไปและ disc break ต้องยอมรับว่า Parlee สร้างมาตรฐานเสือหมอบสุดหรูสำหรับอนาคตอย่างแท้จริง

สุดยอดสูบพกพา


Zefal HPX Classic
218g 47cm 150psi
หน้าตาการออกแบบแสนคลาสสิคของค่ายฝรั่งเศส สามารถอัดลมได้ถึง 100psi ในเวลาไม่นานและใช้แรงไม่มากเพราะท่อลมมีขนาดใหญ่ ตัวสูบอาจจะหนักไปบ้างเมื่อเทียบกับคู่แข่งแต่สามารถติดตั้งชุดรัดติดกับท่อนอนได้ ถอดเก็บได้เมื่อไม่ต้องการใช้ เป็นสูบติดรถที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ชิ้นส่วนเ)็นโลหะและมีอะไหล่ขายครบทุกชิ้นไม่ต้องห่วงเมื่อเกิดการเสียหาย

Topeak Road Morph G
210g 35cm 150psi
ขนาดมีผลเสมอ ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องของสูบพกพาที่ต่างก็ใหญ่ขึ้นเพื่อให้สูบลมได้ดีขึ้น Topeak เองก็ออกสูบตัวนี้มาขนาดไม่ได้เล็กเลย แต่มีจุดเด่นที่สั้นสามารถเสียบใส่กระเป๋าหลังได้โดยไม่หล่นง่ายๆ ทว่าขนาดที่ใหญ่มาจากการที่มันสามารถแปลงร่างเป็นสูบตั้งพื้นได้ มือจับด้านบนหมุนล็อคเป็นแบบแนวนอน(ตัว T) มีแป้นเหยียบวางพื้นและสามารถอัดลมผ่านสายสูบที่มีเกจบอกแรงดันได้ นับเป็นสูบ transformer ก็ว่าได้ ข้อสเียคือกระบอกสูบที่เล็กและสั้นทำให้ขึ้นถึง 100psi ได้ยากกว่าคู่แข่ง

Park Tool PMP-5 Dial Adjust Frame Pump
260g 44cm 150psi
เป็นสูบแบบติดท่อนอนแบบคลาสสิคที่สามารถปรับหัวความยาวได้นิดหน่อยเพื่อให้เข้ากับขนาดของท่อนอนต่างความยาวกัน ปลายจับด้านัหัวสูบมีขนาดใหญ่จับได้กระชับถนัดมือ มือจับด้านสูบสามารถปรับเป็นแบบตัว T ได้เพื่อความกระชับ ทำจากพลาสติค และท่อลมมีขนาดเล็กผอม ทำให้การอัดลมต้องใช้แรงมากกว่าตัวอื่นๆ

Lezyne Pressure Drive
100g 24cm 150psi
ถ้าพูดถึงสูบพกจิ๋วเบาหวิวคงต้องตัวนี้ ขนาดเล็ฏพอที่จะพกพาได้ทุกแบบ เล็กพอที่จะเอาใส่ในกระเป๋าใต้เบาขนาดใหญ่ได้เลยด้วยซ้ำ วัสดุทำจากโลหะและพลาสติคเกรดดีทนทาน กำลังสูบทำได้ดีและอัดลมได้มากเพราะขนาดท่อลมที่อ้วนหนา ข้อสเียคือเมื่อสูบไปแล้วเกิดความร้อนเร็วกว่ายี่ห้ออื่นๆ เพราะอากาศจำนวนมากโดนบีบอัดอย่างรวดเร็ว หากไม่ถูกใจรุ่นนี้ลองดูอีกรุ่นที่ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย สูบได้ง่ายกว่า และมีน้ำหนักมากกว่ากัน 11 กรัมเท่านั้น

Cannondale Airspeed Max
229g 27cm 150psi
เป็นสูบแปลงร่างได้อีกตัวหนึ่งที่แตกต่างกันตรงที่ท่อลมมีขนาดใหญ่กว่า และไม่มีเกจบอกแรงดัน ซึ่งจุดเด่นก็คือการออกแรงสูบที่ได้ประสิทธิภาพกว่า ซ้ำยังปรับสูบได้เป็น 2 โหมด ได้แก่ โหมดปริมาณลม สูบจะสูบลมได้มากในเวลาหนึ่ง เหมาะสำหรับเสือภูเขาหรือเสือหมอบใน 30 สโตรคแรก และโหมดแรงดันสูง สูบจะสูบลมน้อยลงแต่อัดลมได้แน่นขึ้น แต่ข้อสเียคือแรงดันสูงๆต้องอาศัยแรงกดชนิดเหงื่อท่วมกว่าจะได้ถึงแรงดันที่ต้องการ

Syncros HP Micro
84g 17cm 150psi
ถ้าจะเอาขนาดมาเ)็นตัววัด ตัวนี้เด่นที่สุดด้านความเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา วัสดุเป็นโลหะทั้งชิ้น รับแรงดันได้สูง จับกระชับถนัดมือ ทว่าเนื่องจากมีลูกสูบสั้น ท่อสูบมีขนาดเล็ก ต้องอัดลมจำนวนมากถึงจะถึงแรงดันที่ต้องการ และยิ่งแรงดันสูงเท่าไหร่ ยิ่งมีแรงต้านมาก เมื่อผ่าน 55psi แรงต้านจะเยอะพอๆกับการเล่นเวทในฟิตเนสเลยทีเดียว แต่สูบตัวนี้เหมาะสำหรับการพกไปไหนทุกที่ในกระเป๋าและพาคุณกลับบ้านได้แน่นอนยามฉุกเฉิน

สูบในรายการนี้มีราคาไม่ถูกเลยนะครับ แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าสูบราคาประหยัดอันละ 299 จะใช้งานไม่ได้ เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละท่าน ของถูกและดีอาจจะมีหาได้แต่ ลองสืบค้นดูเพราะสูบจีนยี่ห้อแปลกๆราคาถูกมากๆบางตัวดูหน้าตาน่าสนใจ หากแต่ถ้าต้องการความมั่นใจกับแบรนด์ระดับแนวหน้า และสะดวกลงทุนจอบจองสูบดีๆเหล่านี้ก็ขอรับรองว่าไม่มีเสียใจและใช้งานได้ยาวนานคงทนแน่นอน ตัวที่ Velopedia เคยใช้ซื้อมาราคาค่อนข้างแพง แต่ใช้งานได้ทนทานชนิดแทนสูบใหญ่ตั้งพื้นเลยก็ได้เป็นเวลาหลายปีก่อนจะขายไปในสภาพปกติใช้งานได้ดี

สำหรับหลายท่านอาจมองว่าสูบราคาเท่านี้ สู้ซื้อตัวอัดลม CO2 ปเลยจะดีกว่าหรือเปล่านะ เพราะสูบฉุกเฉินเหล่านี้ก็ไม่ได้ใช้กันบ่อยๆ (ผมขี่มา 10 เดือนยังไม่รั่วเลยซักครั้ง) นับจำนวนครั้งไปๆมาๆ ซื้อความสะดวกด้วยหลอดอัดแก็สไปเลยก็น่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

สิ่งที่ควรพกติดตัวขณะปั่นจักรยาน


ขณะปั่นจักรยานเราควรจะเอาอะไรไปบ้าง? เป็นคำถามที่แสนจะง่ายแต่เพื่อนนักปั่นหลายต่อหลายคนก็ยังหาคำตอบที่เหมาะสมไม่ได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคำตอบที่เหมาะสมอาจไม่เหมือนกันก็ได้ในแต่ละคน ทว่ามันมีสิ่งจำเป็นที่"ควร"พกติดตัวเสมอยามปั่นจักรยาน เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของตัวเราเอง Velopedia ขอนำเสนอแบ่งแยกตามหมวดหมู่ดังนี้นะครับ หมวดที่หนึ่ง ของจำเป็นทั่วไป

1.โทรศัพท์มือถือ

ปัจจัยที่ 5 ของใครหลายๆคน แนะนำให้พกติดตัวไปทุกครั้ง นอกจากจะเอาไว้เปิดแอพฯต่างๆเช่น Strava, Map my Ride, My Fitness หรือเอาไว้เซลฟี่ โซเชี่ยลอวดเพื่อน ที่สำคัญคือเอาไว้โทรติดต่อและระบุตำแหน่งในกรณีขอความช่วยเหลือ ยากฉุกเฉินโทรศัพท์เครื่องเดียวสมัยนี้สามารถบอกให้คนอื่นรู้ที่ๆเราอยู่ พร้อมส่งข้อความช่วยเหลือไปยัง รพ. หรือกู้ภัยใกล้เคยยงได้ทันที และสำหรับนักปั่นจักรยาน ควรเซฟเบอร์โทรฉุกเฉินสำคัญเอาไว้ รวมถึงเบอร์ญาติมิตรสำคัญ สำหรับการติดต่อฉุกเฉินไดอย่างรวดเร็ว เพราะอุบัติเหตุเกิดได้เสมอ ใครจะรู้ว่าวันไหนคุณจะหมดสติต้องให้ผู้อื่นช่วยติดต่อญาติ วิธีพกโทรศัพท์ที่ดีที่สุดคือการเอาใส่ถุงพลาสติกใส หรือถุง ziplock ที่กันน้ำได้ เผื่อโอกาสฝนตกหรือไอเหงื่อที่ปล่อยความชื้นเข้าเครื่องโทรศัพท์ที่กระเป๋าหลังได้

2.บัตรประชาชน ใบขับขี่

ลองนึกภาพว่าคุณไปออกทริปแล้วเกิดอุบัติเหตุหมดสติ คนรอบตัวไม่มีใครรู้จักคุณ? จะพาคุณไปไหน ติดต่อใคร อย่างน้อยหากมีบัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือแม้แต่บัตรประกันอะไรก็ได้ ก็ช่วยให้การช่วยเหลือทำได้ราบลื่นขึ้นมาก หรือพูดในทางร้ายๆที่สุด หากเสียชีวิตไป อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าศพนี้เป็นใคร ไม่ต้องมานั่งตามหากันอีกที ใัตรหนึ่งใบสามารถเอาใส่คู่กับโทรศัพท์ได้ไม่ยาก หรือจะใส่ไว้กับเคสโทรศัพท์ก็ได้

3.เงินสดติดตัว

อย่าลืมพกเงินไปไหนมาไหนด้วย เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินบันดาลหลายสิ่งให้เราได้ ที่สำคัญที่สุดเกิดแวะซื้อน้ำ ซื้อของจะได้ไม่ต้องคอยยืมเพื่อนทุกรอบ เพราะส่วนมากนักปั่นยืมกันแล้วมักจะลืม คนให้ยืมก็ลืม คนยืมก็ลืม อย่างน้อยควรพกเงินสดมากพอที่จะเอาตัวเองกลับบ้านได้ในยามฉุกเฉิน ไม่จำเป็นต้องพกมากมายให้เป็นภาระหรอก จะมากแค่ไหนก็แล้วแต่ว่าเส้นทางการปั่นของแต่ละคน บางคนอาจพกแค่ 20-50 บาทก็พอ แต่บางคนอาจต้องพกสัก 100-200 ส่วนวิธีพกที่ง่ายแสนง่ายก็คือการพับเงินยัดใส่ซองเดียวกับโทรศัพท์นั่นแหละ หากใครสะดวกยัดกระเป๋าสตาางค์ไปก็ไม่มีปัญหาอะไร
สามอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ว่าปั่นที่ไหน อย่างไร ควรจะต้องมีติดตัวเอาไว้ เคยมีภาพนักแข่งโปรอาชีพเมืองนอกแข่งไปด้วย ถือโทรศัพท์มือถือทำอะไรสักอย่างไปด้วย ..(ภายหลังโดนปรับครับ ฝรั่งเศสห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) นั่นแปลว่าแม้แต่นักแข่งอาชีพยังมีคนพกมือถือติดตัวเอาไว้
ต่อมาลองมาดูของใช้จำเป็นที่ควรมาติดตัว โดยเฉพาะการปั่นในเส้นทางที่ไม่มีรถคอยบริการ การเดินทางไปที่ต่างๆ ซึ่งนักปั่นควรดูแลปัญหาพื้นฐานได้ด้วยตนเอง เป็นหมวดที่สอง หมวดที่สอง เครื่องมือฉุกเฉิน

1.ยางในและชุดงัดยาง
กรณีฉุกเฉินพื้นฐานที่สุดสำหรับนักปั่นจักรยานก็คือ ยางรั่ว ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะพกติดตัวเมื่อออกเดินทางไปบนจักรยานก็คือชุดงัดยางและยางในสำรองหรือชุดปะยางพกพา ยางในที่พกไปควรพกไป 1-2 เส้น กรณีมี 1 เส้นก็สามารถเปลี่ยนได้แต่เส้นที่สองคือการสำรองยางกรณีฉุกเฉินซ้ำสอง

2.สูบลมพกพา
สูบลมพกพาหรือที่สูบลมแบบ CO2 สามารถพกติดตัวได้ง่าย และใช้งานได้สะดวก สูบลมบางชนิดสามารถทำเป็นสูบลมตั้งพื้นอัดลมได้ถึง 140psi สบายๆ แต่พกติดกับเฟรมไว้ได้ง่ายๆ ส่วน CO2 สะดวกสบายต่อการใช้งานและมีขนาดเล็ฏพกง่าย ทว่ามีราคาแพงกว่าหากใช้งานไปแล้วตัวกระบอกก็ต้องทิ้งไปเลย และควรพกกระบอกอัดแก็สติดตัวไปมากกว่า 1 หลอดเสมอ

3.ชุดเครื่องมือเอนกประสงค์
ควรประกอบด้วยเครื่องมือง่ายๆเช่นไขควรปากแบน ปากแฉก หกเหลี่ยนขนาดต่างๆ ที่ถอดโซ่ หรือจะเลือกใช้ชุดอุปกรณ์พกพาสำหรับจักรยานเอนกประสงค์ที่มีขายโดยทั่วไปราคาตั้งแต่ 400-1600 บาทตามแต่ยี่ห้อก็ได้ ซึ่งในกณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน จักรยานเกิดความเสียหาย หรือปัญหาทางด้านกลไก นักปั่นก็สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันทีที่ริมถนน อย่างน้อยก็ช่วยให้วันนั้นทริปไม่จบลงด้วยการโบกรถนั่งแตกแอร์ดูเพื่อนๆปั่น

หมวดที่สาม ของใช้ไม่จำเป็นแต่มีประโยชน์

1.กระดาษเปียดเช็ดมือ
ลองหากรดาษเปียกเช็ดมือขนาดเล็กติดกระเป๋าใต้เบาะเอาไว้สักแพ็ค มันมีประโยชน์มาก ตั้งแต่เช็ดมือ เช็ดหน้า เช็ดเลืดได้สะอาดและปลอดภัยกว่าทิชชู่ทั่วไป โดยเฉพาะนักปั่นสาวๆนั้นห้ามพลาด เพราะฝากอนาคตกับห้องน้ำคงจะลำบากเป็นแน่ พกติดไว้เช็ดทำความสะอาดเองดีกว่า 2.ถุงพลาสติก
ลองพกถุงพลาสติกขนาดกลางๆเอาไว้สักใบ ยามฉุกเฉินเช่นฝนตก น้ำท่วม ต้องลุยน้ำ สามารถใช้ถุงพลาสติกถุงในี้ใส่ของ ใส่สัมภาระที่ไม่ต้องการให้โดนน้ำได้ทันที อาจใช้ถุงนี้ใส่เครื่องมือทั้งหมดห่อเอาไว้แล้วยัดใส่กระเป๋าเอาใว้หนึ่งชั้นก็ได้ 3.ไฟฉายขนาดเล็ก
ทุกวันนี้ไฟฉาย LED ขนาดเล็กใส่ถ่าน AAA อันละ 199 บาทก็สว่างเกินพอสำหรับกรณีต้องแก้ปัญหาฉุกเฉินยามค่ำคืนแล้ว หลายท่านอาจจะบอกว่าโทรศัพท์มือถือก็สามารถเปิดไฟส่องสว่างได้ แต่ขอแนะนำให้ถนอมแบทเตอรี่ของโทรศัพท์เอาไว้ใช้กับเหตุอื่นเช่นต้องโทรษัพท์หรือส่งพิกัดฉุกเฉินมากกว่าจะเอามาเปิดไฟฉายส่องสว่างให้เปลืองไฟ สุดท้ายก็ฝากว่าแต่ละท่านอาจมีความจำเป็นต่างกัน เช่นท่านที่ปั่นในเวโลโดรมหรือสนามเขียว และสวนสาธารณะต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องพกยางในหรือชุดเครื่องมือเพราะไม่ได้จำเป็นต้องนั่งปะยางริมทางก็สามารถกลับมายังจุดเริ่มต้นได้ หรือบางท่านอาจมีโรคประจำตัวที่ต้องพยาฉุกเฉินติดตัวก็ควรพกไปด้วย ของเหล่านี้ เหลือ เกิน ดีกว่าขาดแคลนแล้วเกิดปัญหาในภายหลัง

ทริคเล็กๆต่างๆในการแพ็คมากมาย อันที่จริงหาดูได้ไม่ยากจากหลายๆสื่อ แต่ Velopedia จะจับมาเป็นเกร็ดเสนอในภายหลังนะครับ เช่นถุงล็อคใส่โทรศัพท์ที่ดีที่สุดคืดถุงน้ำนม ที่เอาไว้เก็บนมแม่เวลาให้นมเด็กเล็กเพราะเหนียว หนา และทนที่สุดแต่มีเนื้อใสและกันน้ำเข้าได้ 100% หรือการแพ็คยางในและที่รัดยาางอย่างไรให้เล็กที่สุด เอาไว้มาว่ากันในโอกาสต่อไป

เสือหมอบดุคุ้มค่า 2015

วันนี้ลองมาดูเสือหมอบ"ดุ"ที่"คุ้มค่า"การลงทุนกันบ้างนะครับ ราคาอาจไม่ได้แพงระดับเทพสูงเกินเอื้อมแต่อย่างได แต่เสือหมอบในรายการนี้ทั้ง 4 ตัวเป็น"รถรบ"อย่างแท้จริง สามารถแข่งขันล่าถ้วย ขี่ได้แรง เร็ว สะใจ สนุก สมใจทุกครั้งที่ได้ขี่เป็นแน่ ต่างก็ได้รับการถ่ายทอดสายพันธุ์ดีเอ็นเอแข่งขันจากรุ่นปู่รุ่นย่าที่เคยเป็นรถแข่งระดับโปรในอดีตมาทั้งสิ้น เทียบกับเทพในปัจจุบันอาจดูแล้วเป็นเด็กๆ แต่ลองคิดให้ดี หากเมื่อ 7-8 ปีก่อนนักแข่งที่ขี่กันได้แชมป์ตูรเดอฟร็องซ์ แชมป์โลกบนเฟราที่เทคโนโลยีเดียวกันนี้ได้ ทำไมเราจะเอามาแข่งมาขี่ให้สนุกกันไม่ได้ล่ะ?


FOCUS IZALCO MAX 1.0
วิศวกรรมเยอรมันเจ้านี้เป็นหนึ่งในสุดยอดฐานการออกแบบจักรยานแข่งขันที่ลงตัวที่สุดเจ้าหนึ่งของโลก การออกแบบมุ่งเน้นที่ทรงท่อและการเชื่อมต่อของทุกจุด ทุกๆองศาผ่านการออกแบบทดลองมาแล้วตั้งแต่รถต้นแบบศึกษามาจนออกมาเป็นสูตรสำเร็จแบบแผนการออกแบบของ Focus ซึ่งส่งผลให้ได้รถที่มีน้ำหนักเบา และการตอบสนองดีเยี่ยม ค่า stiffness-to-weight อยู่ในระดับแนวหน้าในราคามิตรภาพ น้ำหนักเฟรมรวมตะเกียบเพียง 1045 กรัมเท่านั้น! รับรองว่าราคาที่จ่ายไปได้มาซึ่งรถแข่งระดับดุดิบพร้อมจะซิ่งทุกสตางค์แน่นอน


CANNONDALE CADD10
ชื่อนี้ รุ่นนี้ อยู๋ในใจนักแข่งทั้งระดับสมัครเล่นไปจนระดับคลับทีมกึ่งอาชีพในเมืองนอกมานาน ด้วยจุดเด่นที่เป็นเฟรมอลูมินั่มพิเศษ ขึ้นรูปด้วยระบบแรงดันของเหลวทำให้ได้รูปทรงที่รองรับแรงได้ดี ส่งผลให้เฟรมมีน้ำหนักเบามากและตอบสนองส่งกำลังได้สูง เป็นที่ยอมรับกันในสายโหดขาแรงที่ต้องการทั้งน้ำหนักเบา ความแข็งแกร่ง ความคงทน ในต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป รถอลูมินั่มคันนี้สามารถทำน้ำหนักสูสีกับเฟรมคาร์บอนได้สบายๆ


GIANT TCR ADVANCED
ค่ายยักษ์ใหญ่จากไต้หวันนำเสนอเฟรมในระดับที่เคยเป็นรุ่นท็อปในยุคสมัย Mark Cavendish เพิ่งเปิดตัวแข่งเอาชัยชนะสปรินท์ในราคาสบายกระเป๋า กับเฟรมคาร์บอนบนฐานการออกแบบในตำนาน compact geometry ที่ได้รับการพิสูจน์พลิกการออกแบบจักรยานมาแล้ว มากับท่อล่างล่ำบึกบึน ท่อคอขนาดใหญ่ และกระโหลกที่หนาเตอะส่งกำลังเต็มที่และการควบคุมรถในทางโค้งที่ดี เป็นรถทั่วไปที่เหมาะสมทั้งการขึ้นเขา และการสปรินท์เพราะแอบทำการออกแบบแอโร่ไดนามิคส์ที่ท่อนั่งเพื่อรองรับความเร็วสูงในขณะที่มีการเลือกใช้คาร์บอนและทรงท่อนั่งให้ซับแรงสะเทือนเพื่อความสบายได้ด้วย หากจับคู๋กับชุดขับเคลื่อนและล้อเบาๆ รับรองว่าสามารถอยู่ในพิกัดรถระดับแข่งขันได้สบายๆ


WILIER TRIESTINA CENTO1 AIR
"เซ็นโต้ อูโน่" เป็นชื่อของยอดรถจากอิตาลีค่ายนี้ที่อาจจะดูเงียบๆไปในระยะหลังแต่ถ้าพูดถึงรถแอโร่ไดนามิคส์ระดับคุ้มๆทั้งคุณภาพและราคาคงไม่พ้นโมเดลนี้ ออกแบบมาบนฐานของ Cento1 SR และบวกกับการออกแบบแอโร่ไดนามิคส์ของรถแบบ Time Trial เข้าไปทำให้ Cento1 AIR กลายเป็นรถเสือหมอบที่มีคุณสมบัติผสมผสานกันทั้งสองฝ่ายที่ลงตัว น้ำหนักเฟรมขนาด M ชั่งพร้อมฮาร์ดแวร์ 1120 กรัม นับว่าไม่เลวเลยสำหรับเฟรมแอโร่ไดนามิคส์เช่นนี้