วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

สิ่งที่ควรพกติดตัวขณะปั่นจักรยาน


ขณะปั่นจักรยานเราควรจะเอาอะไรไปบ้าง? เป็นคำถามที่แสนจะง่ายแต่เพื่อนนักปั่นหลายต่อหลายคนก็ยังหาคำตอบที่เหมาะสมไม่ได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคำตอบที่เหมาะสมอาจไม่เหมือนกันก็ได้ในแต่ละคน ทว่ามันมีสิ่งจำเป็นที่"ควร"พกติดตัวเสมอยามปั่นจักรยาน เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของตัวเราเอง Velopedia ขอนำเสนอแบ่งแยกตามหมวดหมู่ดังนี้นะครับ หมวดที่หนึ่ง ของจำเป็นทั่วไป

1.โทรศัพท์มือถือ

ปัจจัยที่ 5 ของใครหลายๆคน แนะนำให้พกติดตัวไปทุกครั้ง นอกจากจะเอาไว้เปิดแอพฯต่างๆเช่น Strava, Map my Ride, My Fitness หรือเอาไว้เซลฟี่ โซเชี่ยลอวดเพื่อน ที่สำคัญคือเอาไว้โทรติดต่อและระบุตำแหน่งในกรณีขอความช่วยเหลือ ยากฉุกเฉินโทรศัพท์เครื่องเดียวสมัยนี้สามารถบอกให้คนอื่นรู้ที่ๆเราอยู่ พร้อมส่งข้อความช่วยเหลือไปยัง รพ. หรือกู้ภัยใกล้เคยยงได้ทันที และสำหรับนักปั่นจักรยาน ควรเซฟเบอร์โทรฉุกเฉินสำคัญเอาไว้ รวมถึงเบอร์ญาติมิตรสำคัญ สำหรับการติดต่อฉุกเฉินไดอย่างรวดเร็ว เพราะอุบัติเหตุเกิดได้เสมอ ใครจะรู้ว่าวันไหนคุณจะหมดสติต้องให้ผู้อื่นช่วยติดต่อญาติ วิธีพกโทรศัพท์ที่ดีที่สุดคือการเอาใส่ถุงพลาสติกใส หรือถุง ziplock ที่กันน้ำได้ เผื่อโอกาสฝนตกหรือไอเหงื่อที่ปล่อยความชื้นเข้าเครื่องโทรศัพท์ที่กระเป๋าหลังได้

2.บัตรประชาชน ใบขับขี่

ลองนึกภาพว่าคุณไปออกทริปแล้วเกิดอุบัติเหตุหมดสติ คนรอบตัวไม่มีใครรู้จักคุณ? จะพาคุณไปไหน ติดต่อใคร อย่างน้อยหากมีบัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือแม้แต่บัตรประกันอะไรก็ได้ ก็ช่วยให้การช่วยเหลือทำได้ราบลื่นขึ้นมาก หรือพูดในทางร้ายๆที่สุด หากเสียชีวิตไป อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าศพนี้เป็นใคร ไม่ต้องมานั่งตามหากันอีกที ใัตรหนึ่งใบสามารถเอาใส่คู่กับโทรศัพท์ได้ไม่ยาก หรือจะใส่ไว้กับเคสโทรศัพท์ก็ได้

3.เงินสดติดตัว

อย่าลืมพกเงินไปไหนมาไหนด้วย เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินบันดาลหลายสิ่งให้เราได้ ที่สำคัญที่สุดเกิดแวะซื้อน้ำ ซื้อของจะได้ไม่ต้องคอยยืมเพื่อนทุกรอบ เพราะส่วนมากนักปั่นยืมกันแล้วมักจะลืม คนให้ยืมก็ลืม คนยืมก็ลืม อย่างน้อยควรพกเงินสดมากพอที่จะเอาตัวเองกลับบ้านได้ในยามฉุกเฉิน ไม่จำเป็นต้องพกมากมายให้เป็นภาระหรอก จะมากแค่ไหนก็แล้วแต่ว่าเส้นทางการปั่นของแต่ละคน บางคนอาจพกแค่ 20-50 บาทก็พอ แต่บางคนอาจต้องพกสัก 100-200 ส่วนวิธีพกที่ง่ายแสนง่ายก็คือการพับเงินยัดใส่ซองเดียวกับโทรศัพท์นั่นแหละ หากใครสะดวกยัดกระเป๋าสตาางค์ไปก็ไม่มีปัญหาอะไร
สามอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ว่าปั่นที่ไหน อย่างไร ควรจะต้องมีติดตัวเอาไว้ เคยมีภาพนักแข่งโปรอาชีพเมืองนอกแข่งไปด้วย ถือโทรศัพท์มือถือทำอะไรสักอย่างไปด้วย ..(ภายหลังโดนปรับครับ ฝรั่งเศสห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) นั่นแปลว่าแม้แต่นักแข่งอาชีพยังมีคนพกมือถือติดตัวเอาไว้
ต่อมาลองมาดูของใช้จำเป็นที่ควรมาติดตัว โดยเฉพาะการปั่นในเส้นทางที่ไม่มีรถคอยบริการ การเดินทางไปที่ต่างๆ ซึ่งนักปั่นควรดูแลปัญหาพื้นฐานได้ด้วยตนเอง เป็นหมวดที่สอง หมวดที่สอง เครื่องมือฉุกเฉิน

1.ยางในและชุดงัดยาง
กรณีฉุกเฉินพื้นฐานที่สุดสำหรับนักปั่นจักรยานก็คือ ยางรั่ว ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะพกติดตัวเมื่อออกเดินทางไปบนจักรยานก็คือชุดงัดยางและยางในสำรองหรือชุดปะยางพกพา ยางในที่พกไปควรพกไป 1-2 เส้น กรณีมี 1 เส้นก็สามารถเปลี่ยนได้แต่เส้นที่สองคือการสำรองยางกรณีฉุกเฉินซ้ำสอง

2.สูบลมพกพา
สูบลมพกพาหรือที่สูบลมแบบ CO2 สามารถพกติดตัวได้ง่าย และใช้งานได้สะดวก สูบลมบางชนิดสามารถทำเป็นสูบลมตั้งพื้นอัดลมได้ถึง 140psi สบายๆ แต่พกติดกับเฟรมไว้ได้ง่ายๆ ส่วน CO2 สะดวกสบายต่อการใช้งานและมีขนาดเล็ฏพกง่าย ทว่ามีราคาแพงกว่าหากใช้งานไปแล้วตัวกระบอกก็ต้องทิ้งไปเลย และควรพกกระบอกอัดแก็สติดตัวไปมากกว่า 1 หลอดเสมอ

3.ชุดเครื่องมือเอนกประสงค์
ควรประกอบด้วยเครื่องมือง่ายๆเช่นไขควรปากแบน ปากแฉก หกเหลี่ยนขนาดต่างๆ ที่ถอดโซ่ หรือจะเลือกใช้ชุดอุปกรณ์พกพาสำหรับจักรยานเอนกประสงค์ที่มีขายโดยทั่วไปราคาตั้งแต่ 400-1600 บาทตามแต่ยี่ห้อก็ได้ ซึ่งในกณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน จักรยานเกิดความเสียหาย หรือปัญหาทางด้านกลไก นักปั่นก็สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันทีที่ริมถนน อย่างน้อยก็ช่วยให้วันนั้นทริปไม่จบลงด้วยการโบกรถนั่งแตกแอร์ดูเพื่อนๆปั่น

หมวดที่สาม ของใช้ไม่จำเป็นแต่มีประโยชน์

1.กระดาษเปียดเช็ดมือ
ลองหากรดาษเปียกเช็ดมือขนาดเล็กติดกระเป๋าใต้เบาะเอาไว้สักแพ็ค มันมีประโยชน์มาก ตั้งแต่เช็ดมือ เช็ดหน้า เช็ดเลืดได้สะอาดและปลอดภัยกว่าทิชชู่ทั่วไป โดยเฉพาะนักปั่นสาวๆนั้นห้ามพลาด เพราะฝากอนาคตกับห้องน้ำคงจะลำบากเป็นแน่ พกติดไว้เช็ดทำความสะอาดเองดีกว่า 2.ถุงพลาสติก
ลองพกถุงพลาสติกขนาดกลางๆเอาไว้สักใบ ยามฉุกเฉินเช่นฝนตก น้ำท่วม ต้องลุยน้ำ สามารถใช้ถุงพลาสติกถุงในี้ใส่ของ ใส่สัมภาระที่ไม่ต้องการให้โดนน้ำได้ทันที อาจใช้ถุงนี้ใส่เครื่องมือทั้งหมดห่อเอาไว้แล้วยัดใส่กระเป๋าเอาใว้หนึ่งชั้นก็ได้ 3.ไฟฉายขนาดเล็ก
ทุกวันนี้ไฟฉาย LED ขนาดเล็กใส่ถ่าน AAA อันละ 199 บาทก็สว่างเกินพอสำหรับกรณีต้องแก้ปัญหาฉุกเฉินยามค่ำคืนแล้ว หลายท่านอาจจะบอกว่าโทรศัพท์มือถือก็สามารถเปิดไฟส่องสว่างได้ แต่ขอแนะนำให้ถนอมแบทเตอรี่ของโทรศัพท์เอาไว้ใช้กับเหตุอื่นเช่นต้องโทรษัพท์หรือส่งพิกัดฉุกเฉินมากกว่าจะเอามาเปิดไฟฉายส่องสว่างให้เปลืองไฟ สุดท้ายก็ฝากว่าแต่ละท่านอาจมีความจำเป็นต่างกัน เช่นท่านที่ปั่นในเวโลโดรมหรือสนามเขียว และสวนสาธารณะต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องพกยางในหรือชุดเครื่องมือเพราะไม่ได้จำเป็นต้องนั่งปะยางริมทางก็สามารถกลับมายังจุดเริ่มต้นได้ หรือบางท่านอาจมีโรคประจำตัวที่ต้องพยาฉุกเฉินติดตัวก็ควรพกไปด้วย ของเหล่านี้ เหลือ เกิน ดีกว่าขาดแคลนแล้วเกิดปัญหาในภายหลัง

ทริคเล็กๆต่างๆในการแพ็คมากมาย อันที่จริงหาดูได้ไม่ยากจากหลายๆสื่อ แต่ Velopedia จะจับมาเป็นเกร็ดเสนอในภายหลังนะครับ เช่นถุงล็อคใส่โทรศัพท์ที่ดีที่สุดคืดถุงน้ำนม ที่เอาไว้เก็บนมแม่เวลาให้นมเด็กเล็กเพราะเหนียว หนา และทนที่สุดแต่มีเนื้อใสและกันน้ำเข้าได้ 100% หรือการแพ็คยางในและที่รัดยาางอย่างไรให้เล็กที่สุด เอาไว้มาว่ากันในโอกาสต่อไป

เสือหมอบดุคุ้มค่า 2015

วันนี้ลองมาดูเสือหมอบ"ดุ"ที่"คุ้มค่า"การลงทุนกันบ้างนะครับ ราคาอาจไม่ได้แพงระดับเทพสูงเกินเอื้อมแต่อย่างได แต่เสือหมอบในรายการนี้ทั้ง 4 ตัวเป็น"รถรบ"อย่างแท้จริง สามารถแข่งขันล่าถ้วย ขี่ได้แรง เร็ว สะใจ สนุก สมใจทุกครั้งที่ได้ขี่เป็นแน่ ต่างก็ได้รับการถ่ายทอดสายพันธุ์ดีเอ็นเอแข่งขันจากรุ่นปู่รุ่นย่าที่เคยเป็นรถแข่งระดับโปรในอดีตมาทั้งสิ้น เทียบกับเทพในปัจจุบันอาจดูแล้วเป็นเด็กๆ แต่ลองคิดให้ดี หากเมื่อ 7-8 ปีก่อนนักแข่งที่ขี่กันได้แชมป์ตูรเดอฟร็องซ์ แชมป์โลกบนเฟราที่เทคโนโลยีเดียวกันนี้ได้ ทำไมเราจะเอามาแข่งมาขี่ให้สนุกกันไม่ได้ล่ะ?


FOCUS IZALCO MAX 1.0
วิศวกรรมเยอรมันเจ้านี้เป็นหนึ่งในสุดยอดฐานการออกแบบจักรยานแข่งขันที่ลงตัวที่สุดเจ้าหนึ่งของโลก การออกแบบมุ่งเน้นที่ทรงท่อและการเชื่อมต่อของทุกจุด ทุกๆองศาผ่านการออกแบบทดลองมาแล้วตั้งแต่รถต้นแบบศึกษามาจนออกมาเป็นสูตรสำเร็จแบบแผนการออกแบบของ Focus ซึ่งส่งผลให้ได้รถที่มีน้ำหนักเบา และการตอบสนองดีเยี่ยม ค่า stiffness-to-weight อยู่ในระดับแนวหน้าในราคามิตรภาพ น้ำหนักเฟรมรวมตะเกียบเพียง 1045 กรัมเท่านั้น! รับรองว่าราคาที่จ่ายไปได้มาซึ่งรถแข่งระดับดุดิบพร้อมจะซิ่งทุกสตางค์แน่นอน


CANNONDALE CADD10
ชื่อนี้ รุ่นนี้ อยู๋ในใจนักแข่งทั้งระดับสมัครเล่นไปจนระดับคลับทีมกึ่งอาชีพในเมืองนอกมานาน ด้วยจุดเด่นที่เป็นเฟรมอลูมินั่มพิเศษ ขึ้นรูปด้วยระบบแรงดันของเหลวทำให้ได้รูปทรงที่รองรับแรงได้ดี ส่งผลให้เฟรมมีน้ำหนักเบามากและตอบสนองส่งกำลังได้สูง เป็นที่ยอมรับกันในสายโหดขาแรงที่ต้องการทั้งน้ำหนักเบา ความแข็งแกร่ง ความคงทน ในต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป รถอลูมินั่มคันนี้สามารถทำน้ำหนักสูสีกับเฟรมคาร์บอนได้สบายๆ


GIANT TCR ADVANCED
ค่ายยักษ์ใหญ่จากไต้หวันนำเสนอเฟรมในระดับที่เคยเป็นรุ่นท็อปในยุคสมัย Mark Cavendish เพิ่งเปิดตัวแข่งเอาชัยชนะสปรินท์ในราคาสบายกระเป๋า กับเฟรมคาร์บอนบนฐานการออกแบบในตำนาน compact geometry ที่ได้รับการพิสูจน์พลิกการออกแบบจักรยานมาแล้ว มากับท่อล่างล่ำบึกบึน ท่อคอขนาดใหญ่ และกระโหลกที่หนาเตอะส่งกำลังเต็มที่และการควบคุมรถในทางโค้งที่ดี เป็นรถทั่วไปที่เหมาะสมทั้งการขึ้นเขา และการสปรินท์เพราะแอบทำการออกแบบแอโร่ไดนามิคส์ที่ท่อนั่งเพื่อรองรับความเร็วสูงในขณะที่มีการเลือกใช้คาร์บอนและทรงท่อนั่งให้ซับแรงสะเทือนเพื่อความสบายได้ด้วย หากจับคู๋กับชุดขับเคลื่อนและล้อเบาๆ รับรองว่าสามารถอยู่ในพิกัดรถระดับแข่งขันได้สบายๆ


WILIER TRIESTINA CENTO1 AIR
"เซ็นโต้ อูโน่" เป็นชื่อของยอดรถจากอิตาลีค่ายนี้ที่อาจจะดูเงียบๆไปในระยะหลังแต่ถ้าพูดถึงรถแอโร่ไดนามิคส์ระดับคุ้มๆทั้งคุณภาพและราคาคงไม่พ้นโมเดลนี้ ออกแบบมาบนฐานของ Cento1 SR และบวกกับการออกแบบแอโร่ไดนามิคส์ของรถแบบ Time Trial เข้าไปทำให้ Cento1 AIR กลายเป็นรถเสือหมอบที่มีคุณสมบัติผสมผสานกันทั้งสองฝ่ายที่ลงตัว น้ำหนักเฟรมขนาด M ชั่งพร้อมฮาร์ดแวร์ 1120 กรัม นับว่าไม่เลวเลยสำหรับเฟรมแอโร่ไดนามิคส์เช่นนี้

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

เสือหมอบสำหรับสาวขาแรง

เสือหมอบสำหรับสาวขาแรง

ในระยะหลังๆสาวๆมาปั่นจักรยานกันจริงจังและตั้งใจเสียยิ่งกว่าหนุ่มๆจนสาวๆหลายคนแรงแซงหนุ่มไปไกลแล้ว แต่ในตลาดกลับมีเสือหมอบที่ทำออกมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงให้เลือกไม่มากนัก และผู้นำเข้าเองก็ไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญนำมาให้เลือกจับจองกันได้ง่ายๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงนั้นมันย่อมดีกว่าการนำเสือหมอบผู้ชายมาปั่นแน่นอน สาวๆขาแรงลองมาดูกันว่าในบรรดาหลากหลายยี่ห้อ มียี่ห้อไหนน่าสนใจบ้าง คัดมาเป็นตัวอย่างพอชิมๆกันเบาๆเท่านี้ก่อน รับรองว่าแต่ละตัวไม่แพ้รถระดับเทพของหนุ่มๆเลยทีเดียว


LIV ENVIE ADVANCED
Liv เป็นสายการผลิตรถสำหรับผู้หญิงต่างหากของค่าย Giant ที่แยกสตูดิโอการออกแบบและสายการพัฒนาแยกเป็นอิสระ โดยที่ Envie ตัวนี้ทำโครงการพัฒนาคู่ไปกับการพัฒนา Giant Propel เรียกได้ว่าเป็นเสือหมอบแอโร่ไดนามิคส์สำหรับผู้หญิงแท้ๆคันแรกของโลกก็ว่าได้ (น่าจะเป็นคันเดียวในเวลานี้อีกด้วย) ทรงท่อลู่ลมรีดอากาศได้อย่างดี มาพร้อมเบรคซ่อนพิเศษ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจากการแข่งขันอาชีพของผู้หญฺงในยุโรปกับทีม Liv และมีโปรสาวทีม Rabobank Women น้ำหนักตัวรถรวมๆกับชุดเกียร์ Ultegra Di2 ล้อขอบสูงยางงัดขอบอลูมินั่ม ทำได้ที่ 7.2 กก. พร้อมจะแข่งได้ทุกงาน หรือหากใส่กับล้อยางฮาล์ฟ เกียร์เบาๆ รับรองว่ารถผู้ชายหลายๆคันคงสะอื้นเพราะมันจะเบามากๆ


CANNONDALE SUPERSIX EVO WOMEN
ผลการโหวตจากนักแข่งหญิงทั่วโลกยกให้ Supersix EVO ตัวนี้เป็นสุดยอดรถสำหรับผู้หญฺงที่เจ๋งที่สุด เริ่ดด้วยน้ำหนักเฟรมผู้หญิงโดยเฉพาะที่เบาที่สุดในบรรดายี่ห้อที่มีการผลิตขายทั่วไป น้ำหนักที่เบาราวขนนกมาคู่กับความสบายแบบรถทั่วไป และมีการออกแบบให้รองรับกำลังนักขี่ผู้หญิงได้พอดีๆไม่มากเกินไป ทำให้ลดน้ำหนักเฟรมลงได้มากและเพิ่มความสบายได้อีกด้วย เบาขนาดที่ว่าเมื่อใส่กับชุดเกียร์เทพอย่าง Dura Ace ล้อยังงัดก็ยังคงได้น้ำหนัก 6.3 กก. !!


RIDLEY LIZ C10
ตัวเลือกที่สุดยอดสำหรับสาวๆที่ต้องการรถระดับแข่งขันดุุดันแต่มากับราคาที่สบายกระเป๋า เรียกได้ว่าเหลือเงินไปซื้อเครื่องสำอางค์เอาไว้แต่งหน้าเวลาขึ้นไปรับถ้วยได้อีกสบายๆ Ridley เป็นค่ายที่มุ่งเน้นพัฒนารถออกมาโดยออกแบบมุ่งไปที่อนาคต มีการสร้างจักรยานต้นแบบออกมาเรื่อยๆ ซึ่ง Liz เองก็อยู่ในสายการผลิตที่เน้นเอาใจนักปั่นสาวขาแรง โดยใส่เอาชิ้นส่วนสำหรับผู้หญิงในสีและการออกแบบเอาใจสาวๆ ที่รักความแรงแต่ยังชอบสิ่งสวยงามอยู่ น้ำหนักอาจไม่ได้โดดเด่นมากแต่อยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าราคา และอย่าลืมว่า Ridley ไม่ใช่ยี่ห้อที่เน้นเบานะครับ เค้าเน้นความลงตัวในการขี่มากกว่า


SPECIALIZED AMIRA SL4
รถประจำทีมของสุดยอดทีมอาชีพหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลกอย่างทีม Specialized-Lululemon เฟรมเสือหมอบ S-Works Amira SL4 คือหนึ่งในสุดยอดเฟรมที่เบาที่สุด สติฟที่สุดในการแข่งจักรยานอาชีพของผู้หญิงที่ถอดเอาคุณสมบัติของ S-Works Tarmac SL4 ของผู้ชายมาสร้างความเฉพาะให้กับนักปั่นสาวขาแรง คงไม่ต้องเอ่ยมากถึงความนิยมและการพิสูจน์ความสำเร็จของรถฝั่งผู้ชายที่ใช้สู้ศึกอาชีพระดับสูงสุดมากมายหลายสนามโดยยอดทีมระดับโลกหลายทีม ได้แชมป์การแข่งขันสารพัด รถสำหรับผู้หญิงคันนี้ก็เสนอความลงตัวแบบเดียวกันให้กับนักปั่นหญิงเช่นกัน

จักรยานและการดื่มน้ำ


ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าข้อมูลการดื่มน้ำและเกลือแร่กับการออกกำลังกายด้วยจักรยานในที่นี้อยู๋บนฐานของการปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกายขึ้นไป การปั่นเล่น ปั่นชมวิว ปั่นชิลๆ ปั่นกินขนม อาจไม่ได้ถึงขนาดนี้ เพราะมีผลวิจัยหลายตัวบอกตรงกันว่า
การปั่นจักรยานในระดับเบาและมีเวลาต่อเนื่องกันไม่เกิน 45-60 นาที ร่างกายไม่ได้สูยเสียน้ำและเกลือแร่มากกว่าปกติ สามารถได้รับน้ำและแร่ธาตุต่างๆจากอาหารที่กินก่อนและหลังปั่นได้เพียงพอโดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเกิดอาการขาดน้ำหรือขาดแร่ธาตุจนเสียสมดุลย์ แต่อยากฝากให้อ่านเพื่อรู้ไว้ใช่ว่า คติของเพจนี้คือ "อยากรู้ต้องได้รู้ ไม่อยากรู้จะได้รู้" เพราะใครจะไปรู็วันหนึ่งเพื่อนนักปั่นสายกินลมอาจต้องเร่งอัดรีบกลับบ้านเพราะ ผบ. เรียกกลับไปซักผ้าด่วนก็เป็นได้

มาเข้าเรื่องกัน... เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนลองย้อนกลับไปค้นอ่านบทความเก่าเรื่อง"ปั่นร้อน" หรือ "การปั่นจักรยานในสภาพอากาศร้อน" ดูนะครับ จะเข้าใจกลไกการทำงานของระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายเป็นอย่างดี และมาอ่านต่อในนี้จะเข้าใจง่ายขึ้น
นักปั่นเสียน้ำออกมาทาง"เหงื่อ"มากที่สุด ซึ่งอัตราการเสียเหงื่อของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู๋กับน้ำหนักตัวและประสิทธิภาพในการจัดการความร้อน ซึ่งอัตราการเสียเหงื่อ (sweat rate) สามารถทดดสอบหาได้ง่ายๆด้วยตัวเอง ก่อนอื่นมาดูส่วนประกอบของเหงื่อกันก่อนว่าในเหงื่อเค็มๆของเรา มีแร่ธาติอะไรเจือปนออกมาบ้าง

ส่วนประกอบของเหงื่อ
เหงื่อหนึ่งหยดที่เราขับออกมาประกอบด้วยโซเดียมอิออน 15% โปเตสเซียมอิออน 6% แคลเซียมอิออน 5% และแม็กนีเซียมอิออนอีก 1% ส่วนที่เป็นน้ำคือ 73% หรือคุยกันกลมๆง่ายๆก็คือ 1 ใน 4 ของเหงื่อที่ออกมาคือแร่ธาตุต่างๆ และ 3/4 ของเหงื่อที่เสียออกมาคือน้ำเพียวๆที่ร่างกายขับออกมาเพื่อลดอุณหภูมินั่นเอง
แร่ธาตุต่างๆมีหน้าที่ช่วยในกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย พร้อมทั้งปรับสมดุลย์ให้กระบวนการต่างๆทำงานได้ต่อเนื่อง (ลองอ่านบทความเก่าเรื่อง"ระบบพลังงาน" เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม) หาแร่ธาตุในร่างกายลดลงจนถึงจุดวิกฤติพูดง่ายๆก็คือระบบต่างๆทำงานต่อไม่ได้ และเกิดอาการหยุดทำงานเอาดื้อๆ หดตัวไม่มีคลาย แปลง่ายๆที่เจอกันบ่อยๆคือ ตะคริว นั่นเอง ส่วนการที่่างกายเสียน้ำหรือของเหลวออกไปจนถึงจุดวิกฤติ ร่างกายจะสูญเสียสภาพการทำางนต่างๆรวมไปถึงการปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ และลดทอนสมรรถนะการออกแรงลงไปเพราะร่างกายจำเป็นต้องสงวนขีดความสามารถเอาไว้ และหากยังฝืนสู้ต่อไปอาการที่จะตามมาคืออาการขาดน้ำเฉียบพลันหรือ"dehydration" ซึ่งหากรุนแรงมากมีผลถึงชีวิตได้

จากการศึกษาวิจัยพบว่านักกีฬาจักรยานที่ขี่ time trial บนระยะทาง 80 กม. แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับน้ำและเกลือแร่ตามที่คำนวนกับกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำและเกลือแร่เลย พบว่าทั้งสองกลุ่มมีระดับความสามารถแตกต่างกันเฉลี่ยนแล้วคิดเป็นเวลาส่วนต่างถึง 8 นาที หรือแปลง่ายๆว่านักปั่นคนหนึ่งแค่ได้รับน้ำและเกลือแร่ที่พอเหมาะสามารถปั่นได้เร็วขึ้นอีก 8 นาทีบนระยะทาง 80 กม. (คิดแบบกำปั้นทุบดินคือ 10 กม. เร็วขึ้นตั้ง 1 นาที อันที่จริงคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะเทียบตรงแบบนี้ไม่ได้ แต่เพื่อเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น)
...ดังนั้นการดื่มน้ำและเกลือแร่ที่เหมาะสมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังปั่น จึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้ศักยภาพสูงที่สุด

การวิจัยยังศึกษาต่อไปถึงการเสียแร่ธาตุและเปรียบเทียบพบว่าแม้ว่าร่างกายจะได้รับการเติมแร่ธาตุอย่างสม่ำเสมอแต่แร่ธาตุต่างๆจำเป็นต้องใช้น้ำเป็นตัวช่วยในการดูดซึม หากขาดน้ำ แร่ธาตุต่างๆจะดูดซึมได้ช้าลง 2 เท่า เท่ากับว่าร่างกายไม่สามารถแทนที่แร่ธาตุที่เสียไปได้ทันการอยู่ดี
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ"น้ำ" นั่นเอง

ซึ่งสภาวะ"กระหายน้ำ"ส่งผลตรงกับทั้งกายภาพการออกกำลังและสภาพจิตใจของนักกีฬา ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบให้ถอนคันเร่งเองโดยอัตโนมัติหากเกิดอาการกระหายน้ำขึ้นมา และนี่เองที่บั่นทอนจิตใจของนักกีฬาแม้แต่ผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเรื่องนี้ ทำให้การวิจัยนี้ยังมีจุดบอดซ่อนอยู่ นั่นก็คือการทดสอบไม่สามารถทำแบบ blind test ได้ เพราะกลุ่มตัวอย่างทุกคนรู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำมากแค่ไหน ทุกคนที่ได้รับน้ำดื่มและโจทย์ในการดื่มน้ำไปต่างมีระดับความกระหายที่รับรู้ได้ ซึ่งส่งผลตรงกับความเสื่อมของสมรรถนะทางกายภาพ สมมุติฐานเชื่อว่าลำพังสภาพการขาดน้ำอาจไม่ได้ส่งผลถึง 8 นาที แต่สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการกระหายน้ำส่งผลซ้ำให้ได้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายลง โดยเฉพาะกับการศึกษาในกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำดื่มเลยตลอดระยะเวลา 2 ชม.

แล้วเราควรดื่มน้ำมากแค่ไหน?? การวิจัยยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าควรดื่มมากแค่ไหนเพราะระบบการทำงานของร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน กลุ่มเป้าหมายทดสอบได้ค่าที่กระจายกันมากเกินกว่าจะหาข้อสรุปได้ แม้ว่าทุกคนจะมีแนวโน้มไปทางเดียวกันก็ตาม การวิจัยพบแนวทางการดื่มน้ำทดแทนเหงื่ออยู่ที่ระดับ 50-75% ของอัตราการเสียเหงื่อของร่างกายเป็นค่ามาตรฐาน และพบว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถทดแทนน้ำได้ 100% ของอัตราการเสียเหงื่อที่ร่างกายขับออกมา ที่สำคัญยังพบอีกว่าร่างกายของกลุ่มนักกีฬาที่มาทดสอบมีเพดานจำกัดของการขึ้นถึงขีดสุดของศักยภาพที่การทดแทนน้ำที่เสียไปราว 80-86% แม้จะเพิ่มน้ำมากไปกว่านี้ร่างกายก็ไม่ได้เพิ่มศักยภาพขึ้นอีก

การทดสอบหา sweat rate ทำได้ง่ายๆโดยการชั่งน้ำหนักก่อนปั่นจักรยานแล้วขึ้นปั่นจักรยานด้วยกำลังเต็มที่เป็นเวลา 60 นาที (CP60) จากนั้นชั่งน้ำหนักทันทีหลังจากปั่นจักรยาน น้ำหนักที่ได้นำมาลบกันจะได้น้ำหนักของเหงื่อที่เสียออกไป โดยมีความคลาดเคลื่อนราว 5% ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน แต่ก็เพียงพอที่จะนำไปคำนวนการทดแทนเหงื่อได้แล้ว จากนั้นนำไปคำนวนหาปรริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 ชม.
เช่นพบว่านักปั่น ก. เสียเหงื่อออกไป 800 กรัม จากการปั่นจักรยาน คิดเป็นน้ำ 600 มล. ดังนั้นควรดื่มน้ำชดเชยการเสียเหงื่อที่ระหว่าง 300-450 มล. ในเวลา 1 ชม. ซึ่งอัตราการเสียเหงื่อนี้จะแปรไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆมากมายเช่นลม อุณหภูมิ ความหนักของการออกกำลังกาย แม้แต่การพักผ่อนและความพร้อมของร่างกายอีกด้วย

เรามาดูความเชื่อผิดๆจากการศึกษาเรื่องการดื่มน้ำชดเชยการเสียเหงื่อกับการออกกำลังกายด้วยจักรยานกัน

1.ดื่มน้ำทดแทนให้มากเท่าที่ร่างกายเสียไป คำแนะนำของการออกกำลังกายและผู้ฝึกสอนฟิตเนสหลายๆคนแนะนำให้ผู้ออกกำลังกายดื่มน้ำทดแทนเท่ากับน้ำหนักที่เสียไปในการออกกำลังกาย
ความจริง ร่างกายไม่สามารถซึมซับของเหลวได้เร็วเท่ากับที่เสียไปทางเหงื่อ แม้จะกรอกน้ำใส่ปากเท่ากับที่เสียเหงื่อไปร่างกายก็ดูดซึมไปใช้งานไม่ทันอยู่ดี ดังนั้นโดยพฤตินัยแล้วการออกกำลังกายระยะยาวๆนานๆมากๆร่างกายจะเสียเหงื่อและของเหลวไปเรื่อยๆ เป็นที่มาว่าทำไมการปั่นจักรยานแบบทนนานเช่น Ironman, Audax, RAAM จึงต้องลดความหนักลงมาอยู่ในระดับเพียงโซน 2 เพื่อลดอัตราการเสียน้ำออกไป

2.ดื่มน้ำให้มากเข้าไว้ก่อนปั่นจักรยาน เพราะร่างกายจะขาดน้ำ ต้องตุนเอาไว้มากที่สุด อัดเข้าไปเลย
ความจริง การกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากช่วยคุณต้องวิ่งหาห้องน้ำก่อนออกสตาร์ท หรือต้องหามุมปล่อยน้ำริมทางเสียเวลาเข้าไปอีก ถ้าเป็นโปรก็ลำบากเพื่อนต้องมาดันก้นให้ปล่อยกันบนรถ สิ่งที่ควรทำคือให้จิบเครื่องดื่มเกลือแร่ราวๆ 0.5 ลิตรที่ระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงก่อนออกตัว นั่นคือปริมาณของน้ำและแร่ธาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมและพร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อเริ่มออกตัว และมีคำแนะนำบางแหล่งแนะนำให้ดื่มน้ำราว 0.5 ลิตรเพิ่มเติมอีกราว 30-45 นาทีก่อนปล่อยตัวและให้ไปเข้าห้องน้ำจัดการปล่อยน้ำหนึ่งรอบก่นปล่อยตัวราวๆ 15 นาที ส่วนระหว่างปั่นอย่างน้อยๆร่างกายต้องได้น้ำราว 0.2-0.25 ลิตร ทุกๆ 20 นาที หรือแปลงา่ยๆก็คือใน 1 ชม.ต้องดื่มน้ำให้ได้ 0.6-0.75 ลิตร สำหรับการปั่นจักรยานออกกำลังกาย (สอดคล้องใกล้เคียงกันทุกผลวิจัยทุกสำนัก)

3.สารคาเฟอีนเป็นสารต้องห้ามมีผลกับทั้งหัวใจและการเสียน้ำ ลดสมรรถภาพทางการกีฬาและเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ความจริง คาเฟอีนช่วยเร่งปฏิกริยาการสลายและนำคาร์โบไฮเดรทไปใช้งานเป็นพลังงาน ช่วยเปลี่ยนกรดแล็ติคที่เกิดขึ้นกลับไปหมุนเวียนให้เกิดพลังงานใหม่ได้เมื่อระดับการออกกำลังลดลง ช่วยกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทและการตอบสนองของร่างกาย ขยายหลอดเลือดพร้อมเพิ่มอัตราการดูดซึมอ็อกซิเจนให้มากขึ้น แต่มีผลกับอัตราการเต้นของหัวใจจนต้องจำกัดการใช้งาน หลังการแข่งจักรยานต้องไม่มีปริมาณคาเฟอีนในเลือดมากกว่ากาแฟ 6 แก้ว และห้ามใช้ในการแข่งกีฬาระดับเยาวชน (สหรัฐอเมริกา) การศึกษาที่อังกฤษพบว่านักกีฬาที่ดื่มเครื่องดื่มมีส่วนผสมของคาเฟอีนดูดซึมกลูโคสได้เร็วกว่าปกติถึง 26% และมีอัตราการย่อยสลายพลังงานเร็วกว่าถึง 2 เท่า ในกีฬาจักรยานพบว่าคาเฟอีนในปริมาณที่ไม่สูงเกินไป(6 แก้ว ต่อ 4-6 ชม.) ไม่ก่อให้เกิดอัตราการเสียน้ำมากกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายเสีน้ำในปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว อัตราที่คาเฟอีนดึงน้ำออกจากเนื้อเยื่อร่างกายคิดแล้วเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจนไม่ส่งผลอะไรเลย

4.ร่างกายต้องการโปรตีนร่วมด้วย เพราะโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรทต่างช่วยกันทำให้ระบบบพลังงานทำได้อย่างมีประสิทธภาพและรวดเร็วขึ้น
ความจริง ร่างกายเรา"อาจจะ"ต้องการโปรตีนนิดหน่อยระหว่างขี่จักรยานการทดสอบกับนักกีฬาพบว่าเครื่องดื่มที่ให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรท กับเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรทผสมโปรตีนส่งผลใกล้เคียงกันอย่างมาก ต่างจากกีฬาที่อาศัยความแข็งแกร่งอื่นๆที่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มพลังงานผสมโปรตีนเสริม แต่ยังมีการศึกษาพบว่ากรดอมิโนในโปรตีนบางชนิดช่วยลดอาการเสียหายของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังในระดับแอโรบิคชั้นสูงก่อนเกิดกรดแล็คติกได้ ทว่าการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าหากท่านปั่นจักรยานระยะทางยาวๆ 3-4 ชม.ขึ้นไปแล้วมีการพักรับประทานอาหาร หรือมีอาหารเติมระหว่างทาง(เช่นแซนวิชเนยถ่ว, ไรซ์เค้กใส่ถ่ั่วต่างๆ, บราวนี้ใส่ถั่ว แบบไทยๆก็คือพวกกระยาสารท ถั่วตัด แม้แต่เพื่อนผมซัดหมูปิ้งตอนแข่ง) ร่างกายคุณๆได้รับโปรตีนเรียบร้อยแล้วแค่มันใช้เวลาย่อยสลายดูดซึมช้ากว่าเท่านั้นเอง

5.บริษัทเครื่องดื่มเกลือแร่มักจะแนะนำให้ติดเกลือแร่ไปดื่มซักขวดไม่ว่าคุณจะปั่นแบบไหน นานแค่ไหน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาการขาดน้ำ
ความจริง อาการขาดน้ำอย่างรุนแรงแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในการออกกำลังกายด้วยจักรยานในระดับความหนักปานกลางระยะเวลา 1-2 ชม. (ปั่น 25 กม./ชม. 2 ชม.) หากคุณดื่มน้ำในชีวิตประจำวันแบบเพียงพอ สูตรโบราณ 6-8 แก้วต่อวันนั้นสุดยอดเพียงพอแล้วสำหรับการดื่มน้ำ บวกกับการดื่มน้ำระหว่างปั่นจักรยานตามสูตรที่คำนวน เท่านี้ก็แทบจะปิดประตูเรื่องอาการขาดน้ำไปได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเคตื่องดื่มเกลือแร่จากการเสียเหงื่อ การศึกษากลุ่มตัวอย่างในยิมฟิตเนสพบว่า 70% ของผู้ออกกำลังกายในฟิตเนสที่รู้สึกว่าต้องดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่คือคนที่มีพฤติกรรมการดื่มน้ำน้อยกว่าปกติในเวลาธรรมดา และอีก 30% จิตใจ
เครื่องดื่มเกลือแร่จำเป็นสำหรับการออกกำลังกายในระดับสูงเช่นการปั่นจักรยานด้วยความเร็วระดับแข่งขันหรือความหนักรูปแบบแข่งขัน (มีความเร็วสูงและการเร่งความเร็วสลับกันไป) หรือการปั่นจักรยานด้วยระยะเวลานานๆ(พวกปั่นทน) อย่างไรก็ดี พบว่าในการปั่นจักรยานแบบปั่นทนเช่น Audax, RAAM เครื่องดื่มเกลือแร่อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่ากับอาหารจริงหรือผลไม้แห้งและน้ำดื่ม เพราะร่างกายไม่ได้ต้องการพลังงานและแร่ธาตุรวดเร็วแบบจักรยานถนน แต่ต้องการแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่ค่อยๆปล่อยเข้าสู่ระบบร่างกายช้าๆอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายขอฝากให้ทุกท่านนำเอาวิชาการนี้ไปปรับใช้เพราะได้ออกตัวตั้งแต่ต้นบทความเลยว่าการวิจัยต่างๆเองก็ยังมีจุดที่ไม่ชัดเจนขึ้นอยู่กับกายภาพของแต่ละท่าน แต่หลักการไม่มีอะไรแตกต่างกัน ต่างกันตรงปริมาณและรูปแบบเท่านั้น เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างบๆมีข้อดีคือสามารถดึงเอาแร่ธาติและพลังงานมาใช้ได้รวดเร็ว หากท่านต้องการความเร็วและผลฉับพลัน ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี(แต่เสียเงิน หรือจะทำเอง?? เอาไว้เอาสูตรมาลองทำเล่นกัน แจกให้ชิมกันในเพจดีมั้ยครับ) แต่ถ้าท่านไม่ได้รีบเร่ง การหยุดกินก็เป็นทางออกที่ไม่เลว หรือแม้แต่ "ขี่ไปกินไป" แม้แต่นักแข่งอาชีพรีบเร่งแข่งกัน เคยสังเกตุไหมครับว่าพวกนี้กินกันแทบตลอดเวลา ในกระเป๋าหลังพกทั้งบาร์ และขนมกินเป็นจริงเป็นจัง มีบราวนี่ มีไรซ์เค้กกันแทบทุกคน บางรายการผมเห็นแกะห่อมาเป็นแซนวิชเบ้อเร่อ โค้กเย็นๆส่งแจกในทีมก็ยังมี และภาพติดตา ... กระดกเร้ดบุลกันอึกๆ ... บางครั้งพอเอาวิชาการมาย่อยจนเพียงพอที่เหลือก็ปรับใช้กับชีวิตของแต่ละคนได้

เกร็ดเสริม... นักแข่งอังกฤษในสมัยก่อนนิยมใส่น้ำในกระบอกหนึ่งเป็นชาอังกฤษผสมน้ำผึ้ง มันคือเครื่องดื่มให้พลังงานเร็วผสมคาเฟอีนดีๆนี่เอง เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเมืองผู้ดีขนานแท้

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

สุนัขไล่ทำยังไงดี

เพื่อนๆ หลายคนคงเคยเจอกับตัวเองมาบ้างแล้วนะครับ เวลาเราปั่นจักรยานไปตามที่ต่างๆ บางคนไม่ต้องไปไกลหลอกครับ แค่ปั่นออกมาจากซอยยังไม่ทันได้ถึงถนนใหญ่ ก็อาจจะเจอน้องหมาไปแล้ว หลายด่านครับ ผมว่าปัญหาสุนัขวิ่งไล่จักรยานนี้เป็นปัญหาคลาสสิคเลย สำหรับคนปั่นจักรยาน มีทั้งแบบ แค่เห่าเฉยๆ หรืออาจจะวิ่งเพื่อมากัดเราโดยเฉพาะเลยก็มีครับ ยิ่งถ้าหากบ้านไหนปล่อยน้องหมาออกมาเดินเพ่นพ่านนอกบ้านนี่ก็ลำบากหน่อยครับ อาจจะเสียเงินค่ารักษา พร้อมค่าทำขวัญให้ชาวบ้านได้ครับ เพราะการที่น้องหมา ของเขาเหล่านั้นไปไล่กัดชาวบ้านเขาไปทั่ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยครับถ้าหากเหล่าเจ้าของน้องหมา เอาใจใส่ในเรื่องเหล่านี้โดยดูแลน้องหมาของคนเองให้อยู่ในบ้าน หากบ้านไหนไม่มีรั้วก็ควรผูกน้องหมาของต้วเองไว้ครับ เพื่อไม่ให้ไปทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเขาครับ

ซึ่งในบทความนี้ผมจะขอแนะนำ หากเราไปเจอสุนัขจรจัด หรือน้องหมาที่เจ้าของไม่ค่อยได้เอาใจใส่ดูแลนะครับ คือชอบปล่อยน้องหมาของตนเองออกไปเดินเพ่นพ่าน ซึ่งมีอยู่เยอะครับในปัจจุบัน เวลาน้องหมาของตนไปไล่กัดชาวบ้านก็จะนั่งดูเฉยๆ พอชาวบ้านถูกสุนัขกัดจริงๆ แล้วจะขอค่ารักษา กลับบอกว่าตนไม่ได้เป็นเจ้าของสุนัขเหล่านั้น แต่พอมีเจ้าหน้าที่มาไล่จับสุนัขจรจัด ก็จะรีบเอาน้องหมาของตนเข้าไปไว้ในบ้าน เพื่อนๆ ลองคิดดูเอาเองครับว่า มันสมควรหรือเปล่า


แล้วทำไมสุนัขจึงชอบเห่า และไล่กัดผู้ที่กำลังปั่นจักรยาน

- เพราะสุนัขโดยธรรมชาติแล้ว มันจะไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามาในอาณาเขต ของมันครับ ยกเว้นเจ้าของ หรือคนที่มันคุ้นเคย มันจะไม่เห่าไล่ครับ

- เกิดจากการเลี้ยงดู แบบผิดๆเช่น ขังสุนัขไว้ตั้งแต่ตอนมันยังเล็ก แล้วมาปล่อยให้เป็นอิสระตอนมันโต มันเลยรู้สึกเก็บกดครับ เจอคนแปลกหน้าจะไล่เห่าอย่างไวเลยครับ

- เกิดจากคนเรานี่แหละครับ ที่ชอบไปแกล้งมัน น้องหมามันรู้นะครับว่าใครเล่นกับมันจริงๆ หรือว่าใครที่อยากแกล้งมันเฉยๆ พอนานเข้ามันก็จะเก็บกด ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้ครับ ว่าวันไหนน้องหมาจะทนไม่ได้ แล้วไล่กัดคนไม่เลือกหน้า ซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าของน้องหมาเองครับ เพราะฉนั้นอย่าไปแกล้งมันครับ เลี้ยงดูมันให้ดีครับแล้วมันจะเป็นเพื่อนที่ดีของเราตลอดไปครับ

วิธีแก้หากเราปั่นจักรยานแล้วต้องไปเจอน้องหมา

1. เมื่อเราปั่นจักรยานไปเจอน้องหมากำลังนอนอยู่แล้วหันมามองเรา สิ่งที่ควรทำคืออย่าไปจ้องมันกลับครับ เดี๋ยวมันจะหาว่าเราอยากมีปัญหาแล้วลุกมาไล่กัดเราได้ พยายามปั่นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ แต่ใช้หางตาแอบดูมันบ้างก็ดีครับเกิดวันนั้นมันอารมณ์ไม่ดี แล้วมาลงที่เราพอดีเราจะได้ตั้งตัวทันครับ

2. หากเรากำลังปั่นจักรยานในซอยแคบๆ แล้วไปเจอน้องหมากำลังจับกลุ่มคุยกันไกลๆ อยู่ 5 - 6 ตัว เราควรหันรถจักรยานกลับครับ อย่าเข้าไปเสี่ยงเลยครับ โอกาสโดนยำมีสูงครับ อย่าว่าแต่จักรยานเลยครับ ผมขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปเที่ยวหาเพื่อนผมในซอย ผมเจออยู่ข้างหน้า 4 - 5 ตัว แต่ผมเป็นคนที่ไม่กลัวหมาครับ ก็ขี่เข้าไปตามปรกติ แค่นั้นละครับวิ่งมากันทั้ง 5 ตัวเลยครับ กะยำผมแน่นอน แต่โชคยังดีมีน้องผู้ชายคงเป็นคนแถวนั้น ช่วยออกมาตะโกนไล่น้องหมาให้เลยรอดตัวไปครับ เพราะฉนั้นถ้าเจอน้องหมาอยู่กันเป็นกลุ่มทางที่ดีอย่า ผ่านทางนั้นเลยครับ แต่หากจำเป็นจริงๆ หรือจะไปเที่ยวหาเพื่อนหรือ ญาติควรโทรให้เขาออกมารับเราดีกว่าครับ ปลอดภัย แถมน้องหมาจะได้รู้ด้วยว่าเราเป็นเพื่อนกับคนแถวนั้นครับ

3. หากเราต้องปั่นจักรยานไปในเส้นทางเดิมๆ ทุกวันแล้วก็ต้องเจอน้องหมาตัวเดิมไล่กัดเราทุกวัน อันนี้เพื่อนผมบอกมาครับ คือให้เราพกอาหารสุนัข หรือกระดูกไก่ ติดตัวไปด้วยครับไม่ต้องเยอะนะครับ แค่ซัก 1 กำมือก็พอครับ หากน้องหมาไล่เห่า เราก็โยนอาหารให้มันกินครับ วันแรกๆ มันอาจจะงงๆ อยู่ครับเลยไม่กล้ากินแต่พอนานไปมันจะรู้ครับ ว่าเราอยากเป็นมิตรกับมัน และยอมกินอาหารที่เราโยนให้ คราวต่อไปมันก็จะเลิกเห่า แล้วจะออกมารอเรา เพราะมันรู้ว่าถ้าเราผ่านมามันจะได้กินขนมครับ ฉนั้นผูกมิตรกับมันไว้ดีกว่าครับ สบายใจกันทั้งสองฝ่ายครับ หากเจอเหตุการณ์สุดวิสัย คือหากเจอน้องหมาวิ่งมาจากไหนไม่รู้ ซึ่งเราไม่รู้ตัวมาก่อนว่ามีน้องหมาอยู่แถวนั้น แล้วพุ่งออกมาวิ่งไล่กัดเรา ซึ่งเรามีวิธีการป้องกันตัวดังนี้ครับ

4. ตั้งสติให้ดีอย่าตกใจมากครับ แต่นิดเดียวพอได้ครับ พยายามควมคุมรถจักรยานให้ดีครับ ถ้าอยู่ในซอยอย่าเร่งความเร็วหนีนะครับ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถ้าหากเป็นถนนใหญ่ และมั่นใจในความเร็วของเราก็สปริ้นจักรยานหนีเลยครับ เพราะถ้าหากพ้นอาณาเขตของมันไปแล้วน้องหมาจะเลิกตามเราไปเองครับ

หากท่านใดพกกระป๋องน้ำดืมไปด้วย ก็ชักออกมาฉีดใส่มันเพื่อไล่มันไปได้ครับ วิธีนี้ผมเคยลองใช้แล้วครับ ได้ผลดีครับ คือจะทำให้น้องหมางง และชงักไปชั่วขณะ ซึ่งทำให้ระยะห่างของเรากับน้องหมา ห่างกันมากขึ้นแล้วพ้นอาณาเขตของมันไปในที่สุดครับ

ให้ตะโกนดังๆ ไล่มันครับ เช่น (เข้าบ้านไป!!) วิธีนี้คนฝึกสุนัขเขาบอกมาครับ เพราะน้องหมาส่วนใหญ่จะกลัวคนเสียงดังๆ ครับ และที่ให้ใช้ประโยคนี้ก็เพราะว่า เจ้าของน้องหมาส่วนใหญ่ จะใช้มันเพื่อเรียกน้องหมาเข้าบ้านกันครับ มันเลยจะคุ้นกับประโยคนี้ดีครับ
v ง้างมือ เหมือนเรากำลังจะขว้างก้อนหินใส่มัน แต่แค่หลอกให้มันกลัวเฉยๆ ครับเพราะส่วนใหญ่สุนัขจรจัด จะจำท่านี้ได้ดีครับ แต่อย่าเอาก้อนหินจริงๆ ขว้างใส่มันเลยนะครับ สงสารมันครับ แค่ขว้างหลอกๆ มันก็วิ่งหนีแล้วครับ แล้วเราก็ปั่นจักรยานจากไปอย่างลอยนวลครับ

หากท่าน ปั่นจักรยาน ไปเจอสุนัขพันธุ์ดังต่อไปนี้ หรือหากท่านรู้ว่าพวกมันอาศัยอยู่แถวนั้นพึงระวังไว้ให้มากครับ และถ้าหากเป็นไปได้อย่าผ่านไปเส้นทางนั้นครับ หากเจ้าของน้องหมาพันธุ์ดังกล่าว ไม่ได้ผูกมันไว้ หรือปล่อยให้มันออกมาเพ่นพ่านนอกบ้านครับ