วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีตั้งเบรคจักรยาน

วิธีตั้งผ้าเบรคที่ถูกต้องคือ

1. เว้นระยะขอบบนของผ้าเบรคให้ต่ำกว่าขอบล้อ 1-2 มม. ตลอดทั้งแนว

2. ตั้งให้ผ้าเบรคด้านหน้า(ของตัวรถ)จับขอบล้อก่อนนิดหน่อย ตั้งได้โดยหาชิมหรือเศษกระดาษพับกันหนาซักครึ่งมิลฯรองที่ผ้าเบรคด้านท้ายแล้วจึงบีบก้ามเบรค จากนั้นจึงล็อคผ้าเบรคครับ *วิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องในการตั้งองศาของผ้าเบรค จะมีผลมากกับรถเสือภูเขา ถ้าไม่ได้ตั้งอาจทำให้เกิดเสียงดังน่ารำคาญ และลดทอนประสิทธิภาพของผ้าเบรคไป แต่เสือหมอบนี้จะเห็นผลไม่ค่อยชัดเจนครับ ถ้ามักง่ายก็แค่คลายน็อตล็อกผ้าเบรค-กำมือเบรคพอให้ผ้าเบรคจับขอบล้อ-จัดระเบียบให้ขอบบนของผ้าเบรคต่ำกว่าและขนานกับขอบล้อ-กำมือเบรคให้แน่น-ล็อคน๊อต เป็นอันจบครับ

3. ตรวจสอบและปรับตั้งให้ผ้าเบรคสองข้างจับขอบล้อพร้อมกัน ก้ามเบรครุ่นดีๆจะมีตัวตั้ง ใช้หกเหลี่ยม(บางรุ่นใช้ไขควง)ลองขันดูแล้วสังเกตุความเปลี่ยนแปลงครับ ถ้ารุ่นถูก(หรือรุ่นเน้นเบาเช่นโทเค่น,ซีโร่ฯ)อาจต้องปรับที่น๊อตล็อคก้ามเบรคกับตัวเฟรมครับ ใจเย็นๆ ค่อยๆทำ

4. ปรับความตึงของสายเบรค เพื่อให้มือเบรคสองข้างใช้แรงในการบีบเท่ากัน หรือแล้วแต่ความชอบครับ

ทำใมต้อง "ตั้งให้ผ้าเบรคด้านหน้า(ของตัวรถ)จับขอบล้อก่อนนิดหน่อย "

ทำไมไม่ตั้งให้ขนานกันไปเลยล่ะครับ สงกะสัย

เนื่องจาก ก้ามเบรค มันมันวางตัวอยู่บนจุดหมุน และมันต้องขยับเข้าออกได้คล่องตัว มันจะมีการให้ตัวได้นิดๆ เมื่อเราบีบเบรคให้ ทำงาน ผ้าเบรคสัมพัสกับขอบล้อ จะเกิดแรงฝืดที่หน้าสัมพัส ริมล้อจะพยายาม ดึงผ้าเบรค ให้วิ่งไปข้างหน้า เมื่อมันดึงผ้าเบรคไปข้างหน้า มันก็จะดึงก้ามเบรค ที่ฝักเบรคติดตั้งอยู่ ให้ขยับเดินหน้าไปด้วย ส่วนท้ายของผ้าเบรค ก็จะแนบเข้าไป เองโดย อัตโนมัต

ถ้าก้ามเบรค มีจุดหมุนที่แน่น และแข็งแรงมาก ขยับตัวได้น้อย ก็ตั้ง โท-อิน ให้หลัง ผายออกแค่เล็กน้อย สัก 1มิลก็พอ ถ้าก้ามเบรค มีจุดหมุน ที่ไม่แข็งแรง หลวมคลอน ให้ตัวได้มาก อาจจะตัองตั้ง โท-อิน ให้ด้านหลัง ผายออกที 2มิล 3มิล อยุ่ที่ว่า ก้ามเบรคโยกคลอนหลวมแค่ไหน

ทำความเข้าใจโดย ลองบีบเบรค โดยแรงสัก 20%-30% แล้วดันรถไปข้างหน้า จะเห็นการขยับตัวของ ก้ามเบรค และการเปลี่ยนมุมของ หน้าสัมพัส ผ้าเบรค กับขอบล้อ

ปั่นจักรยาน...เพื่อสุขภาพ

ปั่นจักรยาน...เพื่อสุขภาพ

ทางเลือกหรือทัศนะของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันอีกทาง เลือกหนึ่งที่อยากแนะนำคือการปั่นจักรยานแบบ Fitness จักรยานแบบเสือภูเขาและจักรยานเสือหมอบ จะมีลักษณะและประโยชน์แตกต่างกันไป

การปั่นจักรยานอยู่กับที่หรือจักรยาน Fitness ที่มีขายกันตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเป็นจักรยานชนิด ที่ช่วยให้เราได้ใช้พลังงานในการออกกำลังกายอีกรูปแบบหนึ่งมีข้อดีอยู่มากมายใกล้เคียงกับการวิ่ง จ๊อกกิ้งในการเผาผลาญพลังงานแถมยังดีกว่าตรงที่ไม่มีแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับข้อต่อต่างๆคล้าย กับการเต้นแอโรบิคในน้ำเพียงแต่บางคนจะรู้สึกเบื่อเท่านั้นยิ่งถ้าเป็นคนขี้เหงาจะไม่ค่อยชอบแต่ขอ แนะนำให้ไปปั่นจักรยานชนิดนี้หน้าTVและเป็นรายการที่เราชอบเช่นละครที่ทำให้เพลิดเพลินซักครึ่ง ชั่วโมงก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกายของเราการปั่นจักรยานแบบดังกล่าวเราจะปั่นอยู่บนที่ ี่ราบขนานกับพื้น แบบนี้แนะนำว่าเหมาะกับผู้ที่มีอายุมากขึ้นอีกนิดเพราะที่นั่งไม่สูงนักถ้าเกิดหน้ามืด ตามัวขึ้นมายังล้มหรือตกลงมาจากที่นั่งไม่สูงนักแรงกระแทกจะน้อยลงอีกอย่างคือคนไข้ที่เป็นโรค ปวดหลังจะเหมาะอย่างยิ่งขอแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยวิธีนี้เพราะน้ำหนักตัวของเขาจะถูกแบกรับ โดยอานเท่านั้นไม่มีแรงกระแทกน้ำหนักตัวตั้งแต่ก้นไปจนถึงศีรษะอานจะเป็นตัวรับน้ำหนักไว้หมด เลยคนที่เป็นโรคปวดหลังหรือคนอ้วนไม่เหมาะกับการไปวิ่งจ๊อกกิ้งแต่ถ้านั่งขี่จักรยานพื้น ราบน้ำหนักตัวทั้งหมดจะตกที่อานกับที่รองนั่งฉะนั้นเวลาถีบจะไม่มีแรงกระทำต่อข้อต่อมาก ไม่มีแรงกระแทกจึงเหมาะมากสำหรับคนอ้วนหรือผู้ที่ปวดหลังแต่แถมอีกนิดว่าสิ่งสำคัญที่ จะให้ได้ผลดีคือเราต้องใช้เวลาของความหนักในการออกกำลังที่กำหนดให้ตามหลักของการออก กำลังกายแบบแอโรบิคคือให้ชีพจรของเราเต้นสูงขึ้นถึงระดับ70% ซึ่งคำนวณง่ายๆก็คือ170 -อายุ โดยประมาณระดับนี้จะถึงจุดที่หัวใจปอดและหลอดเลือดต่างๆทำงานในระดับที่ได้ผลดีและเป็นประ โยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง

จักรยานเสือภูเขา ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ จำเป็นไหมว่าจะต้องเป็นนักกีฬาเท่านั้นถึงจะขี่จักรยานประเภทนี้ได้ ส่วน อันตรายจากการปั่นจักรยานประเภทนี้มีหรือไม่ และจะได้ประโยชน์ อย่างไรบ้าง…?

จักรยานเสือภูเขาถือว่ากำลังเป็นที่นิยมกันมาก เพราะเป็นจักรยานที่ใช้ในการผจญภัย ให้ความสนุกสนานเป็นประโยชน์หลายทางทั้งร่างกายและจิตใจแต่อย่างไรก็ตามก็มีอันตรายอยู่ อย่างหนึ่งคือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุรถล้ม หากไม่รุนแรงก็แค่ถลอก แต่ถ้ารุนแรงหน่อย ก็อาจมีกระดูกหักได้บ้างสำหรับผู้ที่ปั่นจักรยานเสือภูเขาส่วนใหญ่จะต้องฝึกตนเอง ให้มีความอดทนสูงในด้านพลังกล้ามเนื้ออาจจะต้องเล่น Weight Training คือการฝึกกล้ามเนื้อด้วยน้ำหนัก เพราะจักรยานเสือภูเขามันจะต่างกับจักรยานท่องเที่ยวทั่วไปที่ว่าพื้นที่ที่ใช้ขับขี่มักจะเป็นพื้นที่ราบชัน การมีพลังกล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยให้ใช้จักรยานพวกนี้ได้ดีกว่า

การปั่นจักรยานประเภทเสือหมอบ พวกนี้ใช้ระยะทางไกลและซ้อมหนักวันหนึ่งๆ 3-5 ชั่วโมง ผู้ที่เป็นนักปั่นประเภทนี้มักจะปั่นระยะทางไกลข้ามจังหวัดกันเลยจะมีปัญหาก็ตรงเรื่องของอานซึ่งมันมี ลักษณะเรียวและถ้าปั่นไประยะทางไกลๆจะเกิดการเสียดสีอยู่นาแต่ขอแนะนำว่าไม่ต้องหวั่นกลัวถ้าผู้ ู้ที่เป็นนักปั่นจักรยานที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานอย่างจริงๆปัจจุบันมีอานที่เขาผลิตออกมาเพื่อป้องกัน ไม่ให้วิตกเป็นอานชนิดพิเศษซึ่งจะมีร่องบากตรงกลางอานตามแนวยาวซึ่งตอนนี้มีจำหน่ายในเมือง ไทยแล้ว ผู้ที่เป็นนักปั่นจักรยานประเภทนี้ก็เริ่มจะนำมาใช้กันเพิ่มขึ้น

สรุปแล้วการปั่นจักรยานลักษณะดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ถือเป็นกีฬาเพื่อสุขภาพทั้งสิ้น !

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กินอย่างฉลาด อ่านฉลากก่อนกิน

กินอย่างฉลาด อ่านฉลากก่อนกิน

การอ่านฉลากก่อนกินไม่ว่าจะเป็นอาหารใดก็ตามที่มีบรรจุภัณฑ์ ทำให้เรารู้ชัดว่าจะกินอะไรเข้าไป เรารู้ข้อมูลเพื่อจะได้ตัดสินใจซื้อหรือกินเข้าไปหรือไม่ มีของกินหลายอย่างที่ห่อไว้สวยหรูแต่พอดูเนื้อในจากฉลากแล้วแทบไม่อยากเชื่อเลยว่ามันเบาโหวงเหวงแทบไม่มีคุณค่าทางอาหารใดๆ เลย แล้วส่วนไหนของฉลากล่ะที่จะบอกสิ่งที่เราอยากรู้ เริ่มแรกเลยให้ดูที่หัวฉลากก่อน จะรู้ส่วนผสมได้ตรงบรรทัดบนสุดต้องมีคำเขียนไว้ว่า Nutrition Fact ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลทางโภชนาการ พอเจอคำนี้ก็ไล่อ่านลงมาทีละหัวข้อได้เลยซึ่งเราจะแจกแจงกันไปทีละคำตอบนี้

Total Energy : หมายถึงพลังงานรวมเป็นกิโลจูลส์หรือเป็นแคลอรี่ ถ้าพบคำว่ากิโลจูลส์ก็หมายความว่า 4.2 กิโลจูลส์เท่ากับ 1 แคลอรี่ เทียบกลับมาเป็นแคลอรี่ได้ในเมื่อบ้านเราถนัดกับคำว่าแคลอรี่มากกว่ากิโลจูลส์เมื่อจะวัดพลังงาน ตามปกติแล้วผู้หญิงจะต้องการพลังงาน 6,000 กิโลจูลส์ในขณะที่ผู้ชายต้องการมากกว่าคือ 8,000 กิโลจูลส์ และนักจักรยานโดยเฉลี่ยจะต้องเติมพลังงานเข้าไปตั้งแต่ 800 ถึง 1,500 กิโลจูลส์ทุกๆ ชั่วโมงขณะปั่นจักรยาน เพื่อให้มีพลังงานใช้ได้อย่างตื่นเนื่อง

Protein : หมายถึงปริมาณโปรตีนที่ผสมอยู่ในเนื้ออาหารนั้น ร่างกายจะใช้โปรตีนไปเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ พบได้ทั่วไปในอาหารจากเนื้อสัตว์ ในไข่ รวมทั้งถั่วซึ่งเป็นพืชมีโปรตีนสูงกว่าพืชอื่นๆ ทั่วไป มากกว่าอาหารแป้งอย่างขนมปัง บิสกิต ซีเรียล สแน็คและน้ำมัน ผู้ใหญ่ต้องการโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมจึงจะได้สารอาหารครบ

Carbohydrate : คือปริมาณของคาร์โบไฮเดรตในอาหารชนิดนั้น ได้จากแป้งและน้ำตาล เป็นพลังงานหลักให้กล้ามเนื้อ ขนมปังหนึ่งแผ่นจะมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม เป็นการยากที่จะประมาณว่าใครจะต้องใช้คาร์โบไฮเดรตกันคนละเท่าไร เพราะจะมีองค์ประกอบอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วยทั้งอายุ ความหนักหนาของการซ้อม เพศ แต่ก็ประมาณหยาบๆ ได้ว่ารับคาร์โบไฮเดรตเข้าไปน้อยกว่าวันละร้อยกรัมเมื่อไหร่นั่นคือคุณไม่มีเรี่ยวแรงซ้ำยังทำให้ระบบเผาผลาญอาหารเสียหายแน่ๆ

Sugar : คือปริมาณน้ำตาลในอาหาร ข้อสังเกตประการหนึ่งคืออาหารแห้งส่วนใหญ่มักจะมีน้ำตาลสูงทั้งที่เราต้องการน้ำตาลแต่ถ้ามีมากไปก็จะเป็นผลเสียต่อตับและการผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาล

Total fat : หมายถึงปริมาณไขมันในอาหาร แบ่งได้เป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว, เชิงซ้อน, ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน อย่างไรก็ตามฉลากข้างกล่องจะบอกจำนวนของไขมันอิ่มตัวเอาไว้แต่ก็อาจจะระบุส่วนประกอบอื่นๆ ด้วยอย่างเช่นไขมันอิ่มตัวแล้วแยกย่อยออกไปเป็นเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน

Dietary fiber : ไฟเบอร์คือส่วนประกอบของอาหารในส่วนที่ไม่ย่อยสลายและจะถูกขับออกมาเป็นของเสีย ผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิงต้องการปริมาณไฟเบอร์วันละ 30 กรัมเป็นอย่างน้อย จะมากกว่านั้นก็ได้ กินไฟเบอร์มากๆ ทำให้อิ่มเร็วแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อ้วนเพราะมันไม่ย่อย มีไฟเบอร์มากในพืชผักผลไม้ต่างๆ และขนมปังโฮลวีต

Sodium : โซเดียมก็คือเกลือนั่นเอง เป็นการบอกปริมาณเกลือที่ผสมอยู่ในอาหาร ซึ่งต้องผสมอยู่ไม่มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมจึงจะไม่เป็นอันตรายสำหรับการบริโภคของผู้ใหญ่ ตามปกติอาหารบรรจุสำเร็จจะมีปริมาณเกลืออยู่ไม่มากกว่า 1,000 มิลลิกรัม

เมื่อรู้แล้วว่ามีอะไรบรรจุในอาหารบ้าง ต่อไปก็เป็นกลเม็ดเพื่อหาประโยชน์จากการอ่านฉลากข้างหีบห่อให้ได้มากที่สุด

1.มองหาอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 3 กรัม จากน้ำหนัก 100 กรัมของอาหาร

2.มองหาปริมาณไฟเบอร์มากกว่า 3 กรัมต่อหนึ่งมือของอาหารประเภทขนมปังและซีเรียล

3.ต้องมีไขมันน้อยกว่า 3 กรัมต่อผลิตภัณฑ์ประเภทไขมันต่ำ (โลว์แฟ็ต) ทั้งหมด 100 กรัม

4.ต้องให้มีคาร์โบไฮเดรต 30-45 กรัมต่ออาหารในหนึ่งมื้อ

5.ต้องมีคาร์โบไฮเดรต 15-30 กรัมในอาหารมื้อกลางวัน

6.ต้องมีโปรตีน 10-20 กรัมต่ออาหารมื้อหลักทุกมื้อ

7.มีโปรตีน 5-10 กรัมสำหรับอาหารว่าง

ส่วนพวกเรานักจักรยานที่ใช้พลังงานค่อนข้างมากในการปั่นแต่ละครั้ง หากต้องการจะปั่นให้ตลอดรอดฝั่งก็ต้องกินข้าวให้มากหน่อยก่อนปั่นจักรยานประมาณ 90 นาที เพื่อให้อาหารมีเวลาย่อยเป็นพลังงานไม่ใช่กินปุ๊บปั่นปั๊บ แบบนั้นไม่ถึงครึ่งทางคงได้อ้วกกันเละเทะ อาหารที่สมดุลจะมีส่วนผสมระหว่างคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนและไขมันอิ่มตัวในปริมาณเหมาะสม อาหารที่มีแต่คาร์โบไฮเดรตล้วนๆ อย่างเช่น เจล สปอร์ตดริงค์และของหวานต่างๆ ถ้าจะกินให้ผลจริงๆ ควรใช้ในช่วงท้ายๆ ของการปั่น จะช่วยให้มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นพอให้ปั่นจนจบได้สบายๆ แต่ข้อควรระวังสำหรับสแน็คหรืออาหารว่างก็คือมันมีไขมันสูง ถ้ากินมากเกินไปจนกลายเป็นมื้อหลักอาจอ้วนได้ถ้าไม่ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันออกไป ดังนั้นนักจักรยานทั้งหลาย เมื่ออ่านบทความนี้แล้วจงอย่าอ่านอย่างเดียว อ่านแล้วต้องปั่นจักรยานด้วยนะ เดี๋ยวอ้วนแล้วจะหาว่าไม่เตือน

หมวกจักรยานที่เหมาะสมกับเรา

หมวกจักรยานที่เหมาะสมกับเรา

ข้อดีของจักรยานนั้น ทุกคนต่างทราบและเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ถ้าจะให้มาขี่จักรยาน จะมีสักกี่คนที่ไม่เมินหน้าหนี ยิ่งในเมืองใหญ่ที่ถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สร้างมารองรับรถยนต์โดยเฉพาะแล้ว การจะนำพาหนะ 2 ล้อ ที่ต้องการพื้นที่อันน้อยนิดในการเคลื่อนตัวร่วมถนนไปด้วยนั้น ดูเป็นเรื่องน่าอันตรายอย่างยิ่ง แต่รู้มั้ยว่าอุบัติเหตุจราจรในประเทศไทยนั้น เป็นอุบัติเหตุจักรยานเพียง 2-3 % เท่านั้นนะ

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ควรประมาท เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ส่วนที่ต้องเจอกับแรงกระแทกต่าง ๆ ก็คือร่างกายของเราล้วน ๆ โดยเฉพาะ "ศีรษะ" ถ้าได้รับการบาดเจ็บอาจมีอันตรายถึงชีวิต จากการศึกษาของนิวยอร์กพบว่า ผู้ขี่จักรยานที่ประสบอุบัติเหตุรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตนั้น 97% ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย และศัลยแพทย์ด้านสมองยังยืนยันมาด้วยว่าหมวกนิรภัยนั้นสามารถป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึง 85%

ในเมื่อ หมวกนิรภัย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเสริมความมั่นใจในสวัสดิภาพของชีวิตเราซะขนาดนี้ จะขี่จักรยานตัวปลิวโดยเปิดโอกาสให้เลือดคั่งในสมอง หรือปล่อยให้สมองไหลมาประท้วงอยู่ตามท้องถนนคงใช่ที่ หาหมวกนิรภัยดี ๆ สักใบมาใส่ดีกว่า

เอ..แล้วหมวกจักรยานนี่มีวิธีเลือกยังไงนะ??

1. เลือกสไตล์ที่ใช่!

หากไม่ได้ขี่จักรยานในที่สมบุกสมบันมาก หมวกนิรภัยแบบ Sport ก็เพียงพอแล้ว


แต่ถ้าปกติขี่เสือหมอบ อยากได้หมวกน้ำหนักเบา รูปร่างเพรียวลม มีช่องระบายอากาศใหญ่ ๆ ก็ต้อง Road bike helmets

ส่วนใครที่ชอบลุยกับทางวิบาก แนะนำให้เลือก Mountain bike helmets เนื่องจากออกแบบมาเพื่อการปกป้องอย่างสูงสุด ปกติหมวกรูปแบบนี้จะมีปีกหมวกด้านหน้า และจะครอบคลุมศีรษะด้านหลังทั้งหมด


2. ขนาดต้องเหมาะสม

เมื่อต้องการทราบว่าศีรษะของเราเหมาะกับหมวกไซส์ไหนนั้น ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำ สายวัดเอว หรือเชือกอะไรก็ได้ มาวัดรอบศีรษะเราตรงส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อรู้ขนาดหัวก็มองหาหมวกที่ขนาดพอดีกับเราได้เลย

ขนาดของหมวกทั่วไป

*เล็ก : 20" - 21.75" (51 cm - 55 cm)

*กลาง : 21.75 " - 23.25 " (55 cm - 59 cm)

*ใหญ่ : 23.25 " - 24.75 " (59 cm - 63 cm)

*เล็กพิเศษ : น้อยกว่า 20 " (51 cm)

*ใหญ่พิเศษ : มากกว่า 24.75 " (63 cm)

*ฟรีไซส์(ผู้ชาย) : 21.25 "- 24 " (54 cm - 61 cm)

*ฟรีไซส์(ผู้หญิง) : 19.75 " - 22.5 " (50 cm - 57 cm)

*ฟรีไซส์(เด็ก) : 18 " - 22.5 " (46 cm - 57 cm)

หากขนาดศีรษะของคุณอยู่ระหว่างไซส์ใดไซส์หนึ่ง โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้เลือก ขนาดที่เล็กกว่า

3. ปรับระดับให้พอเหมาะ

หมวกนิรภัยที่ดีต้องสัมผัสกับศีรษะของเราโดยรอบ มีสายรัดที่มั่นคง เมื่อสวมแล้วควรจะรู้สึกว่ากระชับแน่นหนา แต่ขณะเดียวกันต้องรู้สึกสบาย ๆ ไม่บีบรัดหรือหลวมเกินไปด้วย เมื่อสวมเข้าที่แล้วส่วนบนสุดของหมวกต้องตั้งฉากกับหน้าผาก และขอบหมวกไม่ควรอยู่เหนือคิ้วมากกว่า 1 นิ้ว

ระหว่างสายรัดกับคางต้องสามารถสอดนิ้วเข้าไปได้เพียง 1-2 นิ้วเท่านั้น สายรัดด้านหน้าและด้านหลังที่อยู่ข้างหูนั้น ควรปรับระยะให้เท่ากัน หากมีปุ่มหมุนปรับระดับความหลวมแน่นของหมวกอยู่ด้านหลัง ต้องปรับจนด้านในกระชับกับศีรษะ

เมื่อปรับขนาดหมวกได้พอเหมาะแล้ว ลองส่ายหัวไปมาแรง ๆ จากหน้าไปหลัง ซ้ายไปขวา ใช้มือผลักหมวกทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้จะเกิดการเคลื่อนไหวใด ๆ ขึ้น หมวกจะยังคงสถิตอยู่บนศีรษะเราโดยไม่โคลงไปเคลงมา

     ระดับที่ถูกต้อง            เอียง ๆ แบบนี้ ไม่ถูกนะจ๊ะ

4. มาตรฐานด้านความปลอดภัย

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหมวกที่เราจะซื้อนั้นได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม มาตรฐานหลัก ๆ ที่ได้รับความนิยมมีเครื่องหมายรับรอง ดังนี้ CPSC(Consumer Safety Product Commision) , ASTM 1477(American Society for Testing and Materials), Snell B-95 Europe, JIS และ AUS/NZ

5. สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ปั่นจักรยาน

แม้ว่าหมวกที่เราเลือกมานั้นจะมีประสิทธิภาพดีเลิศเลอเพียงใดก็คงไม่มีประโยชน์หากเราละเลยไม่สวมใส่ให้เป็นนิสัย "อุบัติเหตุ" น่ะ ไม่เลือกช่วงเวลาหรอกนะจ๊ะ

6. เปลี่ยนหมวกเมื่อไหร่ดี?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และหมวกของคุณได้ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกไปแล้ว แม้ว่ามองจากภายนอกจะไม่เห็นร่องรอยของความเสียหายใด ๆ คุณก็ควร เปลี่ยนหมวกนิรภัยใบใหม่ทันที แต่หากไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย ควรเปลี่ยนหลังจากใช้งานไปแล้ว 5 ปี เนื่องจาก มลภาวะต่าง ๆ แสง UV หรือแม้แต่สภาพดินฟ้าอากาศ ล้วนมีส่วนทำให้หมวกที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาอย่างยาวนานเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งถ้ามัวแต่เหนียมเสียดายเงินที่จะซื้อใหม่ อาจไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเสียใจก็เป็นได้

แถมท้าย

-สีของหมวกดูเหมือนจะไม่สำคัญ และขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคล แต่แนะนำให้เลือก สีโทนสว่าง เข้าไว้ เนื่องจากผู้อื่นจะสามารถมองเห็นได้ง่ายหากขี่จักรยานตอนกลางคืน

-หากหมวกนิรภัยของคุณมี คู่มือการใช้งาน เสียเวลาอ่านสักนิด

-หลีกเลี่ยงการใช้ สารเคมี ในการทำความสะอาดหมวกนิรภัย ควรใช้เพียงผ้านุ่ม ๆ หรือฟองน้ำชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ และน้ำเปล่า เช็ดทำความสะอาดก็เพียงพอ

-ไม่เก็บหมวกนิรภัยในห้องใต้หลังคา โรงรถ กระโปรงรถ หรือที่ใดก็ตามที่เป็น แหล่งเก็บสะสมความร้อน เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไปจะทำให้เกิดฟองอากาศภายในหมวก

-ตรวจสอบหมวกนิรภัยอยู่เสมอว่ามี รอยแตกร้าว หรือไม่

รักการขี่จักรยาน รักที่จะห่วงใยสิ่งแวดล้อม แล้วก็อย่าลืมรักตัวเองและคิดถึงคนที่คุณรักด้วยนะ ก้นแปะอานครั้งใด อย่าลืมเอาหมวกนิรภัยใส่หัวนะจ๊ะ!!

เทคนิคการหายใจสำหรับนักปั่นจักรยาน


เทคนิคการหายใจขณะขี่แข่งขันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการแข่งขัน: ทำได้ดังนี้

1. ถ้าคุณหายใจไม่ทันขณะที่ปล่อยตัวออกไปอย่างรวดเร็ว คุณต้องฝึกการหายใจเข้า - ออกทุกๆ วันก่อนออกฝึกซ้อม

มีวิธีฝึกดังนี้ ....1. ฝึกหายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอด และ เป่าลมออกทางปากจนหมดปอด จังหวะการหายใจให้หายใจลึกๆ ( ยาว ) ช้าๆก่อนทั้งเข้า - ออก

....2. ฝึกหายใจเข้า-ออกทั้งทางปากและจมูกพร้อมๆกัน จังหวะการหายใจเหมือนแบบที่ 1.

....3. รวมการหายใจแบบที่ 1+2 เข้าด้วยกันแต่เน้นจังหวะการหายใจที่หนักหน่วงแรงและเร็วเหมือนแข่งขันฯประมาณ 15-20 สะโตก( เข้า - ออก ) แล้วผ่อนการหายใจยาวๆเป็นแบบที่หนึ่งหรือสองจนกว่าจะรู้สึกว่าหายเหนื่อยดีแล้วก็ให้กลับมาเริ่มฝึกหายใจแบบที่สามอีก คือหนักหน่วงแรงและเร็ว ทำสลับกันอย่างนี้ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที แล้วก็ออกไปฝึกซ้อม

หมายเหตุ: การฝึกแรกๆระวังหน้ามืดเป็นลม ต้องค่อยเป็นค่อยไป เมื่อร่างกายปรับตัวได้ดีแล้วคุณจะเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการหายใจว่า " นี่คือหัวใจของความอึด " ในการปั่นเสือที่คุณชอบครับ การฝึกหายใจเป็นประจำทำให้ปอดขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับฝึกประสาทควบคุมการหายใจให้รับรู้วิธีการหายใจในขณะแข่งขันฯ ทำให้คุณผ่านพ้น " ภาวะอึดอัด " ( หายใจไม่ทัน )ไปได้ ซึ่งจะเป็นผลดีในการปั่นแข่งขัน มากกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเทคนิคการหายใจครับ แต่ทุกๆคนต้องหายใจเพื่อชีวิตเพียงแต่ว่าคุณหายใจได้ดีแค่ไหน ? โดยเฉพาะอากาศออกซิเจนที่คุณต้องการน่ะมากพอหรือยังครับ