วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ลดความอ้วนด้วยการปั่นจักรยาน

ลดความอ้วนด้วยการปั่นจักรยานเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและใช้ระยะเวลาที่นานมากครับ

ทั้งนี้เพราะ aerobic exerciseนั้น ถึงแม้ว่าจะใช้พลังงานหลักมาจากการสลายไขมันก็ตามที แต่ปริมาณที่ใช้นั้นก็ไม่ได้มากมายนัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าการออกกำลังกายในระดับaerobic ที่เป็นระดับที่เรียกว่า fat burningนั้น จะเป็นการออกกำลังกายในระดับที่เบา หรือ ระดับแรกของaerobicเลยทีเดียว

ดังนั้นหากหวังจะเผาผลาญไขมันด้วยการออกกำลังกายในระดับaerobicเพียงอย่างเดียว ก็จะต้องใช้ระยะเวลาในการออกกำลังแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 40 นาที และอาจจะต้องปั่นกันทุกวันเลยทีเดียว ร่วมกับการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด

แต่หากต้องการหวังผลที่เร็วขึ้น ก็จำเป็นจะต้องร่วมกับการออกกำลังกายในลักษณะที่เรียกว่า weight training ครับ ซึ่งจะเป็นการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อแต่ละมัด โดยแต่ละมัดจะหดตัวรวมๆกันแล้วไม่เกิน 50 - 100 ครั้ง ( ขึ้นกับปริมาณของพลังงานพื้นฐานที่สะสมในกล้ามเนื้อของแต่ละคน ) โดยใช้น้ำหนัก(หรือแรงต้าน)ที่กำลังดี

ผลของ weight training จะทำให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานหลักจากภายในกล้ามเนื้อก่อนที่จะเริ่มจะใช้พลังงานจากภายนอก ( พอใช้พลังงานจนพร่อง ก็หยุดออกแรงกล้ามเนื้อมัดนั้นไปแล้ว ) ร่างกายเมื่อเห็นว่าความต้องการพลังงานของกล้ามเนื้อชุดนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วน (ก็หยุดออกแรงไปแล้วนี่ ) ร่างกายก็จะค่อยสร้างพลังงานมาทดแทนให้

การสร้างพลังงานทดแทนนั้นจะไม่เร่งรีบ เมื่อไม่เร่งรีบแล้ว แหล่งกำเนิดที่ดีที่สุดก็คือจากไขมัน หลังจากออกกำลังแบบweight traing กระบวนการสลายไขมันจะยังคงดำเนินต่อเนื่องกันได้นานถึง 3ชม. ( เรียกว่า After effect ) ในขณะที่การออกกำลังกายแบบaerobicทั่วๆไปนั้น จะมีafter effectต่อเนื่องไม่นานเกินกว่า1ชม.

ถ้าเข้าฟิตเนสก็ควรจะออกกำลังกายแบบผสมผสานครับ เพราะaerobicจะช่วยสร้างความอดทนให้แก่ร่างกาย โดยสร้างความฟิตให้แก่ระบบหัวใจ และหลอดเลือด รวมไปถึงระบบหายใจ ในขณะที่เวทเทรนนิ่งจะสร้างความแข็งแรงให้กับระบบกล้ามเนื้อ


เมื่อเลิกขี่จักรยาน ให้ใส่เกียร์ว่าง

เมื่อเลิกขี่จักรยานแล้ว ก่อนจอด ควรยิงนิ้วชี้ที่ Shifter ทั้งซ้ายขวาจนหมดปั่นเบาๆต่ออีกนิดเพื่อให้ทุกเกียร์เข้าที่แล้วค่อยจอด ณ ตำแหน่งเกียร์นี้ โซ่จะคล้องอยู่ระหว่างจานเล็กสุดกับเฟืองเล็กสุด (1-8 หรือ 1-9) ตีนผีจะอยู่ในตำแหน่งที่พับเก็บเรียบร้อยไม่กางออก ประโยชน์- ลดความตึง (Tension) ของลวด (Cable) ที่ควบคุมสับจานหน้า และตีนผี- ลดความตึง (Stress) ของสปริงในตีนผีและสับจานก่อนเดินจากไป ให้เหลียวมาดูด้วยว่าแม่เหล็กที่ติดอยู่ที่ซี่ลวด บังเอิญมาจ่ออยู่ที่ Sensor ของไมล์วัดความเร็วหรือไม่ ถ้าใช่ ให้หมุนล้อหน้าเพื่อย้ายตำแหน่งแม่เหล็กให้ไกลออกไปจาก Sensor สาเหตุเพราะ แม่เหล็กถาวรที่ติดซี่ลวดนั้น สามารถเหนี่ยวนำให้ความเป็นแม่เหล็ก(Polarity) ของ Sensor เบี่ยงเบนไป ซึ่งอาจทำให้ความไว (Sensitivity) ของ Sensorลดลง (อันนี้ไม่ยืนยันในทฤษฏีนะครับ แต่ทำเพื่อความสบายใจ)เพียงเท่านี้ จักรยานของคุณก็จะได้พักผ่อนไปพร้อมกับคุณ อ้อ อย่าลืม เวลากลับมาขี่อีกครั้ง ให้เปลี่ยนเกียร์มาเป็นเกียร์ขี่ปกติ อย่าได้ขี่ในตำแหน่งเกียร์ที่โซ่ไขว้กันแบบนี้เด็ดขาด ระบบส่งกำลัง (Drivetrain) จะสึกหรอเร็วกว่าปกติ

ปั่นจักรยาน ช่วยลดปวดหัวไมเกรน



ปั่นจักรยาน ช่วยลดปวดหัวไมเกรน


ผลการศึกษาจากศูนย์โรคปวดหัว (Cephalea Headache Centre in Gothenburg) สวีเดนทำโดยให้กลุ่มตัวอย่างปั่นจักรยานอยู่กับที่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่า การปั่นจักรยานแรงปานกลาง (ปั่นเร็วจนพูดได้ 4–5 คำก็เริ่มเหนื่อย นาน 30 นาที) เป็นประจำทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง (up to) 90%

โรคปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่จะปวดข้างเดียว ปวดตุ๊บ ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้-อาเจียนร่วมด้วย คนไข้ประมาณครึ่งหนึ่งมีอาการทุเลาลงด้วยยาพาราเซตามอล อีกครึ่งหนึ่งไม่ทุเลาด้วยยาดังกล่าว

คนไข้เกือบทุกรายกล่าวว่า อาการปวดลดลงทั้งความถี่ คือ จำนวนวันที่ปวดลดลง ความรุนแรง (จากหนักเป็นเบา) และการใช้ยาแก้ปวดก็น้อยลง กลไกที่เป็นไปได้คือ การออกแรง-ออกกำลังทำให้เกิดการหลั่งสารความสุขที่ชื่อ ”เอนดอร์ฟินส์ (endorphins)” ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า การออกกำลังกาย เช่น เดิน ว่ายน้ำ ฯลฯ มีส่วนช่วยลดอาการปวดหัวได้เช่นกัน เรื่องที่สำคัญมากพอ ๆ กัน คือ การออกแรง-ออกกำลังไม่ได้ส่งดีกับหัวใจและปอดเท่านั้น ทว่า... ดีไปทั่วเรือนร่าง โดยเฉพาะสมองดีด้วย การศึกษาอีกรายงานหนึ่งจากสหรัฐฯ ทำในคนสุขภาพดี 52 คน นำไปตรวจด้วยเครื่องสแกนสมองพบว่า คนที่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำมากที่สุดมีสมองส่วนนอกกลีบข้าง (ใกล้ ๆ ขมับ-ใบหู / temporal lobe) ฝ่อลง (ตามอายุ) ช้ากว่าคนที่ออกแรง-ออกกำลังน้อยที่สุด การศึกษานี้สนับสนุนแนวคิดเดียวกับการศึกษาอื่น ๆ คือ การออกแรง-ออกกำลังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเซลล์สมอง ตัวอย่างของการออกแรง-ออกกำลังง่าย ๆ ที่เผาผลาญกำลังงานได้ 200 แคลอรีเท่า ๆ กันได้แก่

ทำสวน 31 นาที

ซ่อมแซมอุปกรณ์ของใช้ในบ้าน (DIY) 40 นาที

ล้างรถ 44 นาที

รีดผ้า 79 นาที

ดูดฝุ่น 66 นาที

ขาสวยเพรียว ด้วยการปั่นจักรยาน

(1) พบว่าผู้ชาย หรือผู้หญิงที่ปั่นจักรยานเป็นประจำหรือใช้จักรยานบ่อยๆ แล้วมีลักษณะน่องขาที่ใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่นั้น ส่วนใหญ่เล่นกีฬาอื่นรวมด้วยเสมอ ขณะที่ผู้ที่เล่นจักรยานอย่างเดียวเป็นหลัก กลับมีขนาดน่องเป็นปกติ เพียงแต่แข็งแกร่งกว่าผู้ที่ได้ออกกำลังกายเลย

(2) ในกลุ่มที่เล่นหรือใช้จักรยานเป็นหลัก ผู้ที่ตั้งความสูงของเบาะต่ำกว่ามาตรฐานจนเห็นได้ชัด มีแนวโน้มของขนาดน่องค่อนไปทางใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

(3) กลุ่มที่ใช้เกียร์หนักๆในการปั่นเป็นประจำ โดยเฉพาะนักปั่นชายมีขนาดน่องที่โตกว่าพวกที่ปั่นโดยการใช้รอบขาๆสูงและใช้เกียร์ต่ำกว่า เช่นเดียวกับกลุ่มแม่บ้านที่ใช้จักรยานปั่นไปจ่ายตลาดซึ่งจักรยานที่ใช้นั้นค่อนข้างหนักแรงขามาก แถมยังตั้งเบาะเตี้ยมากด้วย ก็เห็นได้ชัดว่าน่องโตกันทั้งนั้น (4) โดยส่วนใหญ่ นักจักรยานอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเสือหมอบ หรือเสือภูเขา จะสวยเพรียวกันทุกคน และมีการทำรายงานโดยใช้แบบสอบถามในหัวข้อว่า นักกีฬาประเภทไหน มีขาสวยที่สุด พบว่าทำกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นักจักรยานก็กวาดแชมป์น่องสวยไปเสียทุกที สาวๆเอาไปใช้ได้ จะได้น่องไม่โต ลองดูกันนะ

และขอเสริมหน่อยนะครับ

ถ้าอยากปั่นแล้วขาไม่โต ก็ทำได้ครับ

1. เซทรถให้ถูกต้อง อานต้องสูงพอ การปั่นอานต่ำทำให้น่องโป่งขึ้นแน่นอน

2. อย่าย่ำบันได ให้ปั่นในลักษณะควงบันได

3. อย่าเล่นเกียร์หนัก พูดๆง่ายคือให้ปั่นด้วยเกียร์เบาๆ ไปเรื่อยๆ แต่ไม่หยุด แค่นี้ก็ได้ออกกำลังกายชนิดaerobic แล้วครับ ปั่นสักวันละ 30 -40 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แค่นี้ก็สุขภาพดีขึ้นแล้วครับ( ระดับความเหนื่อย ก็ แค่ยังสามารถพูดคุยกันได้ ปั่นไปคุยไป ปั่นไปร้องเพลงไป แค่นี้แหละครับ พอแล้วสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย )

4. อย่าบ้าพลังปั่นสปีดตามเจ้าบอม โดยเด็ดขาด

การวางตำแหน่งเท้าในการปั่นจักรยานให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การออกแรงปั่นจักรยานเพื่อให้ได้แรงกระทำต่อจักรยานสูงสุดนั้น เราต้องวางตำแหน่งเท้าของเราให้ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงเราคิดจะวางตำแหน่งเท้าตรงไหนก็ได้ การปั่นโดยการวางตำแหน่งเท้าที่ไม่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าแล้ว แรงที่ออกไปยังสูญเปล่าเสียอีก

การถีบลูกบันได้ที่ถูกต้องนั้นต้องมีหลักการดังนี้ครับ ลักษณะของบันได้ถีบธรรมดานั้นจะครอบคลุมได้แค่ 1/3 ของเท้าเท่านั้น ให้เราแบ่งเท้าออกเป็น 3 ส่วน

1.ส่วนที่ 1 คือส่วนที่อยู่ปลายเท้าที่เราเขย่งเท้ายืนนั่นเอง

2.ส่วนที่ 2 คือส่วนที่สัมผัสกับพื้นในขณะที่เราเขย่งเท้า (คือส่วนที่เราต้องเอาไำปใช้ในการสัมผัสกับบันไดจักรยาน)

3.ส่วนที่ 3 คื่อส่วนเท้าตั้งแต่ตอนกลางของฝาเท้าจนถึงส้นเท้าของเรานั่นเอง



ทำไมไม่ใช้ส่่วนที่ 1 ของเท้าเรามาปั่นจักรยาน เพราะปลายเท้าของคนเราตำแหน่งนั้น นอกจากเป็นปลายเท้าซึ่งประกอบด้วยนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วแล้ว ซึ่งนิ้วเท้าทั้ง 5 นั้นนอกจากมีชิ้นส่วนกระดูกที่ค่อนข้างเล็กแล้วก็ทำหน้าที่แยกจากกัน นอกจากไม่มีความแข็งแรงในการกดบันได้จักรยานแล้ว ยังจะไปสร้างภาระให้กล้ามเนื้อส่วนอื่นต้องใช้ งานหนักขึ้นมาอีกด้วย

เราต้องใช้ส่วนที่ 2 ของเท้ามาใช้ในการปั่นจักรยาน เพราะจุนั้นเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของเท้าคนเราที่จะได้สัมผัสกับบันไดจักรยาน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะตำแหน่งนั้นมนุษย์เราจะมีกระดูกชิ้นหนึ่ง เสหมือนว่าพระเจ้าได้สร้างกระดูกชิ้นนี้เพื่อให้มนุษย์เราจะได้ใช้ถีบจักรยานก็ว่าได้ เพราะจุด ๆ นั้นนอกจากจะมีกระดูกที่พร้อมจะรองรับบันได้จักรยานแล้ว ยังเป็นจุดศูนย์กลาง (จุดหมุน) ของบันไ้จักรยานเป็นอย่างดี

แล้วถ้าใช้ส่วนที่ 3 ของเท้าใช้ปั่นจักรยานแล้วอะไรจะเกิดขึ้น การเอาส่วนกลางหรือที่ผมเรียกว่าส่วนที่ 3 จะทำให้แรงที่ส่งมาต้องสูญเปล่าไปทางปลายเท้าและส้นเท้า ทำให้แรงส่งผ่านไปไม่เต็มที่ ผลก็คือว่าเราเมื่อยเร็วกว่าเดิม และจักรยานก็จะคลานไปเหมือนเต่าที่กำลังสิ้นหวังในชีวิตของมัน

จากรูปที่ปรากฏนี้จะแสดงให้เห็นว่ามีแต่ส่วนปลายเท้าเท่านั้นที่จะไปสัมผัสกับลูกบันได้ และการที่บังคับให้เท้าอยู่ในลักษณะนี้ต้องมีเครื่องช่วยนะครับ (คือคลีป หรือจะเรียกกันว่า คลีปเลสส์) ซึ่งพวกเรามักจะรู้จักกันดี เจ้าคลีตที่ว่านี้จะช่วยให้เท้าของเรายึดแน่นอยู่ในตำแหน่งเดียวกับบันได้จักรยานตลอดเวลา

การใช้คลีทหรือคลีปเลสส์ในการขับขี่จักรยาน นอกจากจะทำให้แรงที่เราส่งผ่านไปยังล้อนั้นได้ประสิทธิภาพเต็มตัวแล้วมันยังเพิ่มประสิทธิ์ภาพให้กับการขี่ได้อีกด้วย มันสามารถเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการปั่นได้กว่า 50 % โดยเฉพาะในเวลาที่คุณขี่ในที่ทุรกันดาร คุณสามารถควบคุมไม่ให่เท้าคุรหลุดจากบันได้ได้เป็นอย่างดี เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่จักรยานได้เป็นอย่างดี

สมรรถนะในการขับขี่โดยใช้คลีปเลสส์ นอกจากเราสามารถควบคุมตำแหน่งเท้ากับบันได้จักรยานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ในการปั่นจักรยานเราไม่ได้ถีบลงไปอย่างเดียว แต่ตอนยกขึ้นก็สามารถเพิ่มแรงให้กับจักรยานได้ด้วย เพราะว่าเท้าของเราติดอยู่กับบันได้นั่นเอง หลักการปั่นจักรยานอีกประการหนึ่งที่จะทำให้เราปั่นจักรยานได้ดีขึ้นคือ การปั่นนั้นต้องไม่ปั่นด้วยการถีบลงแต่อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเราติดคลีปเลสส์แล้ว การวาดเท้าไปรอบ ๆ ให้มีความรู้สึกว่าเราควงวงเท้าให้เป็นวงกลม ๆ รอบ ๆ หัวกะโหลกนั้นต้องออกแรงทั้งขาลงและขึ้นเป็นวงกลม การขี่แบบนั้นไม่สามารถทำได้เลยหากเราไม่ติดคลิปเลสส์ที่บันได้และรองเท้าของเรา เมื่อคุณติดคลิปเลสส์แล้ว คราวนี้เราลองมาหัดดูแล้วเราจะเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานจนไม่มีวันเบื่อเสียทีเดียว

จริง ๆ แล้วผมแทบไม่ต้องบอกกับเพื่อน ๆ เลยว่าตำแหน่งที่ดีที่สุดของเท้าเราควรจะวางจุดไหนไปสัมผัสกับลูกบันไดจักรยาน ถ้าเพื่อน ๆ ที่ใช้รองเท้าจักรยานจะใช้การสังเกตุให้ดี เพื่อน ๆ ลองหงายรองเท้าขึ้นมาดูซิครับ จะเห็นแผ่งรองยึดติดตรึงอยู่ นั้นละครับเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดที่ผู้ผลิตรองเท้าจักรยานได้คิดคำนวนมาแล้วให้กับเท้าของคนเราว่าเมื่อเราวางเท้าลงไปแล้วก็จะได้ตรงตำแหน่งที่เหมาะสมพอดี

ระยะและการออกแบบมา เมื่อเราวางเท้าไปบนบันไดจนสลักบันได้ตรึงเข้ากับแผ่นรองยึดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราลากเส้นตรงแนวดิ่งขึ้นไปจากแกนเพลาบันไดพาดไปถึงรองเท้าของเรานั้นเป็นตำแหน่งที่แกนเพลาไปสัมผัสตรงกับกระดูกชิ้นหนึ่ง ดังนั้นจึงสรุปว่าการวางตำแหน่งเท้าที่เหมาะสม การพัฒนาการของบันไดจักรยาน การพัฒนาของรองเท้าจักรยาน จะมาบรรจบ ณ จุด ๆ เดียวกันนั้นเอง และควรจดจำให้ดีว่า(แกนเพลาของบันไดจักรยาน Pedal Axle จะต้องตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับกระดูกที่เรียกกันว่า Ball of the Foot เสมอ) เพราะนอกจากผลเลิศทางการสร้างแรงขับจักรยานแล้วมันยังช่วยลดอาการบาดเจ็บต่าง ๆ ให้กับอวัยวะที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนข้อเหวี่ยงของจักรยานอีกด้วย

รู้ยังนี้ก็ติดคลิปเลสสมา์ตั้งนานแล้วซิ....